จิตสำนึกต้านโกง ตอน 3 : สังคมส่งเสริมโกง

เมื่อใครๆก็พูดเรื่องขวานกับ ‘การจอดรถในที่ห้ามจอด’ , ผมคิดถึงแกรี่ เบ็กเกอร์

เช้าวันหนึ่งแกรี่ เบ็กเกอร์ต้องรีบไปคุมสอบนักศึกษา Ph.D เขาประสบปัญหาเดียวกับนาวาร่าคันนั้นเลยครับ คือพอไปถึง ‘ไม่มีที่จอดรถใกล้ตึกคุมสอบ’

เขาจึงถามตัวเองว่า “ฉันควรจอดในที่มีป้ายห้ามจอดแต่ว่ามันอยู่ใกล้ห้องสอบ หรือฉันควรจะขับไปจอดที่ลานจอดรถแต่มันไกลออกไปโน่นแหนะ”

แกรี่เริ่มคิดคำนวณในใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นนะถ้าถูกจับได้ เทียบกับเวลาที่จะเร็วขึ้นหากจอดในที่ห้ามจอด เทียบกับค่าปรับที่จะต้องเสีย

คุณอาจคิดว่านี่คือนิทานสอนใจที่แกรี่แม้จะอายุมากก็จะยอมเดินข้ามเทือกเขาอัลไตเพื่อไปคุมสอบและทำเช่นนั้นต่อเนื่องมาเป็นสิบปีเพราะมีคุณธรรมสูงส่ง

แต่เปล่าครับ นี่ไม่ใช่นิทานแต่คือเรื่องจริงของแกรี่และรูปข้างบนก็คือแกรี่ตัวจริง

สุดท้ายเขาเลือกจอดในที่ห้ามจอดเหมือนนาวาร่าคันนั้นนั่นแหละ เพราะเขาคำนวณแล้วว่าถึงจะโดนปรับ แต่เอาวะ มันก็คุ้มกับเวลากับระยะทาง


แต่สมมตินะครับ สมมติว่าถ้าโดนจับได้แล้วไม่ใช่เสียแค่ค่าปรับหละ ถ้าการจอดในที่ห้ามจอดไม่ใช่แค่โดนปรับแต่จะมีรปภ.เอาขวานมาจามรถด้วย

เขาจะจอดหรือไม่?

แกรี่ไม่ได้ตอบครับเพราะแกรี่ตายไปแล้วครับตอนอายุ 83 ปี

แต่ถึงแกจะตายไปแล้วแต่เรื่องที่จอดรถดังกล่าวคือเรื่องจริง แถมหลังจากแกจอดเสร็จ แกก็ไปตั้งโจทย์ถามนักศึกษาแล้วกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการศึกษาเรื่อง ‘ความไม่ซื่อสัตย์ของมนุษย์’


แกรี่ เบ็กเกอร์เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ และวิธีคิดเกี่ยวกับการจอดรถในที่ห้ามจอดของเขาคือจุดกำเนิดของการศึกษาเรื่องเศรษฐศาสตร์ความเย้ายวนใจให้ประกอบอาชญากรรม (economic incentives of crime)

ต่อมาก็มีการพัฒนาแนวคิดนี้ต่อจนเกิดเป็น SMORC(the Simple Model of Rational Crime) หรือแบบจำลองการทำความผิดตามหลักเหตุและผลที่มีสมมติฐานประมาณว่าคนเราจะโกง/ไม่โกง , จะละเมิด/ไม่ละเมิดกฎ , จะซื่อสัตย์/หลอกลวง … ล้วนผ่านการชั่งน้ำหนักในใจของต้นทุนและผลตอบแทน (cost-benefit analysis)แล้วว่าคุ้มที่จะทำหรือไม่

ถัดจาก SMORC , นักเขียนชื่อ Dan Ariely ผู้เขียนหนังสือ The Honest Truth About Dishonesty คิดต่อยอดไปอีก

เขาบอกว่าในสถานการณ์ที่เอื้อต่อให้มีการโกงได้ เช่น หาที่จอดรถแล้วเห็นป้ายห้ามจอด , กรอกข้อมูลภาษีแต่มีช่องทางที่จะหลอกเจ้าหน้าที่ , มองเห็นรถคันแล้วคันเล่าขับแซงไปเปิดเลนใหม่เพื่อเบียดเข้าทางด่วน ฯลฯ

ณ.จุดนั้น พฤติกรรมของคนเราถูกขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจสองอย่างที่ทำงานขัดแย้งกัน

- แรงจูงใจ(1) ใจหนึ่งเราอยากได้ผลประโยชน์จากการไม่ซื่อสัตย์
- แรงจูงใจ(2) เราทุกคนมีความปรารถนาจะมองเห็นตัวเราเป็นคนซื่อสัตย์ เป็นคนมีเกียรติ (หรือจะให้เข้ากับนิยามของบ้านเราคือเป็น คนดี)

