ไม่มีคำแนะนำสุดวิเศษ

i_behind_you
Aug 31, 2018 · 2 min read
“woman praying while leaning against brick wall” by Ben White on Unsplash

ไม่มีคำแนะนำสุดวิเศษ (1)

เมื่อมีปัญหาที่หาทางแก้ไขไม่ได้ เราก็ต้องการคำแนะนำ

ในยุคดิจิตอลมีคำแนะนำล้นตลาดเลยครับ นอกจากหนังสือ self-help ต่างๆ เมื่อเข้าเน็ตเราก็จะเจอคำแนะนำจากคนที่สถาปนาตัวเองเป็นกูรู ผู้รู้ หรือเพจมากมายที่รอให้คำตอบ แถมบางเจ้ามาพร้อมการประโคมโอ่ทำนองว่า ชีวิตของคุณจะดีขึ้นในสามวัน ห้าวัน หลังเข้าคอร์สหรือทำตามคำแนะนำของเรา

ร้านชำของคุณนามิยะก็เป็นอีกหนึ่งแหล่งให้คำแนะนำเพียงแต่ร้านชำแห่งนี้ไม่ได้มีคำโฆษณาโอ้อวดแบบนั้น มีเพียงคำบอกต่อแบบปากต่อปากว่าหลายคนที่ส่งจดหมายเพื่อขอคำแนะนำจากร้านชำคุณนามิยะมีชีวิตที่ ‘ดีขึ้น’

น่าสนใจแล้วใช่มั้ยครับ ถ้าบอกแค่นี้หลายคนต้องคิดว่าร้านชำแห่งนี้ต้องมีดีกรีระดับพี่อ้อยพี่ฉอดจากกรีนเวฟเป็นอย่างต่ำๆ

แต่เปล่าเลยครับ

คนที่มีชีวิตดีขึ้นหลายคนไม่ได้ทำตามคำแนะนำจากร้านชำเลย แถมบางคนยังทำตรงกันข้ามกับที่ร้านชำแนะนำเสียด้วยซ้ำ และนั่นคือการวางพล็อตที่ทำให้ผมชอบนิยายเรื่องนี้

แม้หลายคนจะร่ำลือเกี่ยวกับคำแนะนำจากร้านชำแห่งนี้ว่ายอดเยี่ยมเพียงใด เป็นยิ่งกว่าพี่อ้อยพี่ฉอด เป็นยิ่งกว่าโอปราห์ วินฟรี่ย์ ฯลฯ แต่ร้านชำแห่งนี้ทำลายความเชื่อเรื่องคำแนะนำจากกูรูโดยแสดงให้เห็นว่า

เมื่อชีวิตเจอเรื่องยากแสนสาหัส อย่าคาดหวังคำแนะนำสุดวิเศษ ประเภทที่เราได้ยินปุ๊บแล้วทำตามชีวิตจะดีขึ้นในสามนาทีอะไรทำนองนั้น

เพราะผู้คนที่ขอคำแนะนำจากร้านชำดีขึ้นโดยอาศัยคำแนะนำเป็นแค่ trigger ให้เกิดการรู้แจ้งในตัว(insight)

เริ่มต้นจากคำแนะนำที่ไม่ตรงใจ ขวานผ่าซาก ทำให้พวกเขาเริ่มรู้สึกขุ่นเคือง ผิดหวัง ฯลฯ ซึ่งจากจุดนั้นมันก็อาจทำให้พวกเขาติดอยู่ที่เดิม ถ้าเขาจมอยู่กับอารมณ์ด้านลบที่เกิดขึ้นหลังได้คำแนะนำ

แต่จากความหงุดหงิดทิ่มแทงใจ พวกเขาเริ่มกลับมาทบทวนตัวเองว่าเพราะอะไรถึงไม่พอใจคำแนะนำ จนเกิดภาวะรู้ทันตัวเอง self awareness หรือมีการรู้แจ้งในตัวหรือ insight ใหม่เกิดขึ้นมา

บางคนใช้เวลาเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน เป็นปี

กว่าจะได้รู้ว่าที่ผ่านมานั้นตัวเองตัดสินใจไม่ได้เพราะอะไร ได้รู้ว่าเส้นทางชีวิตที่เลือกเดินมีจุดไหนที่ยังไม่รอบคอบแล้วต้องปรับปรุง

