5 ข้อ — มา ณ ที่นี้

i_behind_you
Sep 1, 2018 · 2 min read

ถ้าไม่อยากคิดมาก ปวดหัว ก็ไม่ต้องอ่านต่อจนจบก็ได้ครับ เพราะเท่ากับปราบดา หยุ่นทำหนังคนทะเลาะแย่งห้อง พักในคอนโดความยาวสองชั่วโมง อินดี้ๆกันไปแถมระทึกขวัญงงๆหน่อยตอนท้าย

  • แต่เมื่อคอนโดนี้ชื่อ Liberty Land
  • เมื่อเส้นเวลาให้ความสำคัญกับแปดโมงเช้าที่มาพร้อมเพลงชาติในฉากสำคัญ
  • เมื่อมีตัวละครอ่านหนังสือพิมพ์แล้วบอกว่า “ไม่มีข่าวดีมาแปดสิบปีแล้ว”
  • เมื่อมีการประดิษฐ์คำพูดให้พูดจาไม่ใช่ภาษาชาวบ้านกำลังแย่งห้องคอนโด แต่อีกฝ่ายอ้างความเป็นเจ้าของด้วยการ “ทำลายความจริงคนอื่น บิดเบือนความจริงตัวเอง”

ลองคิดต่อซะหน่อยก็น่าสนุกนะครับ


(1)

ห้อง (Liberty Land) เป็นของผม

คุณขโมย (Liberty Land)ไปจากผม


ชายหนุ่มบอกว่า “ห้องเป็นของผม คุณขโมยไปจากผม” “ผมเป็นแบบนี้ (บาดเจ็บ) ก็เพราะคุณ”

เราจะตีความได้มั้ยว่าการแย่งชิง/การเป็นเจ้าของในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ห้องพักแต่เป็นสัญลักษณ์ของ ‘เสรีภาพ’ ตามชื่อคอนโด

หรืออีกเลเว่ลหนึ่งไม่ใช่การขโมยเสรีภาพตรงๆแต่ขโมย ‘ความเป็นเสรีภาพ’ ออกจากประเทศแห่งหนึ่ง(Land)ที่ประชาชนเคยมีเสรีภาพเป็นของตัวเอง

ฝ่ายชายคือประชาชนที่คิดว่าตัวเองถูกแย่งชิง ฝ่ายหญิงคือตัวแทนของอะไรก็ได้ที่ไม่คิดว่าเสรีภาพเป็นของฝ่ายชาย ตัวเองต่างหากที่มีสิทธิครอบครองเป็นเจ้าของ

บทสนทนาโต้เถียงกันทั้งเรื่องจึงว่าด้วยความเป็นเจ้าของที่ต่างฝ่ายต่างอ้างความชอบธรรม นั่นแน่ ผมคิดว่าถึงตรงนี้ต้องมีคนคิดแวบไปแหละครับว่าหรือหนังเรื่องนี้ ‘ฝ่ายหญิง’ เป็นตัวแทนทหารที่มาปฏิวัติแล้วลิดรอนเสรีภาพที่ฝ่ายชายเป็นตัวแทนประชาชนเคยมี

ส่วนตัวคิดว่ามันไม่ใช่แบบนั้นเสียทีเดียว เพราะถ้าเราใส่ทหารลงไปเป็นผู้หญิงเหมือนแทนที่ตัวแปรในสมการ เราจะพบความไม่ลงตัวหลายอย่าง

ส่วนตัวแล้วคิดว่าหนังไม่ต้องการจะใส่ตัวแปรแทนที่ตรงๆเช่นฝ่ายหญิงเป็น ทหาร , เสื้อแดง , เสื้อเหลือง ฯลฯ อะไรแบบนั้น ตรงข้ามกับเบสต์เมนต์ มูน-นิยายไซไฟเล่มล่าสุดของเขาที่เขียนตรงตัวชัดเจนว่าด้วยรัฐไทยในระบอบเผด็จการโลกอนาคต

แต่หนังต้องการสื่อสารความเป็นนามธรรม (ความเป็นเจ้าของ , การเคลม , การช่วงชิง ในสิ่งที่อาจจะเป็นพื้นที่หรือเสรีภาพ )ที่เกิดขึ้นกับประชาชน(ชาย,หญิง)

