เวลาไม่เหมือนเดิม — Arrival

มีสองสิ่งสำคัญในหนังเรื่อง Arrival ที่ผมคิดว่าน่าเขียนถึงคือ ‘ภาษา’ และ ‘เวลา’

“ภาษาเป็นรากฐานของความศิวิไลซ์ มันเป็นกาวที่ประสานคนเข้าด้วยกันและเป็นอาวุธชิ้นแรกที่ถูกนำเข้ามาเมื่อมีความขัดแย้ง”
— ดร.หลุยส์ แบงค์ส

นางเอกของเรื่องคือ ดร.หลุยส์ แบงค์ส เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาที่รัฐบาลตามตัวเธอไปช่วยสื่อสารกับเอเลี่ยนที่มาเยือนโลกแต่จอดยานนิ่งๆแล้วไม่พูดไม่จา ส่งเสียงประหลาดๆเป็นภาษาที่เราไม่เข้าใจ

ฉากสำคัญฉากหนึ่งในหนังคือตอนที่พระเอกสังเกตว่านางเอกดูผิดปกติไปหลังจากศึกษาภาษาของเอเลี่ยนมากขึ้น เขาอ้างถึงสมมติฐาน Sapir–Whorf hypothesis ซึ่งมีอยู่จริงครับ พัฒนาขึ้นมาโดยนักภาษาศาสตร์ชื่อ Edward Sapir และ Benjamin Lee Whorf

สมมติฐานนี้ตั้งไว้ว่าเมื่อเราเรียนรู้ภาษาอื่น โครงสร้างของภาษาจะมีอิทธิพลต่อกระบวนการคิดและพฤติกรรมของเราให้เปลี่ยนไปตามวัฒนธรรมของภาษานั้นๆ

“two gift boxes on floating shelf” by freestocks.org on Unsplash

ผมลองนึกตัวอย่างเล่นๆ เช่น ถ้าเป็นคนอเมริกันหรือคนยุโรปย้ายมาอยู่เมืองไทยแล้วต้องเปลี่ยนมาใช้ภาษาไทยทั้งวัน ก็อาจจะมีส่วนเปลี่ยนบุคลิกหรือพฤติกรรมของเขาไปด้วยเช่นกัน

  • เช่นสรรพนามฝรั่งมีแต่ I กับ You ซึ่งทำให้มีความเท่าเทียมกันมากกว่าของไทยเราที่มีทั้ง ผม , หนู , ดิฉัน , กู , ชั้น , เรา ฯลฯ ซึ่งบอกระดับชั้นชัดเจน
  • ภาษาไทยเรามีคำสร้อยที่ช่วยเพิ่มให้ประโยคมีความอ่อนน้อมแตกต่างกันเช่น ครับ , ฮะ , จ๊ะ , จ๋า ฯลฯ

ความหลากหลายของการใช้ภาษาบ่งบอกถึงการเรียงลำดับอาวุโสและให้ความสำคัญกับคู่สนทนา ดังนั้นเวลาจะสื่อสารในภาษาไทยจึงต้องใคร่ครวญให้ดีเพราะมันก็สอดคล้องกับวัฒนธรรมแบบไทยๆด้วย

ข้อดีคือความถ้อยทีถ้อยอาศัย มีความประนีประนอม และข้อด้อยคือลดทอนการสื่อสารแบบตรงไปตรงมา สร้างนิสัยขี้เกรงใจ สนับสนุนวัฒนธรรมอำนาจนิยมและระบบอาวุโส

ดังนั้นเมื่อคนต่างชาติมาอยู่ประเทศเรานานๆ เราก็อาจเห็นการเปลี่ยนแปลงจาก ‘ความเป็นฝรั่ง’ หรือ ‘ความเป็นญี่ปุ่น’ มามีนิสัยแบบไทยๆได้ไม่ยาก ซึ่งก็น่าจะเกิดจากอิทธิพลทางสังคมหล่อหลอมพวกเขาโดยการใช้ภาษาก็เป็นหนึ่งในนั้น

และนางเอกก็ถูกภาษาของเอเลี่ยนปรับเปลี่ยนตัวตนในเรื่อง ‘การรับรู้เวลา’


“round Timex analog clock at 2:33” by Sonja Langford on Unsplash

และนั่นคือจุดสำคัญของหนัง Arrival เมื่อโครงสร้างของภาษาเอเลี่ยนเข้ามาปรับเปลี่ยนกระบวนการคิดของดร.แบงค์ส ทำให้เธอไม่ได้รับรู้เวลาเป็นเส้นตรง(linear)เหมือนเราๆที่รู้ว่าเวลาเรียงลำดับแบบนี้

อดีต → ปัจจุบัน → อนาคต

แต่ภาษาของเอเลี่ยนกระทบการรับรู้เวลา(Time perception)ให้ไม่เรียงลำดับก่อนหลังเป็นลักษณะที่เรียกว่า non-linear


ซึ่งผมขอขยายความเกี่ยวกับการรับรู้เวลาแบบ non-linear ของเอเลี่ยนด้วยโมเดล B1 กับ B2