จะออกเดินทางไขว่คว้าหาคำแนะนำจากนักปราชญ์ระดับโลกเพียงใดก็ไร้ค่า

ถ้าเราไม่เดินทางเข้าไปสำรวจภายในใจ สำรวจบาดแผล สำรวจรูโหว่ที่โหยหาการเติมเต็ม สำรวจความปรารถนาที่แท้จริง

บางครั้ง คำตอบของปัญหาอาจไม่ได้ยากขนาดที่ต้องพึ่งพากูรู แต่เป็นเพราะความดื้อดึงหรือความไม่กล้าที่จะยอมรับความจริง

กูรูอย่างร้านชำจึงไม่ได้มอบคำแนะนำที่สุดวิเศษ เขาแค่ทำให้เราเห็นความจริง

หรือยืนยันบางสิ่งในใจที่ลึกๆแล้วเราอาจรู้อยู่แล้วแค่ไม่กล้ายอมรับมัน


ร้านชำของคุณนามิยะ (1)

ร้านแห่งนี้ไม่ใช่ร้านขายของชำธรรมดาแต่มีกิตติศัพท์ที่ถูกส่งต่อกันไปว่าถ้าเขียนจดหมายมาขอคำแนะนำแล้วจะได้คำตอบดีๆกลับไป

ความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในร้านชำแห่งนี้คือมันเกิดปรากฎการณ์คล้ายอุโมงค์เวลาที่ช่วงเวลาอดีตกับปัจจุบันมาเชื่อมต่อถึงกันที่ร้านชำ (ลองนึกถึงหนังแบบ Il Mare ครับที่คนในอดีตกับอนาคตส่งจดหมายคุยกันได้ผ่านตู้ไปรษณีย์)

จึงมีเหตุการณ์สองช่วงเวลาเกิดขึ้นในเรื่องราวของร้านชำแห่งนี้

ช่วงเวลาอดีต หลายสิบปีก่อน— คือเจ้าของร้านชำตัวจริงที่ตั้งใจตอบจดหมายทุกคนที่เขียนมาถามด้วยความตั้งใจ

VS.

ช่วงเวลาปัจจุบัน — คือขโมย 3 คนที่หลงเข้าไปติดในอาคารเก่าซึ่งก็คือร้านชำนามิยะทีปิดกิจการไปแล้ว เมื่อพวกเขาเข้าไปหลบตำรวจหวังแค่ค้างคืน ปรากฎว่าช่วงเวลาในนั้นเดินผิดปกติเชื่องช้ากว่าโลกภายนอก แล้วพวกเขาก็ได้รับจดหมายที่ไม่รู้โผล่มาจากไหน เป็นจดหมายที่คนเขียนขอคำแนะนำที่เนื้อหาบ่งชี้ว่าส่งมาจากอดีตหลายสิบปีก่อน

ร้านชำแห่งนี้จึงมีผู้ให้คำปรึกษาสองชุด ชุดแรกคือคุณลุงเจ้าของและชุดสองคือสามหัวขโมย


“four hands holding” by Joey Yu on Unsplash

ไม่มีคำแนะนำสุดวิเศษ (2)

หลายชีวิตดีขึ้นจากคำแนะนำของร้านชำโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนให้คำแนะนำเป็นใคร ไม่ใช่กูรู ไม่ใช่ไลฟ์โค้ช ไม่ใช่จิตแพทย์ ไม่ใช่พระ ฯลฯ

และนั่นหมายความว่าคุณค่าของคำแนะนำไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ‘ผู้ให้คำแนะนำ’เสมอไป

จริงอยู่ว่าปัญหาที่ต้องการความชำนาญเฉพาะด้านเช่นต้องการคำตอบทางธรรม ผู้เชี่ยวชาญสุดน่าจะเป็นพระ , ปัญหาที่ต้องการความเชี่ยวชาญทางการแพทย์และจิตวิทยา ผู้เชี่ยวชาญสุดน่าจะเป็นจิตแพทย์

หรือหากเป็นปัญหาชีวิตทั่วๆไปก็อาจขอจากใครก็ได้ที่มีประสบการณ์เรื่องนั้นโดยตรง

แต่คำแนะนำจากร้านชำนามิยะทั้งสองรุ่นไม่ได้มีความชำนาญในเรื่องใดเป็นพิเศษ รุ่นหนึ่งเป็นลุงแก่ๆที่เชี่ยวชาญเรื่องขายของ อีกรุ่นเป็นโจรที่ล้มเหลวในอาชีพประจำ

แต่ความสำคัญที่คนทั้งสองรุ่นมีให้จดหมายที่พวกเขาได้รับคือ‘การใส่ใจ’