มีทั้งตัวแทนเหยื่อ(ฝ่ายชาย) กับ ‘ผู้กระทำ’ (ฝ่ายหญิง) ที่อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นผู้กระทำการช่วงชิงหรือครอบครองโดยส่งผลให้ผู้อื่นบาดเจ็บล้มตายเพียงเพื่อจะได้เป็นเจ้าของ

ส่งผลเป็นวงจรที่สืบทอดต่อๆกันมาเรื่อยๆ ซึ่งผมจะอธิบายอีกครั้งในข้อ (5)


(2)

ความเป็นเจ้าของ


ในตอนแรก ผมเชื่อโดยไม่ลังเลว่าฝ่ายหญิงเป็นเจ้าของห้องจากที่กล้องพาเราตามเธอตื่น ออกกำลังกาย ทักคนแถวๆคอนโด อาบน้ำแต่งตัว ชงกาแฟ ฯลฯ

ในขณะที่ชายหนุ่มนอนบาดเจ็บอยู่หน้าห้องแล้วได้รับเชิญเข้ามา

ผมเชื่อเพราะการฟังความข้างเดียว เห็นการครอบครอง ไม่เคยคิดตั้งคำถามต่อสิ่งที่เห็น ขนาดฝ่ายชายถามตอนแรกๆก็ยังไม่เชื่อฝ่ายชายเท่าไหร่ แต่เมื่อฝ่ายชายยิ่งพูดถึงหลายอย่างในห้องก็เริ่มสงสัย

เพราะจริงอย่างที่ฝ่ายชายว่า หนังเรื่องนี้สามารถจบได้ในสามนาทีเพียงแค่ฝ่ายหญิงโชว์โฉนด , สัญญาซื้อขาย หรือมีพยานหลักฐานที่ยืนยัน ‘ความเป็นเจ้าของ’ แต่เธอกลับไม่สามารถทำได้แม้แต่อย่างเดียว

การโต้เถียงถึงความเป็นเจ้าของจึงน่าสนใจมากว่าเราใช้เกณฑ์อะไรแสดงความเป็นเจ้าของ

  • ถ้าใช้เกณฑ์ความคุ้นเคย , ชายหนุ่มรู้รายละเอียดในห้องว่าอะไรอยู่ตรงไหน มีชิ้นส่วนไหนพัง ในขณะที่หญิงสาวไม่รู้อะไรเลย นั่นแปลว่าชายหนุ่มคือเจ้าของ
  • ถ้าใช้เกณฑ์การรู้ประวัติความเป็นมา , ชายหนุ่มรู้รายละเอียดข้าวของ รู้ประวัติภาพวาด นั่นแปลว่าชายหนุ่มเป็นเจ้าของ
  • ถ้าใช้เกณฑ์การครอบครองอยู่นาน , หญิงสาวที่นอนมาทั้งคืนตื่นมาบนเตียงก็ย่อมเป็นเจ้าของ

การโต้เถียงทั้งหลายจึงไม่มีความหมายเลยหากปราศจาก ‘หลักฐาน’ เพราะถ้าห้องนี้มีความหมายแค่เป็นห้อง ความรู้ของฝ่ายชายหรือความอยู่นานของฝ่ายหญิงไม่ช่วยอะไรเลย ทั้งคู่อาจไม่ใช่เจ้าของห้องทั้งคู่เลยด้วยซ้ำ


(3)

ใครเป็นเจ้าของ ?


ไม่ต้องปรัชญาอะไรกันมาก เจ็บคอ , ถ้าว่ากันเรื่องการเป็นเจ้าของในระดับตื้นๆว่าใครเป็นเจ้าของบ้าน ใครเป็นเจ้าของรถ ฯลฯ มันต้องมีคำตอบชัดเจนครับ

คุณเป็นเจ้าของบ้านก็ดูจากชื่อในโฉนดที่ดิน , คุณเป็นเจ้าของรถก็จากสมุดทะเบียนรถหรือใบเสร็จซื้อรถ

ดังนั้นถ้าหนังเรื่องนี้เป็นแค่คนหัวร้อนสองคนตบตีแย่งคอนโด มันต้องมีเจ้าของแน่นอน จะเป็นฝ่ายชาย ฝ่ายหญิง หรืออาจเป็นคนอื่นก็ได้ที่มีชื่อในโฉนด

แต่หากปราบดาจะปรัชญา

ห้องเป็นสัญลักษณ์ของ ‘เสรีภาพ’ ตามชื่อคอนโด

ไม่แปลกที่ฝ่ายหญิงหาหลักฐานไม่ได้ ส่วนฝ่ายชายก็ได้แต่ประโคมโอ่ความรู้ด้านงานศิลปะกับความคุ้นเคยแต่เจ้าตัวก็ไม่มีหลักฐานเช่นกัน

เพราะเสรีภาพเป็นของเราทุกคนติดตัวมาตั้งแต่แรกเกิด

ไม่ต้องมีโฉนดหรือใบเสร็จ เราต่างมีเสรีภาพของเรา

แล้วถ้าการใช้เสรีภาพนั้นละเมิดสิทธิหรือผิดกฎหมายก็ถูกลงโทษก็ว่ากันไป แต่ไม่มีใครก็ตามมีสิทธิ ‘ขโมย , ช่วงชิงหรือยึด’เสรีภาพของผู้อื่น แบบที่เกิดขึ้นในหนัง

ดังนั้นเมื่อมีการขโมยหรือยึดครอง ฝ่ายถูกยึดจึงต้องการทวงคืนสิ่งที่เขาเคยมีและควรจะมี


(4)

เพื่อนบ้านไร้หน้า

จดหมายพร่าเลือน


หนึ่งในข้ออ้างความเป็นของจากฝ่ายหญิงคือเพื่อนบ้านรู้จักเธอ จดหมายส่งมาที่ห้องนี้ก็มีชื่อเธอ ซึ่งเราก็เห็นแบบนั้นจริงๆในตอนต้นของหนังก่อนที่ฝ่ายชายจะปรากฎตัว

แต่ก็อย่างที่ผมว่าไว้ข้างต้น เราเห็นแบบนั้น เราเชื่อแบบนั้น ก็เพราะฝ่ายหญิงบอกเรามาแบบนั้น มันคือ ‘ความจริง’จากฝ่ายหญิงที่เรารับใส่หัวโดยไม่มีความสงสัย

จนกระทั่งเมื่อฝ่ายชายบอกว่าฝ่ายหญิงมีอาการทำนองคิดไปเอง เธออ้างความเป็นเจ้าของโดยใช้วิธีการที่เรียกว่า

“ทำลายความจริงคนอื่น บิดเบือนความจริงตัวเอง”

คนดูอย่างผมก็เริ่มเอะใจแล้วครับเพราะถ้าทบทวนในตอนต้น ทุกอย่างที่เรารับรู้ก็เหมือนฟังความข้างเดียวจริงๆ หนังเล่าเรื่องเป็นมุมมอง(POV)ของฝ่ายหญิงที่เชื่อจริงจังว่าตัวเองเป็นเจ้าของ

แต่เมื่อเราเอะใจ , เราก็จะเริ่มตั้งข้อสงสัยว่าการคุยโทรศัพท์เป็นเรื่องเป็นราวนั้นไม่ได้มีหลักฐานคนที่เธอคุยด้วยนี่หว่า เธออาจพูดคนเดียวเหมือนคนบ้าก็ได้

หรือในตอนต้นที่เราเห็นบุคคลที่สาม (คนกวาดถนน , เพื่อนบ้านนอนริมสระ) นั้นมีอยู่จริง แต่พอนึกดีๆจะพบว่าไม่มีใครที่ปฏิสัมพันธ์กับเธอเลย เธอทักคนกวาดถนน เขาก็ไม่ทักตอบ , เธอทักเพื่อนบ้านอีกฝ่ายก็ไม่สนใจ

ดังนั้นพอฝ่ายชายทักท้วง แล้วฝ่ายหญิงทบทวนย้อนหลัง POV ของฝ่ายหญิงก็ไม่ชัดเจนเหมือนตอนต้นแล้ว เช่น เพื่อนบ้านที่เธอทักกลายเป็นคนไร้หน้า , จดหมายที่เคยมีชื่อเธอก็พร่าเลือนไม่เห็นชื่อคน , ปลายสายที่เธอคุยด้วยนั้นก็กลายเป็นสัญญาณประหลาดๆที่ไม่มีคนรับสายพูด้วย

