5 ข้อ — มา ณ ที่นี้

ถ้าไม่อยากคิดมาก ปวดหัว ก็ไม่ต้องอ่านต่อจนจบก็ได้ครับ เพราะเท่ากับปราบดา หยุ่นทำหนังคนทะเลาะแย่งห้อง พักในคอนโดความยาวสองชั่วโมง อินดี้ๆกันไปแถมระทึกขวัญงงๆหน่อยตอนท้าย
- แต่เมื่อคอนโดนี้ชื่อ Liberty Land
- เมื่อเส้นเวลาให้ความสำคัญกับแปดโมงเช้าที่มาพร้อมเพลงชาติในฉากสำคัญ
- เมื่อมีตัวละครอ่านหนังสือพิมพ์แล้วบอกว่า “ไม่มีข่าวดีมาแปดสิบปีแล้ว”
- เมื่อมีการประดิษฐ์คำพูดให้พูดจาไม่ใช่ภาษาชาวบ้านกำลังแย่งห้องคอนโด แต่อีกฝ่ายอ้างความเป็นเจ้าของด้วยการ “ทำลายความจริงคนอื่น บิดเบือนความจริงตัวเอง”
ลองคิดต่อซะหน่อยก็น่าสนุกนะครับ
(1)
ห้อง (Liberty Land) เป็นของผม
คุณขโมย (Liberty Land)ไปจากผม
ชายหนุ่มบอกว่า “ห้องเป็นของผม คุณขโมยไปจากผม” “ผมเป็นแบบนี้ (บาดเจ็บ) ก็เพราะคุณ”
เราจะตีความได้มั้ยว่าการแย่งชิง/การเป็นเจ้าของในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ห้องพักแต่เป็นสัญลักษณ์ของ ‘เสรีภาพ’ ตามชื่อคอนโด
หรืออีกเลเว่ลหนึ่งไม่ใช่การขโมยเสรีภาพตรงๆแต่ขโมย ‘ความเป็นเสรีภาพ’ ออกจากประเทศแห่งหนึ่ง(Land)ที่ประชาชนเคยมีเสรีภาพเป็นของตัวเอง
ฝ่ายชายคือประชาชนที่คิดว่าตัวเองถูกแย่งชิง ฝ่ายหญิงคือตัวแทนของอะไรก็ได้ที่ไม่คิดว่าเสรีภาพเป็นของฝ่ายชาย ตัวเองต่างหากที่มีสิทธิครอบครองเป็นเจ้าของ
บทสนทนาโต้เถียงกันทั้งเรื่องจึงว่าด้วยความเป็นเจ้าของที่ต่างฝ่ายต่างอ้างความชอบธรรม นั่นแน่ ผมคิดว่าถึงตรงนี้ต้องมีคนคิดแวบไปแหละครับว่าหรือหนังเรื่องนี้ ‘ฝ่ายหญิง’ เป็นตัวแทนทหารที่มาปฏิวัติแล้วลิดรอนเสรีภาพที่ฝ่ายชายเป็นตัวแทนประชาชนเคยมี
ส่วนตัวคิดว่ามันไม่ใช่แบบนั้นเสียทีเดียว เพราะถ้าเราใส่ทหารลงไปเป็นผู้หญิงเหมือนแทนที่ตัวแปรในสมการ เราจะพบความไม่ลงตัวหลายอย่าง
ส่วนตัวแล้วคิดว่าหนังไม่ต้องการจะใส่ตัวแปรแทนที่ตรงๆเช่นฝ่ายหญิงเป็น ทหาร , เสื้อแดง , เสื้อเหลือง ฯลฯ อะไรแบบนั้น ตรงข้ามกับเบสต์เมนต์ มูน-นิยายไซไฟเล่มล่าสุดของเขาที่เขียนตรงตัวชัดเจนว่าด้วยรัฐไทยในระบอบเผด็จการโลกอนาคต