ไม่ว่าจะล้อเล่นหรือจริงจัง เจ้าของร้านชำตั้งใจอ่านแล้วตั้งใจตอบทุกครั้ง

ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นอย่างไร สามโจรพยายามอย่างเต็มที่หวังจะช่วยให้อีกฝ่ายดีขึ้น

สิ่งที่พวกเขาช่วยจึงไม่ได้มาจากคุณวุฒิการศึกษา ไม่ได้มาจากคอร์สโค้ชชิ่งใดๆ แต่มาจากความจริงใจที่สะท้อนกลับไปให้อีกฝ่ายได้โอบรับ แล้วหันกลับไปทบทวนตัวเอง

หลายชีวิตที่ขอคำแนะนำจากร้านชำนามิยะจึงไม่ได้ดีขึ้นจาก ‘คำแนะนำ’ อย่างที่ผมเกริ่นไว้ข้างต้น แต่พวกเขาดีขึ้นหลังจากวนๆในชีวิตแล้วก็มีใครบางคนรับฟัง สะท้อนความเห็นกลับเหมือนกระจกเงาที่ไม่ได้มีอคติแล้วทำให้เจ้าตัวฉุกคิด ทบทวนตัวเอง

และเลือกที่จะเดินเส้นทางชีวิตที่เลือกไว้ แม้เส้นที่เลือกอาจไม่สมหวังดั่งใจอย่างที่เคยคาดหวังไว้ตอนแรก แต่มันก็เป็นเส้นทางที่เดินไปแล้วไม่เสียใจที่เลือกเดิน

เพราะพวกเขารู้ล่วงหน้าแล้วว่าพวกเขาจะได้อะไรและเสียอะไรกับเส้นทางนั้นๆ


ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ

ปีนี้ผมอ่านนิยายหลายเล่มที่อ่านแล้วพักไว้ค่อยกลับมาอ่านใหม่ บางเรื่องก็พักไว้ยาวจนยังไม่จบ แต่เล่มนี้เป็นเล่มแรกของปีที่ผมอ่านรวดเดียวจบ แถมมีปาดน้ำตาป้อยๆเป็นพัก

รู้อยู่แล้วว่า ฮิงาชิโนะ เคโงะ เขียนนิยายในแนวสืบสวนเก่งคือมันมีความเป็นหนังที่อ่านสนุกรวดเดียวแล้วเห็นภาพชวนติดตามขณะอ่าน แต่ไม่คิดว่าเขาจะเขียนส่วนดราม่าได้ดีแบบนี้ด้วย

ปาฏิหาริย์ร้านชำฯ ดัดแปลงความเก่งของผู้เขียนในเชิงสร้างความลึกลับให้คนอ่านอยากรู้คำตอบจากการสืบหาฆาตกร มาเป็นแนวแฟนตาซีที่ทำให้เราอยากรู้คำตอบชีวิตของคนแต่ละคน

แล้วผู้เขียนก็ฉลาดที่จะผูกโยงตัวละครกับตัวละคร ผูกโยงอดีตกับปัจจุบัน เรียกว่าถ้าเอาตัวละครกับพล็อตมาร่างไดอะแกรมก็จะเห็นเส้นเชื่อมโยงยุ่บยั่บที่วางพล็อตไว้อย่างยอดเยี่ยม


ส่วนที่ผมชอบมากและคิดว่าแม้จะ Cliche ขนาดไหนแต่เมื่ออยู่ในมือคนเก่งแล้วเป็นหนัง/นิยายญี่ปุ่นนี่เอาตายทุกครั้งคือปมขัดแย้งของ พ่อบุคลิกเงียบเฉยที่อยากให้ลูกสืบทอดความฝันในบ้านเกิด VS. ลูกชายที่มีฝันต่างออกไปแล้วไปจากบ้านเกิด

ซึ่งในเล่มนี้ซับพล็อตของ ‘พ่อกับลูกชายร้านขายปลา’ก็เอาตายจริงๆ คือนอกจากจะขยี้เรื่องพ่อลูก ยังสานต่อไปเรื่องของการส่งต่อความฝันในช่วงชีวิตที่ล้มลุกคลุกคลานของคนช่างฝันได้อย่างงดงาม

แม้รู้แน่แก่ใจแล้วว่าหนังสือต้องเฉลยเหมือนหนังส่วนใหญ่ที่สุดท้ายแล้วพ่อภูมิใจในลูกมากแต่สีหน้าท่าทางเป็นอีกอย่าง พ่อชื่นชมลูกต่อหน้าคนแถวบ้านและปกป้องเกียรติของลูกสุดตัวเมื่อคนอื่นมาเหยียดหยามแต่ต่อหน้าลูกกลับไม่แสดงออก

ทำให้ลูกชายที่ออกจากบ้านไปทำตามฝันเข้าใจผิดมาตลอดว่าพ่อเป็นคนหัวแข็ง ปักใจอะไรแล้วก็จะเอาแบบนั้น คาดหวังว่าเขาต้องมาสืบทอดกิจการค้าปลาพอเขาไม่กลับก็ทำท่าเย็นชา ไม่ยอมรับสิ่งที่เขาเป็น แถมพอจะยอมยกธงกลับมาพ่อก็ยังไม่พอใจอีก

ก่อนจะรู้ในภายหลังว่าพ่อเข้าใจเขา มากกว่าที่เขาเข้าใจตัวเองด้วยซ้ำ

เพียงแต่พ่อก็มีบุคลิกที่ไม่พูดตรงไปตรงมาจนเมื่อพ่ออธิบายตอนท้ายที่เขากำลังจะยกธงขาวกับอาชีพนักดนตรีมาสืบทอดกิจการ มันจึงทำให้เขาเกิดการตระหนักรู้ตัว(insight) ว่าพ่อไม่ใช่ไม่ยอมรับ ตรงกันข้ามพ่อยังแอบสนับสนุนเขาให้สู้ด้วยซ้ำ

ถ้าแกตั้งใจจริงจะทำร้านขายปลาแต่แรกก็เรื่องหนึ่ง แต่แบบนี้แกไม่มีทางเป็นขายปลาที่ดีได้หรอก พอผ่านไปหลายปีแกคงนึกอาลัยอาวรณ์แน่ๆว่ารู้อย่างนี้น่าจะเล่นดนตรีต่อดีกว่า แล้วแกก็จะโทษคนอื่นที่ต้องมาทำงานนี้

ตลอดช่วงเวลาที่แกเล่นดนตรีมา แกเคยทำอะไรสำเร็จบ้างไหม ไม่เคยเลยใช่ไหมละ ถ้าตัดสินใจว่าจะทุ่มเทกับเรื่องอะไรซักอย่างถึงขนาดไม่ยอมฟังคำพูดพ่อแม่ แกก็ควรจะทำผลงานให้เห็นบ้าง

สัญญาระหว่างลูกผู้ชาย

ทั้งฉันและร้านไม่ได้อ่อนแอถึงขนาดต้องให้แกกลับมาดูแล ลองไปสู้ตายอีกสักตั้งเถอะ ไม่ต้องคิดเรื่องอื่นให้วุ่นวายใจ ไปสู้ที่โตเกียวซะ แต่ถ้าสู้แล้วแพ้ก็ไม่เป็นไร

จงไปฝากรอยเท้าของตัวเองไว้ ตราบใดที่แกยังทำแบบนั้นไม่ได้ก็อย่ากลับบ้าน


‘การฝากรอยเท้า’ จึงเป็นทั้งคำแนะนำและกำลังใจของพ่อที่ต้องการให้ลูกสู้ถึงที่สุด

สู้แบบที่รู้ว่าจะไม่มีวันเสียใจอีกหากมองย้อนกลับไป

ที่ผ่านมาแม้พ่อจะผิดหวังเรื่องการสืบทอดกิจการ แต่ที่เงียบเฉยไม่ใช่เพราะโกรธเกลียดฝังใจ พ่อรับมือกับ ‘ความผิดหวัง(ว่าลูกจะสืบทอดกิจการ)’ของตัวเองได้นานแล้ว

แต่เป็นห่วงลูกมากกว่าที่จะรับมือกับ ‘ความผิดหวัง(เป็นนักดนตรี)’ ของตัวเองไม่ได้หากล้มเหลว แล้วกลายเป็นแผลในใจที่จะส่งผลต่อทุกเรื่องในอนาคตตามมา

ความพ่ายแพ้จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ ขอเพียงมั่นใจว่าสู้เต็มที่ แม้ล้มเหลวแล้วยกธง ในวันข้างหน้าก็จะไม่มีวันต้องเสียใจหากเผลอเหลียวหลังไปมองเส้นทางเดิมที่เคยพยายาม

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"

Part time Writer / Full-time Learner

i_behind_you

Written by

(“ผมอยู่ข้างหลังคุณ”)

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"

Part time Writer / Full-time Learner

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade