Black panther (part 2) — Us VS. Them

เจ้าหน้าที่รอสถูกคนร้ายยิง กระสุนทะลุกระดูกสันหลังอาการสาหัสต่อให้ไม่ตายก็คงพิการ

ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ว่าวากานดามีเทคโนโลยีกับการแพทย์ที่ทันสมัยพอที่จะรักษาเจ้าหน้าที่รอสให้หายขาดได้ ถ้าหากทิชาล่า ว่าที่กษัตริย์เสือดำจะปฏิบัติตามรอยแนวคิดของพ่อที่เป็นกษัตริย์คนก่อน ก็คงต้องปล่อยรอสไปตามยถากรรม ให้พวกฝรั่งผิวขาว(them)รักษากันเอง คิดถึงพวกเราชาววากานดา(us)ไว้ก่อน

เพราะการพารอสกลับวากานดาอาจทำให้ความลับว่าประเทศเราเจริญร่ำรวยนั้นรั่วไหลแล้วคนนอก(them)ก็จะมาหาประโยชน์จากวากานดา

ซึ่งถ้าทิชาล่าทำตามแนวคิดเดิมๆที่พ่อวางไว้ เขาก็จะกลายเป็น ‘คนดีของวากานดา’แน่นอนครับเพราะปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

แต่ทิชาล่าเลือกพารอสกลับไปรักษาที่วากานดา , ซึ่งการตัดสินใจนี้ไม่มีทางที่พ่อของเขาจะเห็นด้วยและจะว่าไปยังเป็นแนวคิดที่ใกล้เคียงกับหลักการของตัวร้ายเสียด้วยซ้ำ


อุดมการณ์ของนายตัวร้าย

จากบล็อกที่แล้วที่ผมเขียนถึงตัวร้ายใน Black Panther ว่าถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมจากตัวละครฝั่งพระเอกตั้งแต่รุ่นพ่อยันรุ่นลูก , ลองคิดเล่นๆขยับออกมาอีก เราจะพบอีกว่า เขายังถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมจากคนเขียนบทด้วยนะครับ

เพราะต้องเป็นตัวร้าย , เราจึงเห็นพฤติกรรมไร้คุณธรรมที่คนเขียนบทบรรจงใส่เข้ามาให้คนดูไม่ชอบหน้า เช่นขโมยของ , ฆ่าคนแบบเลือดเย็น , ลบหลู่พิธีกรรมโบราณ , ทำลายสมุนไพรวิเศษ ฯลฯ

ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ผิดและชั่วร้ายแต่มันคือ ‘วิธีการ’ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับ ‘อุดมการณ์’

ลองนึกดูซิครับ ถ้าเขียนบทตัวร้ายใหม่โดยมีจุดกำเนิดเหมือนในเดิมแต่เพิ่มเติมคือ ‘ความเป็นคนดี’ เช่น เลือกเข้าวากานดาแบบตรงไปตรงมา ท้าประลองจนชนะทิชาล่า ขึ้นรับตำแหน่งกษัตริย์แบบอ่อนน้อมถ่อมตน รับฟังความเห็นคนรอบข้าง วางแผนบริหารประเทศแบบมีระบบ ยกเลิกการสืบทอดตำแหน่งผู้นำแบบใช้พละกำลังกับสายเลือด แล้วไม่หัวร้อนไปรื้อแปลงสมุนไพรโบราณ

แต่ยืนยันแค่หลักการเดิมคือต้องการปลดปล่อยผู้ถูกกดขี่ทั่วโลก ด้วยการแจกจ่ายทรัพยากรจากวากานดาออกไป

ไม่แน่นะครับ ทิชาลาและพรรคพวกนั่นแหละ ที่จะถูกชนชั้นแรงงานกับชาวบ้านในวากานดาที่ไม่มีโอกาสได้ใช้ทรัพยากรหรูหราเหมือนชนชั้นนำเขี่ยทิ้งรวมถึงถูกเขี่ยทิ้งจากคนดูด้วย(เพราะนักแสดงที่รับบทตัวร้ายนี่ก็มาเท่เสียเหลือเกิน)

Us VS. Them

มีฉากหนึ่งที่เป็นการถกเถียงถึงนิยามของคำว่า พวกเรา(We) ระหว่างพระเอกกับตัวร้ายที่ให้ความหมายต่างกัน

ทิชาล่าบอกว่า ‘พวกเรา’ที่เขาในฐานะผู้นำต้องปกป้องคือประชาชนชาววากานดา ในขณะที่ตัวร้ายนิยามคำว่า’พวกเรา’ที่ควรปกป้องคือประชาชนทั้งโลกโดยเฉพาะคนที่ถูกกดขี่ไม่ใช่แค่คนวากานดา

บทสนทนาท่อนนี้คือส่วนเล็กๆในแนวคิดสำคัญอันใหญ่ในหนัง Black Panther ซึ่งก็คือระบบคิดแบบ Us (พวกเรา) VS. Them (พวกนั้น , พวกอื่น)


มนุษย์เราเกิดมาพร้อมการแบ่งแยกตั้งแต่เกิดแล้วครับ มีงานวิจัยหลายชิ้นศึกษาพบว่าการแบ่ง ‘พวกเรา’ ‘พวกเขา’ เกิดขึ้นตั้งแต่ยังเล็กโดยที่ไม่ต้องมีคนมาชี้นำด้วยซ้ำว่าคุณควรจะเป็นพวกใคร ตัวอย่างชิ้นหนึ่งชื่องานทดลอง Robbers Cave

ที่มารูป : http://psychclassics.yorku.ca/Sherif/chap5.htm

ในปี 1954 มีการจัดค่ายฤดูร้อนสำหรับเด็กประถมจำนวน 22 คนจากครอบครัวชนชั้นกลางผิวขาวแบ่งเป็นสองกลุ่ม แยกกันอยู่ที่บ้านคนละหลังในอุทยาน(โดยที่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่รู้ว่ามีกลุ่มเด็กมาเข้าค่ายแบบนี้เหมือนกัน)

พวกเขาไม่เคยรู้จักกันมาก่อนและก็ไม่รู้จุดมุ่งหมายของค่ายนี้

สัปดาห์แรกเป็นกิจกรรมสำรวจ เล่นเกม ฯลฯ ซึ่งกิจกรรมส่วนใหญ่จะมีเป้าหมายที่ต้องรวมใจกัน สร้างความผูกพัน แล้วทั้งสองกลุ่มตั้งชื่อกลุ่มของตัวเองว่า The Eagles และ The Rattlers แล้วก็เริ่มเขียนชื่อลงบนเสื้อกับธง

ต่อมาเข้าสู่ช่วงแข่งขัน ผู้จัดสร้างสถานการณ์ให้รับรู้ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่แค่กลุ่มเดียว เมื่อต่างฝ่ายต่างรู้ว่ามีกลุ่มเด็กแบบเดียวกันที่ต้องมาแข่งขันแค่ตอนเผชิญหน้า บางคนก็ตั้งฉายา( name-calling)ให้อีกฝ่ายแล้ว เช่น เด็กคนหนึ่งตะโกนว่า “พวกเสื้อสกปรก”

หลังจากนั้นผู้จัดก็เริ่มจัดการแข่งขันกีฬาหรือเกมต่างๆ มีรางวัลให้เฉพาะฝ่ายชนะ , ฝ่ายชนะเริ่มอวดโอ่และประกาศความเก่งของตัวเอง เริ่มปักธงอวดเหมือนประกาศศักดาแล้วเขียนเตือนว่าถ้าอีกฝ่ายมายุ่งกับธงจะเจออะไรบ้าง

ในการประกวดเรียงความ เด็กแต่ละกลุ่มก็จะเขียนทำนองว่าสมาชิกในกลุ่มตัวเองนั้นเข็มแข็งและรวดเร็วกว่าอีกฝ่าย เมื่อการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น ความรุนแรงก็เพิ่มตามมา ฝ่ายหนึ่งเริ่มมีการขโมยธงของอีกฝ่ายมาเผา แอบย่องไปก่อกวนในห้องพักขณะอีกฝ่ายกินข้าวเย็น ฝ่ายที่แพ้มีคนแอบไปขโมยถ้วยรางวัลของอีกฝ่าย

ที่มารูป : http://psychclassics.yorku.ca/Sherif/chap5.htm

เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายที่ผู้วิจัยอยากรู้ว่าจะทำอย่างไรให้สองฝ่ายสมานสามัคคีกัน พวกเขาทดลองหลายอย่าง เช่นมีการแบ่งปัน มีกิจกรรมร่วมกันก็ไม่สำเร็จ

จนสุดท้ายพบว่าทั้งสองฝ่ายหันมาสามัคคีกันเมื่อมีการสร้างปัญหาที่ทำให้ทั้งคู่เดือดร้อนร่วมกันแล้วต้องช่วยกันแก้ไขหรือคล้ายๆกับมี ‘ศัตรูร่วมกัน’ ขึ้นมา

งานทดลองชิ้นนี้ถูกวิจารณ์ว่ายังมีข้อด้อยหลายอย่างครับ เช่น จำนวนประชากรที่น้อยไป มีความหลากหลายน้อยไป , การทดลองที่ยังไม่ได้รัดกุมมากพอจะนำไปอธิบายชีวิตจริงได้ทั้งหมด ฯลฯ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือเราจะเห็นพฤติกรรมรวมตัว การสร้างอัตลักษณ์ของความเป็น ‘พวกเรา’ กับ ‘พวกมัน’ มีติดตัวเรามาตั้งแต่เล็กเมื่อเราเริ่มกิจกรรมทางสังคมกับผู้อื่น

ไม่ต้องให้ใครมาชี้นำ เพียงมีกิจกรรมที่ได้ทำร่วมกัน มีการเปรียบเทียบกับผู้อื่น เราก็จะเอาตัวเราเข้าไปผูกหรือเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไปได้อย่างรวดเร็วเกิดเป็นอัตลักษณ์กลุ่มที่เรียกว่า พวกเรา

และจากนั้นความเป็นพวกเรานี้เองที่ทำให้มาตรฐานคุณธรรมของกลุ่มก็จะเริ่มเข้ามามีบทบาทเหนือคุณธรรมประจำใจของตัวเรา ค่านิยมของกลุ่มก็อาจจะเริ่มยิ่งใหญ่กว่าค่านิยมดั้งเดิมที่เรามี


จุดเริ่มต้นของความลำเอียงและเหยียด

เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจเรื่องะไรก็ตามที่ระบบคิดของเราเริ่มมีการแบ่งแยก(discriminate)ความ Us VS. Them สิ่งที่เราต้องระวังก็คืออคติหรือความลำเอียงครับ เพราะความเป็นพวกเดียวกันส่งผลต่อจิตใจให้พยายามปกป้องพวกเดียวกัน

และด้วยระบบคิดแบบ Us VS. Them นี้เองหากเติมการเปรียบเทียบในเชิงความเหนือกว่า/ด้อยกว่า ก็จะนำไปสู่การเหยียดเกิดขึ้นตามมาไม่ว่าจะเหยียดสีผิว เหยียดเชื้อชาติ ฯลฯ

ที่ต้องเตือนสองส่วนนี้เพราะ Us VS. Them มีในทุกวงสังคมไม่ว่าจะในออฟฟิซหรือในระดับประเทศ แม้จะไม่ได้มีประกาศเป็นรูปธรรมแต่มันก็จะมีเส้นแบ่งที่ตามองไม่เห็นแต่ใจเรารู้ดีว่า เราเป็นพวกใครและใครเป็นพวกคนอื่น

ซึ่งไอ้เส้นแบ่งนี้แหละครับก็เหมือนการสร้างกำแพงแบ่งแยกฝ่ายขึ้นมา

พ่อของทิชาล่า(และน่าจะรวมคนรุ่นก่อนๆ)ใช้ปากกาแบบปากหนาขีดเส้นทึบแบ่ง ‘เรา(คนวากานดา)’ กับ ‘เขา(คนนอกวากานดา)’ ชัดเจน ดูได้จากนโยบายของวากานดาที่ผ่านมา(รวมถึงยุคพ่อของทิชาล่าอันรุ่งโรจน์)ก็คือนโยบายแบบ Wakanda first ไม่ยื่นมือไปช่วยเหลือใคร สร้างกำแพงที่มองไม่เห็น(ทั้งในความหมายเปรียบเปรยและในหนังก็เห็นบาเรียล่องหนเป็นรูปธรรมกันเลยทีเดียว)เพื่อปกปิดตัวเองจากโลกภายนอกหลอกคนอื่นว่าตัวเองจน

แนวคิดนี้มีข้อดีแน่ๆสำหรับคนที่ทรัพยากรเหลือเฟือเพราะไม่ต้องพึ่งพาใคร เพราะด้วยแนวคิดนี้ก็จะทำให้เกิดความมั่นคงในประเทศอย่างมาก แต่เมื่อมีคนนอกที่ยากลำบากรู้เห็น(เช่นตัวร้าย) พวกเขาย่อมมองว่านี่คือประเทศของคนใจแคบ

จริงอยู่ว่า แทบทุกประเทศในโลกก็ต้องปกป้องผลประโยชน์ของคนในชาติก่อน และคงเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลถ้าประเทศตัวเองกำลังจะอดตายแต่ยังเปิดรับผู้อพยพหรือคนต่างชาติจนประชาชนในชาติไม่มีอะไรกิน

แต่สถานภาพวากานดาไม่ใช่แบบนั้น ถ้าเปรียบเป็นคน วากานดาก็เสมือนเศรษฐีที่สามารถหยิบยื่นแบ่งปันให้ผู้อื่นรอดตายโดยที่ขนหน้าแข้งไม่กระดิก แต่วากานดาเป็นเศรษฐีที่เลือกจะปิดตาแล้วอาศัยอยู่ภายในคฤหาสถ์ตัวเองอย่างเดียว

และไม่ใช่แค่ความใจแคบ , ด้วยวิธีคิดแบบนี้มันยังกัดกร่อนมนุษยธรรมในใจคน ตัวอย่างชัดๆในหนังก็คือพ่อของทิชาล่า

พ่อของทิชาล่า

พ่อของทิชาล่าอาจเก่งกาจและมีคุณธรรมในหลายๆด้าน แต่พ่อของเขาก็เป็นตัวอย่างของคนที่ให้ความสำคัญกับระบบคิดแบบ Us VS. Them มาบดบังหลักมนุษยธรรม ลดทอนความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

สมมตินะครับ สมมติว่าพ่อของทิชาล่าเป็นคนจิตใจงดงามและคิดถึงผู้อื่นเป็นทุนเดิม ถ้าเป็นกรณีอื่นๆเขาคงเห็นใจคนตายและเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจริง ดังนั้นการฆ่าน้องชายตัวเองก็น่าจะทำให้เกิดความรู้สึกผิดและก็น่าจะคิดถึงลูกของน้องชาย(ตัวร้าย)ที่กลายเป็นเด็กกำพร้า

แต่เพราะอะไรเขาถึงเหมือนไม่รู้สึกผิดและปกปิดมาตลอด

นั่นก็เพราะสมองของเขาสร้างวิธีการคิดที่สามารถกล้ำกลืนความรู้สึกผิด ด้วยสร้างความชอบธรรม(justification)ให้พฤติกรรมตัวเองว่าที่ทำคือ ทำเพื่อชาติ ทำเพื่อประชาชน ทำเพื่อพวกเรา(Us) ยึดมั่นในหลักการว่าจะไม่พาคนนอก(หลานชาย)เข้าไปสู่วากานดาเพื่อปกป้องความลับ(ทรัพยากร)

ซึ่งเมื่อมีเป้าหมายที่ดูยิ่งใหญ่กว่าการทำเพื่อตัวเอง(the greater good)ก็ทำให้ไม่รู้สึกผิดที่ทำลงไป แถมไม่แน่อาจภูมิใจลึกๆด้วยว่า เรากล้าหาญกับเสียสละเพื่อชาติเสียเหลือเกินที่ทำแบบนี้

นั่นทำให้เขาตัดสินใจทิ้งหลานชายตัวเองที่พ่อเพิ่งตายได้อย่างเลือดเย็น ไม่คิดจะไปรับกลับมา แล้วก็ไม่รู้สึกรู้สาดูได้จากฉากทิชาล่าไปเจอพ่อแล้วพูดเรื่องนี้ พ่อก็ยังไม่ได้มีท่าทีรู้สึกผิด

ซึ่งบังเอิญที่ทิชาล่าไม่ได้ให้น้ำหนักของ Us VS. Them มากเท่ากับพ่อ , เขาให้น้ำหนักของมนุษยธรรมและความเห็นอกเห็นใจในคุณค่าของการเป็นมนุษย์มากกว่า

ในตอนท้ายจึงเป็นการแลนดิ้งสวยๆให้ทิชาล่าที่นอกจากจะรับแนวคิดบางส่วนของตัวร้ายมาปรับใช้(เริ่มเปิดประเทศ , เริ่มถ่ายทอดความรู้แก่โลกภายนอก ฯลฯ) มันยังช่วยให้เขาก้าวผ่านภาวะไม่มั่นคงในจิตใจตอนแรกที่ไม่เชื่อว่าตัวเองจะเป็นผู้นำที่ดีเหมือนพ่อได้

เพราะเขาได้รู้ว่าแม้พ่อจะยิ่งใหญ่แค่ไหน พ่อก็เคยทำผิด พ่อก็ไม่ได้ดีพร้อม และเขาในฐานะลูกก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนพ่อทุกอย่าง เขาสามารถเป็นกษัตริย์ที่ดีกว่าโดยไม่จำเป็นต้องรับแนวคิดของพ่อมาทั้งหมด เพราะบางอย่างที่พ่อทำนั้นมันก็ไม่น่ายกย่อง

We are the world

หากจะมองโลกที่ปราศจาก Us VS. Them มันก็ดูจะเป็นอุดมการณ์ที่โลกสวยเกินไปครับ

ทุกประเทศก็ต้องมีระบบคิดนี้ทั้งนั้นเพื่อความรุ่งเรืองของชาติ และอย่างที่เขียนตอนต้นมันแทบจะเป็นระบบคิดอัตโนมัติติดตัวคนเราทุกคนอยู่แล้ว

เพียงแต่ถ้า Us VS. Them มากเกินไปมันก็จะกลายเป็นความใจแคบ แล้วอย่าคิดว่ามันจะไม่กระทบตัวเราในภายหลัง เพราะอย่าลืมว่าไม่ว่าจะวากานดา อเมริกา หรือ ไทย เราก็ยังมีความเป็น Us ร่วมกัน

เราอาศัยอยู่ในโลกใบเดียวกัน

มองอย่างทื่อๆบื้อๆที่สุด ไม่ว่าวากานดา อเมริกาหรือคนไทย เราก็ยังต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติบางอย่างร่วมกัน เราไม่สามารถครอบครองธรรมชาติ (ถ่านหิน , น้ำมัน , อาหาร ฯลฯ) ได้ทุกอย่าง และถ้าประเทศหนึ่งทำให้โลกพังมันก็จะกระทบต่อไปทั่วโลก

จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่ออเมริกาในยุคทรัมป์ถอนตัวจากข้อตกลงลดโลกร้อนปารีส จึงโดนด่าอย่างเป็นเอกฉันท์แม้กระทั่งคนในประเทศอเมริกาเองก็ไม่เห็นด้วย เพราะสิ่งที่ทรัมป์พยายามเน้น America first มันก็คือระบบคิดแบบ Us VS. Them รวมถึงนโยบายแบบการสร้างกำแพงกั้นเม็กซิโก


มองกว้างออกไปเหมือนที่ตัวร้ายในหนังมอง ประเทศหลายประเทศในกรณีประชาชนถูกกดขี่ , มีการใช้แรงงานทาสหรือค้ามนุษย์ ฯลฯ อันเป็นผลจากรัฐบาลที่ลุแก่อำนาจ โดยฝั่งประชาชนก็สู้ไม่ได้เพราะช่องว่างของอำนาจนั้นมากเกินไป ชาวบ้านไร้ซึ่งทรัพยากรหรืออาวุธเพื่อต่อกร

ซึ่งหากทุกชาติเพิกเฉยก็เท่ากับมองให้คนถูกกดขี่ถูกฆ่าตาย กลายเป็นโลกที่เต็มไปด้วยภาวะ ignorance เกิดการสร้างโลกที่ปราศจากความเห็นใจ

ดังนั้นสิ่งที่ตัวร้ายพยายามทำคือปลดปล่อยชาวบ้านเหล่านั้น แต่ก็อีกนั่นแหละครับ เพราะดันเป็นตัวร้ายเลยถูกตั้งค่ามาให้มีแนวคิดที่ไม่ดีพอ เป็นแผนการที่โลกสวยเกินไปเพราะเขาไม่ได้คิดแผนระยะยาวต่อว่าจะทำอะไรต่อหลังจากส่งอาวุธไปทั่วโลก แค่ปลดปล่อยผู้ถูกกดขี่แต่ไม่ได้แปลว่า ‘การกดขี่’จะหมดไป

แถมไม่แน่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้วอำนาจเท่านั้น และโลกยังอาจพังยิ่งขึ้นด้วยวิธีของเขาที่เลือกใช้อาวุธไปจัดการปัญหานี้

ในความเป็นจริง เราจึงเห็นนโยบายการบอยคอตต์หรือข้อกฎหมายบางอย่างจากประเทศมหาอำนาจที่เลือกปฏิบัติกับประเทศที่มีนโยบายแรงงานทาสหรือค้ามนุษย์บีบให้รัฐบาลที่มีข้อหาดังกล่าวให้ยกเลิกเสีย หรือบีบประเทศเผด็จการให้คืนอำนาจแก่ประชาชน (แต่ในทางตรงกันข้ามการยื่นมือเข้าไปสอดมากไปแบบหวังผลประโยชน์ก็จะโดนข้อหาแส่ด้วยเช่นกัน)


ที่มารูป : https://correspondent.afp.com/covering-refugee-crisis

แล้วจะช่วยหรือไม่ช่วย them ดี?

นอกจากการประเมินดูว่าตัวเราช่วยได้หรือไม่ แต่ปัญหาสังคมเรื่องใหญ่ๆหลายเรื่องมันก็ไม่ได้คิดง่ายๆเหมือนจะช่วยคนตกน้ำหรือเปล่าหนะซิครับเพราะมันไม่ใช่แค่กระโดดลงน้ำ อย่างกรณีผู้อพยพไม่ว่าจะโรฮิงญาหรือซีเรียก็มักจะมีดราม่าอยู่เสมอในการเถียงว่า ‘ควรช่วย’ หรือ ‘ไม่ควรช่วย’

โดยฝั่ง ‘ไม่ควรช่วย’มักมาพร้อมเหตุผลว่า “ปล่อยให้พวกนั้นเข้ามาแย่งงาน ปล่อยให้พวกนั้นเข้ามาครอบครองพื้นที่ ปล่อยให้พวกนั้นเข้ามาใช้ทรัพยากรเรา”

ซึ่งถ้าประเทศตกอยู่ในสภาพยากจน คนในชาติยังแทบจะกัดก้อนเกลือกินกันทุกชนชั้น มันก็สมเหตุสมผลนะครับที่จะสรุปตั้งแต่แรกว่า “กูขอเอาตัวรอดก่อนนะ” เหมือนคนว่ายน้ำไม่เป็นแต่ริจะกระโดดน้ำลงไปช่วยคนจมน้ำซึ่งจะพากันตายคู่

แต่ถ้าเราไม่ได้ถึงขนาดนั้นหละ เราจะช่วยเหลือคนตรงหน้าหรือเปล่า?

เพราะการช่วยเหลือ ไม่ได้แปลว่าเราจะรับผู้อพยพเข้าบ้าน มาๆมากินข้าวกัน มานอนห้องเดียวกัน ฯลฯ

แต่เราสามารถถกกันได้ว่า ‘ควรช่วยในระดับไหน’ ที่เราจะไม่เดือดร้อน จะมีขอบเขตแค่ไหน เพราะอย่างน้อยถ้าถกกันตรงนี้ได้ก็ยังแสดงถึงภาวะเปิดใจที่กำแพงของ Us VS. Them ไม่ได้หนาจนมองไม่เห็นความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์

แต่ถ้าปิดประตูตั้งแต่ ‘ไม่ควรช่วย’ มันก็คือแนวคิดของกษัตริย์คนเดิมพ่อของทิชาล่า ที่ให้ความสำคัญกับวากานดาอยู่เหนือสิ่งอื่นใด ลดทอนค่ามนุษยธรรมกับความเมตตาในใจให้เหลือใช้เฉพาะกับพวกตัวเอง

คำถามที่ควรถามมากกว่า “ควรช่วยหรือไม่ควรช่วย” คือเราจะสามารถช่วยได้แค่ไหน ที่ตัวเราเองจะไม่เดือดร้อน
ซึ่งเป็นคำถามสำคัญที่ไม่ได้ใช้แค่กับผู้อพยพ แต่ยังใช้กับชีวิตประจำวันของเราได้ด้วยเช่นกัน
ในฐานะมนุษย์ที่ยังคงต้องมี Us Vs. Them ติดตัวต่อไป และยังต้องการมีมนุษยธรรมกับความเห็นอกเห็นใจประกอบอยู่ในความเป็นมนุษย์ของตัวเอง