ผมขอตั้งชื่อย่อให้ดร.แบงค์สในช่วงเวลาปัจจุบันที่เผชิญหน้าเอเลี่ยนเป็น B1

ถ้าจำได้ในหนังจะมีหลายฉากที่เธอแปลกใจว่าทำไมตัวเองเห็นภาพแปลกๆขึ้นมาในหัว ซึ่งก็เพราะเธอไม่รู้ว่าภาพเหล่านั้นคือภาพอนาคต สมองของเธอยังเรียงลำดับเวลาแบบ Liner(และเราคนดูก็ถูกหลอกว่าภาพเหล่านั้นคือภาพอดีตที่ผู้กำกับใช้เทคนิกการเล่าเรื่องมาหลอกคนดู)

แต่ฉากงานเลี้ยงนานาชาติที่นายพลจีนแวะมาทักทายซึ่งเป็นเหตุการณ์หลังจากนั้น เขาเข้ามาบอกเธอว่า “18 เดือนก่อนคุณได้ทำสิ่งที่มหัศจรรย์” บอกว่า

“คำพูดของคุณ (ดร.แบงค์ส)ช่วยโลกได้สำเร็จ”

ปรากฎว่าดร.แบงค์สในงานเลี้ยงซึ่งผมขอตั้งชื่อย่อเธอว่าเป็น B2 ได้ยินแล้วก็มีท่าทีงงๆไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเคยพูดอะไรไป

ซึ่งถ้าเวลาเรียงลำดับเส้นตรง , B2 ไม่ควรจะงงนะครับ เธอต้องรู้ว่าตัวเองตอน 18 เดือนก่อนที่เป็น B1 พูดอะไรหรือทำอะไรมาก่อน แล้วเคยพูดอะไรกับนายพลจีนไปถึงช่วยโลกแต่ปรากฎว่าเธอไม่รู้เลย

จนกระทั่งนายพลจีนพูดบางอย่างออกมาในงานเลี้ยงซึ่ง ‘คำพูด’ นั้นเป็น timeframe ของ B2 ที่เธอเพิ่งรู้ในตอนนั้นแต่ด้วย ‘การรับรู้เวลาที่เปลี่ยนไป’ ก็ทำให้ B1 รับรู้ ‘คำพูด’ไปพร้อมๆกัน แล้วก็จึงเป็นเหตุให้ B1 พูดคำพูดที่ช่วยโลกสำเร็จ

ซึ่งมันอธิบายความเป็น non-linear ของเวลาของเอเลี่ยนได้เป็นอย่างดี


การรับรู้เวลาของเอเลี่ยนไม่ใช่แค่การรู้อนาคต หนังเรื่องนี้ไม่ใช่เฉลยจุดพลิกผันว่านางเอกมองเห็นอนาคตเพราะถ้าเป็นแค่เรื่องของมองเห็นอนาคตมันก็ยังจะเป็นเวลาในแบบ linear อยู่ดี

แต่การรับรู้เวลาของเอเลี่ยนและนางเอกคือการรับรู้พร้อมกันทั้งอดีต,ปัจจุบันและอนาคตโดยทั้งหมดซ้อนทับกัน เกิดขึ้นพร้อมกัน

แล้วมันส่งผลกระทบต่อกันและกัน

นั่นรวมถึงชีวิตส่วนตัวของเธอด้วย


แล้วเมื่้อ time perception เปลี่ยนไป

ความโหดร้ายที่ตามมาคือการรับรู้ต่อสุขกับทุกข์ก็จะไม่เหมือนเดิม

เพราะหากเป็น time perception แบบเดิมที่เรารับรู้เวลาเป็นเส้นตรง อนาคตย่อมเป็นเรื่องของ ‘ความไม่รู้’ ซึ่งความไม่รู้อาจสร้างความวิตกหรือความกลัว เช่น

เอ๊ะ ปลายเดือนหน้าฉันจะสอบผ่านมั้ย

อ่า แล้วพรุ่งนี้เขาจะยังโกรธเราอยู่หรือเปล่า

อืม สิ้นปีนี้เราจะได้โบนัสหรือไม่

แต่ความไม่รู้ก็เป็นพรอันประเสริฐอย่างหนึ่งด้วย เพราะมันช่วยให้เราไม่ต้องแบกรับทุกข์ซึ่งยังมาไม่ถึง เราแค่ต้องฝึกให้อยู่กับปัจจุบันให้ได้ก็พอ

แต่ด้วย time perception แบบใหม่ที่ดร.แบงค์สเผชิญทำให้เธอต้องรับรู้ทั้งสุขและทุกข์ที่ยังไม่เกิดขึ้น ต่อให้เธอพยายามอยู่กับปัจจุบันอย่างไรเธอก็ต้องรับรู้สุขและทุกข์ล่วงหน้า

เธอไม่สามารถ ‘ไม่รู้’ อีกต่อไป เธอจำต้องรู้อนาคตข้างหน้าในเวลาปัจจุบันนั่นหมายถึงจุดจบของการมีชีวิตครอบครัวที่ทรมานใจ

ทางเลือกสำหรับเธอจึงเหลือเพียงแค่ฝึกโอบรับ(embrace)แล้วทำความคุ้นเคยกับความสุขและทุกข์ที่ต้องเผชิญให้ได้

เพราะเมื่อสามารถยอมรับสุขหรือทุกข์ได้มากขึ้น เมื่อมีเหตุการณ์กระตุ้นสุขหรือทุกข์หนักเพียงใดก็จะไม่มีผลสะเทือนจิตใจจนเกินจะทน

มันคือการฝึกฝนที่ไม่ใช่มีประโยชน์แค่ดร.แบงค์สแต่รวมถึงเราทุกคนก็น่าจะทำได้เช่นกัน