ดังนั้น การไม่ซื่อสัตย์(การโกง,การเล่นนอกกติกา ฯลฯ)ไม่ใช่คุณสมบัติที่มีเฉพาะคนชั่ว มันเกิดขึ้นกับเราได้ทุกคน เรามีการคำนวณในใจไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวคล้ายแกรี่ตอนหาที่จอด ต่อให้คุณบอกว่า “ฉันไม่จอดเพราะฉันรู้ว่าอะไรควรไม่ควร ฉันมีความละอายใจ!” นั่นก็ผ่านการคำนวณเหมือนกันนั่นแหละครับ เพียงแต่ไม่ใช่เรื่องเงินค่าปรับแต่เป็นน้ำหนักที่จะให้แรงจูงใจ(2)มีค่ามากกว่าแรงจูงใจ(1)

ดังนั้นถ้าลองคิดทบทวนกลับไป หากคุณเคยจอดในที่ห้ามจอดแม้จะรู้ทั้งรู้ว่าห้าม ต่อให้จอดไฟกระพริบแค่ห้านาที มันก็มาจากระบบคิดในหัวคำนวณแล้วว่า ‘กิจกรรม’ ที่เราจะทิ้งรถไว้ตรงนั้นคุ้มค่าที่จะไป ถึงโดนปรับก็คงเจ็บใจแหละแต่ก็ยังคุ้ม นั่นคือแรงจูงใจ(1)ของคุณมาแรงแล้ว

ทีนี้พอคุณมองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นใคร จอดหน้าบ้านหลังนี้ก็สงสัยบ้านร้างมั้งคงไม่มีใครเดือดร้อน ,จอดตรงป้ายห้ามจอดแป๊บเดียวคงไม่มีใครว่ามั้งเราต้องรีบไปส่งลูก ฯลฯ

เมื่อคุณหาเหตุผลที่สร้างความชอบธรรมให้ตัวเองได้แบบนี้ แรงจูงใจ(2)ก็ไม่ใช่อุปสรรค เพราะคุณยังไม่รู้สึกละอายใจจนรับตัวเองไม่ได้ คุณยังยอมรับตัวเองได้อยู่

ซึ่งความไม่ซื่อสัตย์ในแบบที่ตัวเรายอมรับได้ เป็นสิ่งที่ Dan Ariely เรียกว่า Fudge Factor theory


ผมชอบทฤษฎีนี้ตรงที่มันไม่ได้พูดเกี่ยวกับการโกงแค่เรื่องศีลธรรมแต่เป็นการขยายความทางเศรษฐศาสตร์สังคม

คือการสอนเรื่องพวกนั้น(คุณธรรม , คิดถึงใจเขาใจเรา ฯลฯ)ดีอยู่แล้วหละครับ เพียงแต่ถึงคุณจะสอนเด็กคนหนึ่งกลายเป็นผู้เปี่ยมคุณธรรมแค่ไหนแต่มนุษย์ก็เป็นมนุษย์ที่แปรเปลี่ยนได้ตามสิ่งแวดล้อมรอบตัว

และการทำงานของ Fudge Factor ก็แปรผันตามสถานการณ์ได้เสมอ

ในบางสังคม ในบางสถานการณ์ มันจะกระตุ้นให้คุณอยากทำตามแรงจูงใจให้โกงทั้งๆที่คุณเองก็ไม่นิยมการโกง แต่กระนั้นการคำนวณมันก็เกิดขึ้นในหัวของคุณไปแล้ว

ผมขอยกตัวอย่างสังคมแบบนั้นในเรื่อง ‘การขับรถ’ ซักหนึ่งตัวอย่างครับ


สมมติว่า ทุกเช้าคุณขับรถไปขึ้นทางด่วน ระหว่างรอเข้าช่องจ่ายเงินในแต่ละช่องก็จะมีรถต่อแถวอยู่ แต่แล้วจู่ๆก็จะมีรถที่ขับขึ้นไปสร้างแถวใหม่ที่เกิดเป็นเลนวิเศษที่จะคอยเบียด-แทรก-ปาดตัดหน้าแถวที่ต่ออยู่

คุณอดทนที่จะต่อแถวตามมารยาท แต่ทุกเช้าคุณก็เห็นพวกเปิดเลนวิเศษได้ตัดหน้าไปก่อนตลอด ความอดทนเป็นคนเคารพกฎและมารยาทของคุณทำให้คุณไปทำงานสายก็หลายหน ทำให้คุณต้องทนตื่นเช้าขึ้นไปอีกเพื่อหนีรถติด

แต่ทุกเช้าคุณก็จะเห็นแบบเดิมๆคือพวกเปิดแถวใหม่เบียดแซงแถวปกติ

เจ้าหน้าที่ก็มีนะครับแต่เมื่อคุณโวยวายไป เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้จัดการเรื่องนี้ ปล่อยให้มีเลนวิเศษและการปาดเกิดขึ้นเป็นปกติ เจ้าหน้าที่ใจดีแค่ช่วยโบกรถให้ไปเร็วๆ

วันหนึ่ง คุณก็อาจจะเริ่มลองตามไปขึ้นแถวใหม่บ้างเพื่อให้ไปทำงานเร็วขึ้น มันคือผลประโยชน์ที่คุณจะได้ตามแรงจูงใจ(1)