แต่หนังต้องการสื่อสารความเป็นนามธรรม (ความเป็นเจ้าของ , การเคลม , การช่วงชิง ในสิ่งที่อาจจะเป็นพื้นที่หรือเสรีภาพ )ที่เกิดขึ้นกับประชาชน(ชาย,หญิง)
มีทั้งตัวแทนเหยื่อ(ฝ่ายชาย) กับ ‘ผู้กระทำ’ (ฝ่ายหญิง) ที่อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นผู้กระทำการช่วงชิงหรือครอบครองโดยส่งผลให้ผู้อื่นบาดเจ็บล้มตายเพียงเพื่อจะได้เป็นเจ้าของ
ส่งผลเป็นวงจรที่สืบทอดต่อๆกันมาเรื่อยๆ ซึ่งผมจะอธิบายอีกครั้งในข้อ (5)
(2)
ความเป็นเจ้าของ
ในตอนแรก ผมเชื่อโดยไม่ลังเลว่าฝ่ายหญิงเป็นเจ้าของห้องจากที่กล้องพาเราตามเธอตื่น ออกกำลังกาย ทักคนแถวๆคอนโด อาบน้ำแต่งตัว ชงกาแฟ ฯลฯ
ในขณะที่ชายหนุ่มนอนบาดเจ็บอยู่หน้าห้องแล้วได้รับเชิญเข้ามา

ผมเชื่อเพราะการฟังความข้างเดียว เห็นการครอบครอง ไม่เคยคิดตั้งคำถามต่อสิ่งที่เห็น ขนาดฝ่ายชายถามตอนแรกๆก็ยังไม่เชื่อฝ่ายชายเท่าไหร่ แต่เมื่อฝ่ายชายยิ่งพูดถึงหลายอย่างในห้องก็เริ่มสงสัย
เพราะจริงอย่างที่ฝ่ายชายว่า หนังเรื่องนี้สามารถจบได้ในสามนาทีเพียงแค่ฝ่ายหญิงโชว์โฉนด , สัญญาซื้อขาย หรือมีพยานหลักฐานที่ยืนยัน ‘ความเป็นเจ้าของ’ แต่เธอกลับไม่สามารถทำได้แม้แต่อย่างเดียว
การโต้เถียงถึงความเป็นเจ้าของจึงน่าสนใจมากว่าเราใช้เกณฑ์อะไรแสดงความเป็นเจ้าของ
- ถ้าใช้เกณฑ์ความคุ้นเคย , ชายหนุ่มรู้รายละเอียดในห้องว่าอะไรอยู่ตรงไหน มีชิ้นส่วนไหนพัง ในขณะที่หญิงสาวไม่รู้อะไรเลย นั่นแปลว่าชายหนุ่มคือเจ้าของ
- ถ้าใช้เกณฑ์การรู้ประวัติความเป็นมา , ชายหนุ่มรู้รายละเอียดข้าวของ รู้ประวัติภาพวาด นั่นแปลว่าชายหนุ่มเป็นเจ้าของ
- ถ้าใช้เกณฑ์การครอบครองอยู่นาน , หญิงสาวที่นอนมาทั้งคืนตื่นมาบนเตียงก็ย่อมเป็นเจ้าของ
การโต้เถียงทั้งหลายจึงไม่มีความหมายเลยหากปราศจาก ‘หลักฐาน’ เพราะถ้าห้องนี้มีความหมายแค่เป็นห้อง ความรู้ของฝ่ายชายหรือความอยู่นานของฝ่ายหญิงไม่ช่วยอะไรเลย ทั้งคู่อาจไม่ใช่เจ้าของห้องทั้งคู่เลยด้วยซ้ำ
(3)
ใครเป็นเจ้าของ ?