ซึ่งถ้ามองแบบซื่อๆ ฝ่ายหญิงอาจป่วยเป็นโรคจิตเภท (Schizophrenia) มีอาการประสาทหลอน , หลงผิด คิดไปเอง ฯลฯ

แต่เรื่องนี้ไม่ใช่หนังแบบ Black Swan ไม่ได้เสนอตัวเป็น Psychological thriller อาการ ‘เพื่อนบ้านไร้หน้ากับจดหมายพร่าเลือน’ จึงไม่ใช่สัญญาณของโรคแต่เป็นสัญญาณของกระบวนการคิดเข้าข้างตัวเองเพื่อยึดครองพื้นที่(หรืออาจจะเป็น ‘เสรีภาพ’)ที่เป็นของอีกฝ่ายอย่างสบายใจ


‘การทำลายความจริงคนอื่นและบิดเบือนความจริงตัวเอง’ จึงไม่ใช่แค่กระบวนการเถลิงอำนาจอ้างการยึดครอง

แต่มันยังเป็นกระบวนการที่ทำให้คนทำผิด(แย่งชิง , ครอบครองในสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเอง)ไม่ต้อง‘รู้สึกผิด’ สามารถหลอกตัวเองเป็นเจ้าของอย่างสบายใจ

คำพูดของฝ่ายชายที่บอกฝ่ายหญิงประมาณว่า

“เลือกเห็นแต่สิ่งที่อยากเห็น เลือกได้ยินแต่สิ่งที่อยากได้ยิน”

จากที่เธอเลือกจะเชื่อว่ามีเพื่อนบ้านมากมายสนิทกับเธอทั้งที่คนเหล่านั้นไม่ได้คิดแบบนั้นหรืออาจไม่มีจริงด้วยซ้ำ หากเปรียบกับประวัติศาสตร์สังคมที่มีการช่วงชิงเพื่อครอบครอง(พื้นที่/เสรีภาพของผู้อื่น)ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นปฏิวัติยึดอำนาจ , ล่าอาณานิคม ฯลฯ ก็น่าจะประมาณว่า

แม้มีทั้งครึ่งเมืองด่าแต่เลือกฟังแค่เสียงใกล้ตัวที่ชม แม้มีความล่มจมมากมายจากมือตัวเองแต่ก็เลือกมองแต่ความสำเร็จหยุมหยิมที่ทำได้

ขอแค่ไม่ยกคนบาดเจ็บหรือสูญเสียอย่างฝ่ายชายมานำเสนอให้ตำตา หรือหาทางลบเหยื่อที่ตัวเองทำร้ายให้ออกไปจากความทรงจำ ก็เพียงพอจะทำให้ไม่ต้องรู้สึกผิด

แล้วสุดท้ายก็จะลืมไปเองว่าเคยทำร้ายผู้อื่นไปมากแค่ไหนเพื่อเป็น ‘ผู้ครอบครอง’


(5)

ใครเป็นใคร ?


เมื่อถึงตอนท้ายที่เกิดการสลับบทบาท (ฝ่ายชายเป็นเจ้าของห้อง , ฝ่ายหญิงบาดเจ็บนอนอยู่หน้าห้อง)อันนี้สนุกเลยครับเพราะทำให้เราไม่สามารถแทนตัวแปรใดๆได้ลงตัวเป๊ะๆอย่างที่ผมบอกข้างต้น

แต่ที่สรุปได้แน่นอนจากการสลับบทบาทคือกระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นวงจรซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นวงจรของการแย่งชิง ครอบครองที่มีฝ่ายผู้กระทำซึ่งเป็นเจ้าของโดยใช้ความรุนแรงแย่งชิงมา VS ฝ่ายเหยื่อที่บาดเจ็บล้มตายทวงความเป็นเจ้าของ

แล้วจนถึงช่วงเวลาหนึ่งก็จะลืมเลือนกันไป แต่อีกซักพักก็จะเกิดวงจรใหม่เกิดขึ้นอีกแบบตอนท้ายในหนังที่ผมขอเรียกว่า Loop 2


Loop 2 ตอนท้ายในหนังจึงอาจเป็นคนอีก generation ที่ลืมประวัติศาสตร์ของการแย่งชิงไปแล้ว อาจหลงลืมไปเพราะกาลเวลา