Fudge Factor ในหัวคุณคำนวณไปเรียบร้อยแล้วว่า “คุ้มที่จะแซงคิว” คุณหาเหตุผลให้ตัวเองโดยไม่ขัดกับแรงจูงใจ(2)ที่อยากเห็นตัวเองเป็นคนดีว่า “ก็คงไม่เป็นไรมั้งก็เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ว่าอะไร”

ดังนั้นในกรณีอื่นๆคุณอาจจะรักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด รังเกียจการโกง แต่ในสังคมบนทางด่วนสามารถเปลี่ยนให้คุณที่กล้าแซงคิวโดยไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องผิดอะไร


สังคมที่เอื้อให้คุณไม่ซื่อสัตย์ ก็คือสังคมที่คุณเห็นมานาน ย้ำว่า เห็นมานาน แล้วว่าคนทำผิดกฎกติกาได้ประโยชน์จากการทำผิด โดยที่กฎกติกาที่ตั้งไว้เอาผิดไม่ได้
สังคมที่กฎหมายไม่ศักดิสิทธิ์เพราะเจ้าหน้าที่รัฐที่ควรทำหน้าที่รักษากฎไม่เอาจริง
และประการสำคัญ คุณเสียผลประโยชน์หรือเสียเปรียบคนที่โกง

ดังนั้นสังคมที่

  • กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์เพราะเจ้าหน้าที่ไม่เข้มงวดกับกฎ
  • กระบวนการร้องเรียนตามขั้นตอนไม่มีความหมาย
  • มีเส้นที่ใหญ่กว่าคุณเล่นขี้โกงได้โดยไม่ต้องเดือดร้อน
  • คุณมองเห็นเรื่องเหล่านี้มานานและคุณก็ทนเสียเปรียบหรือเดือดร้อนมาตลอด

นอกจากจะเอื้อให้คุณโกง มันยังเป็นสังคมกระตุ้นให้คุณนิยมศาลเตี้ย กระตุ้นให้คุณใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา ทั้งๆที่พื้นเดิมคุณอาจไม่ใช่คนแบบนั้น

ลองนึกภาพว่ามือถือของคุณพัง คุณไปที่ร้านมือถือที่คุณซื้อมาเพื่อเคลมประกัน ระหว่างเข้าแถวต่อคิวดีๆแต่เจ้าหน้าที่ยอมให้คนมาแซงคิวคนแล้วคนเล่า จนคุณไปธุระอื่นไม่ทัน , เดินเข้าไปร้องเรียนประกันสิ่งของเสียหายจากบริษัทแล้วเขาไม่รับผิดชอบ , โทรไปโอเปเรเตอร์ร้องเรียนตามขั้นตอนกับบริษัทสาขาใหญ่แต่อีกฝ่ายไม่พยายามช่วยคุณแก้ปัญหา ฯลฯ

สังคมที่หากคุณไม่มีเส้น ไม่มีพาวเวอร์ แล้วเดินเข้าตามตรอกออกตามประตูก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือดีๆ จนกว่าจะโวยวาย

เมื่อคุณเจอบ่อยๆ

สุดท้ายคุณก็จะเรียนรู้ว่า

ไม่อาละวาดก็คงไม่ฟัง
ไม่เสียงดังๆให้อายก็คงไม่สนใจ
ไม่โพสต์(ลงเน็ต)ก็ไม่เคยแคร์

มีแต่ต้องเป็นบ้า อาละวาด เกรี้ยวกราด ใช้ความรุนแรงเท่านั้น ผู้มีอำนาจจึงจะฟังเสียง

สังคมแบบนี้แหละครับที่สนับสนุนให้คนนิยมใช้บริการศาลเตี้ยกันมากขึ้น กระตุ้นให้เราต้องรุนแรงมากขึ้น และอย่างที่เขียนข้างต้น มันก็กระตุ้นให้คนเราโกงหรือตุกติกมากขึ้นเช่นกัน


จิตสำนึกต้านโกง(ตอน 3) ตอนนี้จึงไม่ได้พูดถึงเรื่องการสร้างจิตสำนึกเหมือนสองตอนก่อน แต่ต้องการบอกว่าความพยายามต้านโกงนั้นจะได้ผลดีหรือไม่ ไม่ใช่การสร้างจิตสำนึกอย่างเดียว

แต่อยู่ที่เราสร้างสังคมให้เด็กๆโตมาด้วยว่าเป็นสังคมที่จะสนับสนุนคุณธรรม/ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นตาม ‘จิตสำนึกที่หล่อหลอมมา’ได้หรือเปล่า

สังคมที่จะไม่ปล่อยให้คนเคารพกฎกติกาต้องเสียผลประโยชน์แก่คนละเมิดกฎกติกา
สังคมที่ประชาชนสามารถตรวจสอบกดดันผู้มีหน้าที่รักษากฎเช่นเจ้าหน้าที่รัฐให้บังคับใช้กฎอย่างจริงจังและเท่าเทียม
สังคมที่สร้างระบบร้องเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ต้องโวยก่อนถีึงจะปกป้องคุ้มครองผู้เดือดร้อน