ไม่ต้องปรัชญาอะไรกันมาก เจ็บคอ , ถ้าว่ากันเรื่องการเป็นเจ้าของในระดับตื้นๆว่าใครเป็นเจ้าของบ้าน ใครเป็นเจ้าของรถ ฯลฯ มันต้องมีคำตอบชัดเจนครับ
คุณเป็นเจ้าของบ้านก็ดูจากชื่อในโฉนดที่ดิน , คุณเป็นเจ้าของรถก็จากสมุดทะเบียนรถหรือใบเสร็จซื้อรถ
ดังนั้นถ้าหนังเรื่องนี้เป็นแค่คนหัวร้อนสองคนตบตีแย่งคอนโด มันต้องมีเจ้าของแน่นอน จะเป็นฝ่ายชาย ฝ่ายหญิง หรืออาจเป็นคนอื่นก็ได้ที่มีชื่อในโฉนด
แต่หากปราบดาจะปรัชญา
ห้องเป็นสัญลักษณ์ของ ‘เสรีภาพ’ ตามชื่อคอนโด
ไม่แปลกที่ฝ่ายหญิงหาหลักฐานไม่ได้ ส่วนฝ่ายชายก็ได้แต่ประโคมโอ่ความรู้ด้านงานศิลปะกับความคุ้นเคยแต่เจ้าตัวก็ไม่มีหลักฐานเช่นกัน
เพราะเสรีภาพเป็นของเราทุกคนติดตัวมาตั้งแต่แรกเกิด
ไม่ต้องมีโฉนดหรือใบเสร็จ เราต่างมีเสรีภาพของเรา
แล้วถ้าการใช้เสรีภาพนั้นละเมิดสิทธิหรือผิดกฎหมายก็ถูกลงโทษก็ว่ากันไป แต่ไม่มีใครก็ตามมีสิทธิ ‘ขโมย , ช่วงชิงหรือยึด’เสรีภาพของผู้อื่น แบบที่เกิดขึ้นในหนัง
ดังนั้นเมื่อมีการขโมยหรือยึดครอง ฝ่ายถูกยึดจึงต้องการทวงคืนสิ่งที่เขาเคยมีและควรจะมี
(4)
เพื่อนบ้านไร้หน้า
จดหมายพร่าเลือน
หนึ่งในข้ออ้างความเป็นของจากฝ่ายหญิงคือเพื่อนบ้านรู้จักเธอ จดหมายส่งมาที่ห้องนี้ก็มีชื่อเธอ ซึ่งเราก็เห็นแบบนั้นจริงๆในตอนต้นของหนังก่อนที่ฝ่ายชายจะปรากฎตัว
แต่ก็อย่างที่ผมว่าไว้ข้างต้น เราเห็นแบบนั้น เราเชื่อแบบนั้น ก็เพราะฝ่ายหญิงบอกเรามาแบบนั้น มันคือ ‘ความจริง’จากฝ่ายหญิงที่เรารับใส่หัวโดยไม่มีความสงสัย
จนกระทั่งเมื่อฝ่ายชายบอกว่าฝ่ายหญิงมีอาการทำนองคิดไปเอง เธออ้างความเป็นเจ้าของโดยใช้วิธีการที่เรียกว่า
“ทำลายความจริงคนอื่น บิดเบือนความจริงตัวเอง”
คนดูอย่างผมก็เริ่มเอะใจแล้วครับเพราะถ้าทบทวนในตอนต้น ทุกอย่างที่เรารับรู้ก็เหมือนฟังความข้างเดียวจริงๆ หนังเล่าเรื่องเป็นมุมมอง(POV)ของฝ่ายหญิงที่เชื่อจริงจังว่าตัวเองเป็นเจ้าของ

แต่เมื่อเราเอะใจ , เราก็จะเริ่มตั้งข้อสงสัยว่าการคุยโทรศัพท์เป็นเรื่องเป็นราวนั้นไม่ได้มีหลักฐานคนที่เธอคุยด้วยนี่หว่า เธออาจพูดคนเดียวเหมือนคนบ้าก็ได้
หรือในตอนต้นที่เราเห็นบุคคลที่สาม (คนกวาดถนน , เพื่อนบ้านนอนริมสระ) นั้นมีอยู่จริง แต่พอนึกดีๆจะพบว่าไม่มีใครที่ปฏิสัมพันธ์กับเธอเลย เธอทักคนกวาดถนน เขาก็ไม่ทักตอบ , เธอทักเพื่อนบ้านอีกฝ่ายก็ไม่สนใจ
ดังนั้นพอฝ่ายชายทักท้วง แล้วฝ่ายหญิงทบทวนย้อนหลัง POV ของฝ่ายหญิงก็ไม่ชัดเจนเหมือนตอนต้นแล้ว เช่น เพื่อนบ้านที่เธอทักกลายเป็นคนไร้หน้า , จดหมายที่เคยมีชื่อเธอก็พร่าเลือนไม่เห็นชื่อคน , ปลายสายที่เธอคุยด้วยนั้นก็กลายเป็นสัญญาณประหลาดๆที่ไม่มีคนรับสายพูด้วย
ซึ่งถ้ามองแบบซื่อๆ ฝ่ายหญิงอาจป่วยเป็นโรคจิตเภท (Schizophrenia) มีอาการประสาทหลอน , หลงผิด คิดไปเอง ฯลฯ
แต่เรื่องนี้ไม่ใช่หนังแบบ Black Swan ไม่ได้เสนอตัวเป็น Psychological thriller อาการ ‘เพื่อนบ้านไร้หน้ากับจดหมายพร่าเลือน’ จึงไม่ใช่สัญญาณของโรคแต่เป็นสัญญาณของกระบวนการคิดเข้าข้างตัวเองเพื่อยึดครองพื้นที่(หรืออาจจะเป็น ‘เสรีภาพ’)ที่เป็นของอีกฝ่ายอย่างสบายใจ
‘การทำลายความจริงคนอื่นและบิดเบือนความจริงตัวเอง’ จึงไม่ใช่แค่กระบวนการเถลิงอำนาจอ้างการยึดครอง
แต่มันยังเป็นกระบวนการที่ทำให้คนทำผิด(แย่งชิง , ครอบครองในสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเอง)ไม่ต้อง‘รู้สึกผิด’ สามารถหลอกตัวเองเป็นเจ้าของอย่างสบายใจ
คำพูดของฝ่ายชายที่บอกฝ่ายหญิงประมาณว่า
“เลือกเห็นแต่สิ่งที่อยากเห็น เลือกได้ยินแต่สิ่งที่อยากได้ยิน”
จากที่เธอเลือกจะเชื่อว่ามีเพื่อนบ้านมากมายสนิทกับเธอทั้งที่คนเหล่านั้นไม่ได้คิดแบบนั้นหรืออาจไม่มีจริงด้วยซ้ำ หากเปรียบกับประวัติศาสตร์สังคมที่มีการช่วงชิงเพื่อครอบครอง(พื้นที่/เสรีภาพของผู้อื่น)ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นปฏิวัติยึดอำนาจ , ล่าอาณานิคม ฯลฯ ก็น่าจะประมาณว่า
แม้มีทั้งครึ่งเมืองด่าแต่เลือกฟังแค่เสียงใกล้ตัวที่ชม แม้มีความล่มจมมากมายจากมือตัวเองแต่ก็เลือกมองแต่ความสำเร็จหยุมหยิมที่ทำได้
ขอแค่ไม่ยกคนบาดเจ็บหรือสูญเสียอย่างฝ่ายชายมานำเสนอให้ตำตา หรือหาทางลบเหยื่อที่ตัวเองทำร้ายให้ออกไปจากความทรงจำ ก็เพียงพอจะทำให้ไม่ต้องรู้สึกผิด
แล้วสุดท้ายก็จะลืมไปเองว่าเคยทำร้ายผู้อื่นไปมากแค่ไหนเพื่อเป็น ‘ผู้ครอบครอง’
(5)
ใครเป็นใคร ?
เมื่อถึงตอนท้ายที่เกิดการสลับบทบาท (ฝ่ายชายเป็นเจ้าของห้อง , ฝ่ายหญิงบาดเจ็บนอนอยู่หน้าห้อง)อันนี้สนุกเลยครับเพราะทำให้เราไม่สามารถแทนตัวแปรใดๆได้ลงตัวเป๊ะๆอย่างที่ผมบอกข้างต้น
แต่ที่สรุปได้แน่นอนจากการสลับบทบาทคือกระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นวงจรซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นวงจรของการแย่งชิง ครอบครองที่มีฝ่ายผู้กระทำซึ่งเป็นเจ้าของโดยใช้ความรุนแรงแย่งชิงมา VS ฝ่ายเหยื่อที่บาดเจ็บล้มตายทวงความเป็นเจ้าของ
แล้วจนถึงช่วงเวลาหนึ่งก็จะลืมเลือนกันไป แต่อีกซักพักก็จะเกิดวงจรใหม่เกิดขึ้นอีกแบบตอนท้ายในหนังที่ผมขอเรียกว่า Loop 2
Loop 2 ตอนท้ายในหนังจึงอาจเป็นคนอีก generation ที่ลืมประวัติศาสตร์ของการแย่งชิงไปแล้ว อาจหลงลืมไปเพราะกาลเวลา
หรือคนรุ่นหลังก็อาจไม่รู้อะไรเลยเพราะประวัติศาสตร์ของการช่วงชิงถูกลบทิ้งหรือปรับเปลี่ยนความจริงไป(ตามที่เหยื่อของการถูกแย่งชิงใน Loop 1 พูดไว้ว่าฝ่ายแย่งชิงมักปรับเปลี่ยนความจริง)
ทำให้คนรุ่นหลังจึงไม่ตระหนักว่ากระบวนการแย่งชิง/ครอบครองว่าฝากบาดแผลอย่างไร ฝ่ายยึดครองใช้วิธีอะไรในการอ้างความชอบธรรม
ซึ่งถ้าหนังฉาย loop 2 ต่ออีกซักพัก ฝ่ายหญิงที่รอหน้าห้องอาจไม่ใช่เจ้าของเดิมแบบฝ่ายชายใน Loop 1 ที่มาทวงความเป็นเจ้าของคืน แต่อาจจะเป็นการกระบวนการแย่งชิงความเป็นเจ้าของซึ่งเราไม่ได้เห็นใน Loop 1 (เพราะการแย่งชิงเกิดขึ้นไปแล้ว)
ใน Loop 2 จึงเป็นไปได้ว่า
- ฝ่ายหญิงที่มาถึงหน้าห้องคือฝ่ายแย่งชิง
- ส่วนฝ่ายชายในห้องเป็นเจ้าของตัวจริง ซึ่งหลักฐานส่วนหนึ่งดูจากบทสนทนาที่เขาทักเพื่อนบ้านซึ่งไม่ได้ไร้หน้าแถมพูดคุยกลับมา (ตรงข้ามกับฝ่ายหญิงใน Loop แรก)
อีกจุดที่ทำให้เราสามารถมั่นใจว่าวงจรที่เห็นเป็น Loop 2 ของคนรุ่นถัดไปไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเพราะฝ่ายหญิงบอกเองว่าเรียนรู้การเป็นเจ้าของได้แล้วจาก ‘ประสบการณ์’
นั่นแปลว่ามันเคยเกิดขึ้นมาแล้วและเธอกำลังจะทำซ้ำ
และในทางกลับกัน ฝ่ายแย่งชิงก็ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวร้ายเพราะไม่แน่ว่าในอดีตฝ่ายแย่งชิงก็อาจเคยเป็นเหยื่อมาก่อน และต้องการเอาสิ่งที่คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของกลับคืนมา
เป็นวงจรแย่งชิง/ครอบครองที่ไม่มีจุดจบ

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่หากมองว่าสิ่งที่พวกเขาผลัดกันแย่งชิงหรือครอบครองห้องใน Liberty Land คือเสรีภาพ/ดินแดนที่มีเสรีภาพ
เพราะเราต่างมีเสรีภาพอยู่กับตัวและคนอื่นก็มีเช่นกัน
เพียงแต่บางครั้งเราอาจเดือดร้อนจากเสรีภาพของคนอื่น เราอาจรำคาญการใช้เสรีภาพของคนอื่น เราอาจไม่ชอบวิธีการใช้เสรีภาพของฝั่งที่ตรงข้ามกับเราแบบในหนังเรื่องนี้ที่กรอบคิดของชายกับหญิงต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฯลฯ
- ซึ่งนั่นก็ต้องหาทางอยู่ร่วมกันภายใต้กฎหมายหรือข้อตกลง
- ต้องฝึกอดทนหากการใช้เสรีภาพของคนอื่นที่ไม่ผิดกฎหมายแค่ไม่ถูกใจเรา
หรือว่าง่ายๆที่แห่งนี้จะน่าอยู่มากกว่าหากหาทางอยู่ร่วมกันโดยยังดำรงความเป็น Liberty Land แบบไม่ต้องหาข้ออ้างที่จะปลดคำว่า Liberty แล้วเคลมพื้นที่(Land)เป็นของตัวเอง