หรือคนรุ่นหลังก็อาจไม่รู้อะไรเลยเพราะประวัติศาสตร์ของการช่วงชิงถูกลบทิ้งหรือปรับเปลี่ยนความจริงไป(ตามที่เหยื่อของการถูกแย่งชิงใน Loop 1 พูดไว้ว่าฝ่ายแย่งชิงมักปรับเปลี่ยนความจริง)

ทำให้คนรุ่นหลังจึงไม่ตระหนักว่ากระบวนการแย่งชิง/ครอบครองว่าฝากบาดแผลอย่างไร ฝ่ายยึดครองใช้วิธีอะไรในการอ้างความชอบธรรม

ซึ่งถ้าหนังฉาย loop 2 ต่ออีกซักพัก ฝ่ายหญิงที่รอหน้าห้องอาจไม่ใช่เจ้าของเดิมแบบฝ่ายชายใน Loop 1 ที่มาทวงความเป็นเจ้าของคืน แต่อาจจะเป็นการกระบวนการแย่งชิงความเป็นเจ้าของซึ่งเราไม่ได้เห็นใน Loop 1 (เพราะการแย่งชิงเกิดขึ้นไปแล้ว)


ใน Loop 2 จึงเป็นไปได้ว่า

  • ฝ่ายหญิงที่มาถึงหน้าห้องคือฝ่ายแย่งชิง
  • ส่วนฝ่ายชายในห้องเป็นเจ้าของตัวจริง ซึ่งหลักฐานส่วนหนึ่งดูจากบทสนทนาที่เขาทักเพื่อนบ้านซึ่งไม่ได้ไร้หน้าแถมพูดคุยกลับมา (ตรงข้ามกับฝ่ายหญิงใน Loop แรก)

อีกจุดที่ทำให้เราสามารถมั่นใจว่าวงจรที่เห็นเป็น Loop 2 ของคนรุ่นถัดไปไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเพราะฝ่ายหญิงบอกเองว่าเรียนรู้การเป็นเจ้าของได้แล้วจาก ‘ประสบการณ์’

นั่นแปลว่ามันเคยเกิดขึ้นมาแล้วและเธอกำลังจะทำซ้ำ

และในทางกลับกัน ฝ่ายแย่งชิงก็ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวร้ายเพราะไม่แน่ว่าในอดีตฝ่ายแย่งชิงก็อาจเคยเป็นเหยื่อมาก่อน และต้องการเอาสิ่งที่คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของกลับคืนมา

เป็นวงจรแย่งชิง/ครอบครองที่ไม่มีจุดจบ


เป็นเรื่องน่าเศร้าที่หากมองว่าสิ่งที่พวกเขาผลัดกันแย่งชิงหรือครอบครองห้องใน Liberty Land คือเสรีภาพ/ดินแดนที่มีเสรีภาพ

เพราะเราต่างมีเสรีภาพอยู่กับตัวและคนอื่นก็มีเช่นกัน

เพียงแต่บางครั้งเราอาจเดือดร้อนจากเสรีภาพของคนอื่น เราอาจรำคาญการใช้เสรีภาพของคนอื่น เราอาจไม่ชอบวิธีการใช้เสรีภาพของฝั่งที่ตรงข้ามกับเราแบบในหนังเรื่องนี้ที่กรอบคิดของชายกับหญิงต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฯลฯ

  • ซึ่งนั่นก็ต้องหาทางอยู่ร่วมกันภายใต้กฎหมายหรือข้อตกลง
  • ต้องฝึกอดทนหากการใช้เสรีภาพของคนอื่นที่ไม่ผิดกฎหมายแค่ไม่ถูกใจเรา

หรือว่าง่ายๆที่แห่งนี้จะน่าอยู่มากกว่าหากหาทางอยู่ร่วมกันโดยยังดำรงความเป็น Liberty Land แบบไม่ต้องหาข้ออ้างที่จะปลดคำว่า Liberty แล้วเคลมพื้นที่(Land)เป็นของตัวเอง

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"

Part time Writer / Full-time Learner

i_behind_you

Written by

(“ผมอยู่ข้างหลังคุณ”)

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"

Part time Writer / Full-time Learner

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade