ไม่มีคำแนะนำสุดวิเศษ
ไม่มีคำแนะนำสุดวิเศษ (1)
เมื่อมีปัญหาที่หาทางแก้ไขไม่ได้ เราก็ต้องการคำแนะนำ
ในยุคดิจิตอลมีคำแนะนำล้นตลาดเลยครับ นอกจากหนังสือ self-help ต่างๆ เมื่อเข้าเน็ตเราก็จะเจอคำแนะนำจากคนที่สถาปนาตัวเองเป็นกูรู ผู้รู้ หรือเพจมากมายที่รอให้คำตอบ แถมบางเจ้ามาพร้อมการประโคมโอ่ทำนองว่า ชีวิตของคุณจะดีขึ้นในสามวัน ห้าวัน หลังเข้าคอร์สหรือทำตามคำแนะนำของเรา
ร้านชำของคุณนามิยะก็เป็นอีกหนึ่งแหล่งให้คำแนะนำเพียงแต่ร้านชำแห่งนี้ไม่ได้มีคำโฆษณาโอ้อวดแบบนั้น มีเพียงคำบอกต่อแบบปากต่อปากว่าหลายคนที่ส่งจดหมายเพื่อขอคำแนะนำจากร้านชำคุณนามิยะมีชีวิตที่ ‘ดีขึ้น’
น่าสนใจแล้วใช่มั้ยครับ ถ้าบอกแค่นี้หลายคนต้องคิดว่าร้านชำแห่งนี้ต้องมีดีกรีระดับพี่อ้อยพี่ฉอดจากกรีนเวฟเป็นอย่างต่ำๆ
แต่เปล่าเลยครับ
คนที่มีชีวิตดีขึ้นหลายคนไม่ได้ทำตามคำแนะนำจากร้านชำเลย แถมบางคนยังทำตรงกันข้ามกับที่ร้านชำแนะนำเสียด้วยซ้ำ และนั่นคือการวางพล็อตที่ทำให้ผมชอบนิยายเรื่องนี้
แม้หลายคนจะร่ำลือเกี่ยวกับคำแนะนำจากร้านชำแห่งนี้ว่ายอดเยี่ยมเพียงใด เป็นยิ่งกว่าพี่อ้อยพี่ฉอด เป็นยิ่งกว่าโอปราห์ วินฟรี่ย์ ฯลฯ แต่ร้านชำแห่งนี้ทำลายความเชื่อเรื่องคำแนะนำจากกูรูโดยแสดงให้เห็นว่า
เมื่อชีวิตเจอเรื่องยากแสนสาหัส อย่าคาดหวังคำแนะนำสุดวิเศษ ประเภทที่เราได้ยินปุ๊บแล้วทำตามชีวิตจะดีขึ้นในสามนาทีอะไรทำนองนั้น
เพราะผู้คนที่ขอคำแนะนำจากร้านชำดีขึ้นโดยอาศัยคำแนะนำเป็นแค่ trigger ให้เกิดการรู้แจ้งในตัว(insight)
เริ่มต้นจากคำแนะนำที่ไม่ตรงใจ ขวานผ่าซาก ทำให้พวกเขาเริ่มรู้สึกขุ่นเคือง ผิดหวัง ฯลฯ ซึ่งจากจุดนั้นมันก็อาจทำให้พวกเขาติดอยู่ที่เดิม ถ้าเขาจมอยู่กับอารมณ์ด้านลบที่เกิดขึ้นหลังได้คำแนะนำ
แต่จากความหงุดหงิดทิ่มแทงใจ พวกเขาเริ่มกลับมาทบทวนตัวเองว่าเพราะอะไรถึงไม่พอใจคำแนะนำ จนเกิดภาวะรู้ทันตัวเอง self awareness หรือมีการรู้แจ้งในตัวหรือ insight ใหม่เกิดขึ้นมา
บางคนใช้เวลาเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน เป็นปี
กว่าจะได้รู้ว่าที่ผ่านมานั้นตัวเองตัดสินใจไม่ได้เพราะอะไร ได้รู้ว่าเส้นทางชีวิตที่เลือกเดินมีจุดไหนที่ยังไม่รอบคอบแล้วต้องปรับปรุง
จะออกเดินทางไขว่คว้าหาคำแนะนำจากนักปราชญ์ระดับโลกเพียงใดก็ไร้ค่า
ถ้าเราไม่เดินทางเข้าไปสำรวจภายในใจ สำรวจบาดแผล สำรวจรูโหว่ที่โหยหาการเติมเต็ม สำรวจความปรารถนาที่แท้จริง
บางครั้ง คำตอบของปัญหาอาจไม่ได้ยากขนาดที่ต้องพึ่งพากูรู แต่เป็นเพราะความดื้อดึงหรือความไม่กล้าที่จะยอมรับความจริง
กูรูอย่างร้านชำจึงไม่ได้มอบคำแนะนำที่สุดวิเศษ เขาแค่ทำให้เราเห็นความจริง
หรือยืนยันบางสิ่งในใจที่ลึกๆแล้วเราอาจรู้อยู่แล้วแค่ไม่กล้ายอมรับมัน
ร้านชำของคุณนามิยะ (1)
ร้านแห่งนี้ไม่ใช่ร้านขายของชำธรรมดาแต่มีกิตติศัพท์ที่ถูกส่งต่อกันไปว่าถ้าเขียนจดหมายมาขอคำแนะนำแล้วจะได้คำตอบดีๆกลับไป
ความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในร้านชำแห่งนี้คือมันเกิดปรากฎการณ์คล้ายอุโมงค์เวลาที่ช่วงเวลาอดีตกับปัจจุบันมาเชื่อมต่อถึงกันที่ร้านชำ (ลองนึกถึงหนังแบบ Il Mare ครับที่คนในอดีตกับอนาคตส่งจดหมายคุยกันได้ผ่านตู้ไปรษณีย์)
จึงมีเหตุการณ์สองช่วงเวลาเกิดขึ้นในเรื่องราวของร้านชำแห่งนี้
ช่วงเวลาอดีต หลายสิบปีก่อน— คือเจ้าของร้านชำตัวจริงที่ตั้งใจตอบจดหมายทุกคนที่เขียนมาถามด้วยความตั้งใจ
VS.
ช่วงเวลาปัจจุบัน — คือขโมย 3 คนที่หลงเข้าไปติดในอาคารเก่าซึ่งก็คือร้านชำนามิยะทีปิดกิจการไปแล้ว เมื่อพวกเขาเข้าไปหลบตำรวจหวังแค่ค้างคืน ปรากฎว่าช่วงเวลาในนั้นเดินผิดปกติเชื่องช้ากว่าโลกภายนอก แล้วพวกเขาก็ได้รับจดหมายที่ไม่รู้โผล่มาจากไหน เป็นจดหมายที่คนเขียนขอคำแนะนำที่เนื้อหาบ่งชี้ว่าส่งมาจากอดีตหลายสิบปีก่อน
ร้านชำแห่งนี้จึงมีผู้ให้คำปรึกษาสองชุด ชุดแรกคือคุณลุงเจ้าของและชุดสองคือสามหัวขโมย
ไม่มีคำแนะนำสุดวิเศษ (2)
หลายชีวิตดีขึ้นจากคำแนะนำของร้านชำโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนให้คำแนะนำเป็นใคร ไม่ใช่กูรู ไม่ใช่ไลฟ์โค้ช ไม่ใช่จิตแพทย์ ไม่ใช่พระ ฯลฯ
และนั่นหมายความว่าคุณค่าของคำแนะนำไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ‘ผู้ให้คำแนะนำ’เสมอไป
จริงอยู่ว่าปัญหาที่ต้องการความชำนาญเฉพาะด้านเช่นต้องการคำตอบทางธรรม ผู้เชี่ยวชาญสุดน่าจะเป็นพระ , ปัญหาที่ต้องการความเชี่ยวชาญทางการแพทย์และจิตวิทยา ผู้เชี่ยวชาญสุดน่าจะเป็นจิตแพทย์
หรือหากเป็นปัญหาชีวิตทั่วๆไปก็อาจขอจากใครก็ได้ที่มีประสบการณ์เรื่องนั้นโดยตรง
แต่คำแนะนำจากร้านชำนามิยะทั้งสองรุ่นไม่ได้มีความชำนาญในเรื่องใดเป็นพิเศษ รุ่นหนึ่งเป็นลุงแก่ๆที่เชี่ยวชาญเรื่องขายของ อีกรุ่นเป็นโจรที่ล้มเหลวในอาชีพประจำ
แต่ความสำคัญที่คนทั้งสองรุ่นมีให้จดหมายที่พวกเขาได้รับคือ‘การใส่ใจ’
ไม่ว่าจะล้อเล่นหรือจริงจัง เจ้าของร้านชำตั้งใจอ่านแล้วตั้งใจตอบทุกครั้ง
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นอย่างไร สามโจรพยายามอย่างเต็มที่หวังจะช่วยให้อีกฝ่ายดีขึ้น
สิ่งที่พวกเขาช่วยจึงไม่ได้มาจากคุณวุฒิการศึกษา ไม่ได้มาจากคอร์สโค้ชชิ่งใดๆ แต่มาจากความจริงใจที่สะท้อนกลับไปให้อีกฝ่ายได้โอบรับ แล้วหันกลับไปทบทวนตัวเอง
หลายชีวิตที่ขอคำแนะนำจากร้านชำนามิยะจึงไม่ได้ดีขึ้นจาก ‘คำแนะนำ’ อย่างที่ผมเกริ่นไว้ข้างต้น แต่พวกเขาดีขึ้นหลังจากวนๆในชีวิตแล้วก็มีใครบางคนรับฟัง สะท้อนความเห็นกลับเหมือนกระจกเงาที่ไม่ได้มีอคติแล้วทำให้เจ้าตัวฉุกคิด ทบทวนตัวเอง
และเลือกที่จะเดินเส้นทางชีวิตที่เลือกไว้ แม้เส้นที่เลือกอาจไม่สมหวังดั่งใจอย่างที่เคยคาดหวังไว้ตอนแรก แต่มันก็เป็นเส้นทางที่เดินไปแล้วไม่เสียใจที่เลือกเดิน
เพราะพวกเขารู้ล่วงหน้าแล้วว่าพวกเขาจะได้อะไรและเสียอะไรกับเส้นทางนั้นๆ

ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ
ปีนี้ผมอ่านนิยายหลายเล่มที่อ่านแล้วพักไว้ค่อยกลับมาอ่านใหม่ บางเรื่องก็พักไว้ยาวจนยังไม่จบ แต่เล่มนี้เป็นเล่มแรกของปีที่ผมอ่านรวดเดียวจบ แถมมีปาดน้ำตาป้อยๆเป็นพัก
รู้อยู่แล้วว่า ฮิงาชิโนะ เคโงะ เขียนนิยายในแนวสืบสวนเก่งคือมันมีความเป็นหนังที่อ่านสนุกรวดเดียวแล้วเห็นภาพชวนติดตามขณะอ่าน แต่ไม่คิดว่าเขาจะเขียนส่วนดราม่าได้ดีแบบนี้ด้วย
ปาฏิหาริย์ร้านชำฯ ดัดแปลงความเก่งของผู้เขียนในเชิงสร้างความลึกลับให้คนอ่านอยากรู้คำตอบจากการสืบหาฆาตกร มาเป็นแนวแฟนตาซีที่ทำให้เราอยากรู้คำตอบชีวิตของคนแต่ละคน
แล้วผู้เขียนก็ฉลาดที่จะผูกโยงตัวละครกับตัวละคร ผูกโยงอดีตกับปัจจุบัน เรียกว่าถ้าเอาตัวละครกับพล็อตมาร่างไดอะแกรมก็จะเห็นเส้นเชื่อมโยงยุ่บยั่บที่วางพล็อตไว้อย่างยอดเยี่ยม
ส่วนที่ผมชอบมากและคิดว่าแม้จะ Cliche ขนาดไหนแต่เมื่ออยู่ในมือคนเก่งแล้วเป็นหนัง/นิยายญี่ปุ่นนี่เอาตายทุกครั้งคือปมขัดแย้งของ พ่อบุคลิกเงียบเฉยที่อยากให้ลูกสืบทอดความฝันในบ้านเกิด VS. ลูกชายที่มีฝันต่างออกไปแล้วไปจากบ้านเกิด
ซึ่งในเล่มนี้ซับพล็อตของ ‘พ่อกับลูกชายร้านขายปลา’ก็เอาตายจริงๆ คือนอกจากจะขยี้เรื่องพ่อลูก ยังสานต่อไปเรื่องของการส่งต่อความฝันในช่วงชีวิตที่ล้มลุกคลุกคลานของคนช่างฝันได้อย่างงดงาม
แม้รู้แน่แก่ใจแล้วว่าหนังสือต้องเฉลยเหมือนหนังส่วนใหญ่ที่สุดท้ายแล้วพ่อภูมิใจในลูกมากแต่สีหน้าท่าทางเป็นอีกอย่าง พ่อชื่นชมลูกต่อหน้าคนแถวบ้านและปกป้องเกียรติของลูกสุดตัวเมื่อคนอื่นมาเหยียดหยามแต่ต่อหน้าลูกกลับไม่แสดงออก
ทำให้ลูกชายที่ออกจากบ้านไปทำตามฝันเข้าใจผิดมาตลอดว่าพ่อเป็นคนหัวแข็ง ปักใจอะไรแล้วก็จะเอาแบบนั้น คาดหวังว่าเขาต้องมาสืบทอดกิจการค้าปลาพอเขาไม่กลับก็ทำท่าเย็นชา ไม่ยอมรับสิ่งที่เขาเป็น แถมพอจะยอมยกธงกลับมาพ่อก็ยังไม่พอใจอีก
ก่อนจะรู้ในภายหลังว่าพ่อเข้าใจเขา มากกว่าที่เขาเข้าใจตัวเองด้วยซ้ำ
เพียงแต่พ่อก็มีบุคลิกที่ไม่พูดตรงไปตรงมาจนเมื่อพ่ออธิบายตอนท้ายที่เขากำลังจะยกธงขาวกับอาชีพนักดนตรีมาสืบทอดกิจการ มันจึงทำให้เขาเกิดการตระหนักรู้ตัว(insight) ว่าพ่อไม่ใช่ไม่ยอมรับ ตรงกันข้ามพ่อยังแอบสนับสนุนเขาให้สู้ด้วยซ้ำ
ถ้าแกตั้งใจจริงจะทำร้านขายปลาแต่แรกก็เรื่องหนึ่ง แต่แบบนี้แกไม่มีทางเป็นขายปลาที่ดีได้หรอก พอผ่านไปหลายปีแกคงนึกอาลัยอาวรณ์แน่ๆว่ารู้อย่างนี้น่าจะเล่นดนตรีต่อดีกว่า แล้วแกก็จะโทษคนอื่นที่ต้องมาทำงานนี้
ตลอดช่วงเวลาที่แกเล่นดนตรีมา แกเคยทำอะไรสำเร็จบ้างไหม ไม่เคยเลยใช่ไหมละ ถ้าตัดสินใจว่าจะทุ่มเทกับเรื่องอะไรซักอย่างถึงขนาดไม่ยอมฟังคำพูดพ่อแม่ แกก็ควรจะทำผลงานให้เห็นบ้าง
สัญญาระหว่างลูกผู้ชาย
ทั้งฉันและร้านไม่ได้อ่อนแอถึงขนาดต้องให้แกกลับมาดูแล ลองไปสู้ตายอีกสักตั้งเถอะ ไม่ต้องคิดเรื่องอื่นให้วุ่นวายใจ ไปสู้ที่โตเกียวซะ แต่ถ้าสู้แล้วแพ้ก็ไม่เป็นไร
จงไปฝากรอยเท้าของตัวเองไว้ ตราบใดที่แกยังทำแบบนั้นไม่ได้ก็อย่ากลับบ้าน
‘การฝากรอยเท้า’ จึงเป็นทั้งคำแนะนำและกำลังใจของพ่อที่ต้องการให้ลูกสู้ถึงที่สุด
สู้แบบที่รู้ว่าจะไม่มีวันเสียใจอีกหากมองย้อนกลับไป
ที่ผ่านมาแม้พ่อจะผิดหวังเรื่องการสืบทอดกิจการ แต่ที่เงียบเฉยไม่ใช่เพราะโกรธเกลียดฝังใจ พ่อรับมือกับ ‘ความผิดหวัง(ว่าลูกจะสืบทอดกิจการ)’ของตัวเองได้นานแล้ว
แต่เป็นห่วงลูกมากกว่าที่จะรับมือกับ ‘ความผิดหวัง(เป็นนักดนตรี)’ ของตัวเองไม่ได้หากล้มเหลว แล้วกลายเป็นแผลในใจที่จะส่งผลต่อทุกเรื่องในอนาคตตามมา
ความพ่ายแพ้จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ ขอเพียงมั่นใจว่าสู้เต็มที่ แม้ล้มเหลวแล้วยกธง ในวันข้างหน้าก็จะไม่มีวันต้องเสียใจหากเผลอเหลียวหลังไปมองเส้นทางเดิมที่เคยพยายาม
