OZARK ตอน 1 : เป็นคนดีแล้วมันไม่มีใคร

ผ่านมาเกือบครบปี 2561 ซีรี่ส์ที่ผมชอบสุดตอนนี้ก็ Ozark ซีซั่น 2
ย้อนความเดิมซักหน่อยครับ
Ozark ซีซั่น 1 เริ่มจากชีวิตของมาร์ตี้ เบิร์ด ที่ปรึกษาทางการเงินที่เก่งมาก
เขาเปิดบริษัทเล็กๆกับเพื่อนในชิคาโก บุคลิกของเขาเป็นคนเงียบๆมักคิดเล็กคิดน้อยและไม่โอ้อวด
เขาแต่งงานมา 22 ปีและในปีที่ 22 นี้เองที่เขาจับได้ว่าเมียมีชู้ แต่ด้วยบุคลิกของมาร์ตี้เขาไม่โวยวายให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขาจับได้แต่เก็บคลิปเมียมีเซ็กส์กับชายชู้แล้วเปิดดูเป็นระยะ(พร้อมครุ่นคิดอะไรในใจที่เราก็เดาไม่ถูก) พยายามประคองชีวิตครอบครัวลูกสองให้เดินหน้าต่อไป
เขารู้จักทะเลสาบ Ozark จากเพื่อนร่วมงานที่เพิ่งไปเที่ยวมา
Ozark อยู่แถวมิซซูรี่ตอนใต้มีนักท่องเที่ยวรวยๆนิยมไปล่องเรือเมื่อถึงฤดูท่องเที่ยว , มาร์ตี้ไม่ได้สนใจเกี่ยวกับ Ozark มากนักในตอนแรก
แต่มาร์ตี้ก็ต้องอพยพครอบครัวไป Ozark
หลังจากที่ลูกค้าของเขาซึ่งเป็นแก๊งค์ค้ายาเม็กซิโกจับได้ว่าเพื่อนของเขายักยอกเงินไปแปดล้านเหรียญ ทุกคนถูกฆ่าเกลี้ยง วินาทีสุดท้ายก่อนตาย มาร์ตี้ต่อรองว่าเขาสามารถคืนเงินแปดล้านเหรียญได้และจะฟอกเงินให้ได้เป็นหลักร้อยล้านในห้าปี ถ้าไว้ชีวิตเขาให้ไปฟอกเงินที่ Ozark ซึ่งเหมาะในการฟอกเงินมากกว่าชิคาโก้เพราะที่นั่นเป็นบ้านนอกห่างไกลสายตาจากเจ้าหน้าที่รัฐ
แก๊งค์ค้ายาสุดโหดให้โอกาสมาร์ตี้หาธุรกิจบังหน้าใน Ozark แล้วฟอกเงินให้ทันตามกำหนด
เมื่อไปถึง Ozark , มาร์ตี้เจออุปสรรคจากคนท้องถิ่นหลายกลุ่ม แต่ที่รับน้องเขาตั้งแต่วันแรกที่เหยียบ Ozark คือครอบครัวแลงมอร์ที่ยกเค้าเงินสดในกระเป๋าเขาไปก้อนใหญ่แถมยังวางแผนขโมยเงินก้อนที่เหลือแล้วจะฆ่ามาร์ตี้ทิ้ง
ในครอบครัวนี้มีตัวละครที่ผมชอบที่สุดของซีรี่เรื่องนี้
เธอชื่อ รูธ แลงมอร์
เธอเป็นมันสมอง เป็นคนวางแผน เป็นสติสัมปชัญญะของครอบครัว มีความเป็นผู้ใหญ่ที่สุดในบ้าน(ยิ่งกว่าอาทั้งสองที่แก่กว่า)และยังคอยบริหารการเงินแบบคิดถึงความยั่งยืน เช่น ตั้งใจเก็บเงินส่งให้ลูกพี่ลูกน้องเรียนต่อ เก็บเงินสร้างบ้าน สร้างความมั่นคงระยะยาว
ทุกสิ่งที่เธอเป็นตรงกันข้ามกับพ่อและอาๆของเธอแทบทั้งสิ้น

ครอบครัวแลงมอร์คือครอบครัวอาชญากร ถ้ามีหนทางหาเงินง่ายๆไม่ว่าจะขโมยหรือปล้นหรือฆ่า พวกเขาก็กล้าที่จะทำ
หัวโจกของครอบครัวแลงมอร์คือพ่อของรูธที่ติดคุกอยู่ เขาเป็นอาชญากรที่แค่พูดชื่อแล้วคนรู้จักล้วนขนลุก
เราสามารถเห็นภาพประวัติการเลี้ยงดูระหว่างพ่อกับรูธได้จากฉากเดียวในซีซั่นแรกตอนที่พ่อคุยกับลูกสาวผ่านลูกกรง
พ่อสอนให้รูธขโมยเงินมาร์ตี้ให้สำเร็จแล้วถ้าจำเป็นก็ฆ่ามาร์ตี้ทิ้งซะ เมื่อลูกมีสีหน้าไม่ค่อยดีตอนพูดเรื่องฆ่า พ่อก็บอกว่า “ครั้งแรกๆก็ตื่นเต้นหน่อยแหละ แต่ทำไปอาจสนุกก็ได้นะ เหมือนเสือชีตาร์กับเนื้อทราย (การฆ่า)มันเป็นการคัดสรรตามธรรมชาติ”
มีพ่อแบบนี้คนเดียวยังไม่พอ ขณะที่พ่อติดคุก ชีวิตประจำวันของเธอก็ต้องอยู่กับอาอีกสองคนซึ่งหาเลี้ยงชีพด้วยการลักทรัพย์เป็นงานอดิเรก จนคนแถบนั้นแค่พูดชื่อตระกูลนี้ก็รู้กันว่าเลวแค่ไหน
ซึ่งอาสองคนนี้แหละที่พาลูกชายและชวนรูธไปปล้นมาร์ตี้ในครั้งแรก

รูธเป็นวัยรุ่นฉลาดเข้าขั้นอัจฉริยะ
แต่การโตมากับสิ่งแวดล้อมที่ไม่ส่งเสริมด้านการศึกษา , โตมากับกรอบศีลธรรมที่ไม่เข้มแข็งและวงจรชีวิตแบบอาชญากรรมทำให้รูธหลุดไม่พ้นบ่วงแหการเป็นอาชญากรเหมือนพ่อกับอา
แต่เธอก็มีความหวังว่าลูกพี่ลูกน้องของเธอ(ลูกของอา)ที่ดูเป็นคนอ่อนไหว รักการอ่านวรรณกรรม มีแววจะเป็นศิลปินที่เก่งกาจจะสามารถมีชีวิตที่ดีกว่าคนรุ่นพ่อแม่
เธอจึงพยายามผลักให้เขาเรียนหนังสือให้จบแม้ว่าพ่อของเขา(อาของรูธ)จะไม่สนับสนุนการเรียนของลูกชาย
รูธคงคิดว่าเธอไม่สามารถจะมีอนาคตที่สดใสกว่านี้แต่ ‘จิตใจส่วนดีงาม’ของเธอก็หวังว่าเธอจะปกป้องลูกพี่ลูกน้องคนนี้จากความชั่วร้ายของพ่อกับอา ให้เขาไม่ต้องคำสาปครอบครัวแลงมอร์ที่ใครๆต่อใครตราหน้าว่าครอบครัวโจร
แต่ถึงรูธจะทำตัวเป็นผู้ใหญ่กว่าใครเสมือนหัวหน้าครอบครัวแลงมอร์
แต่สุดท้ายเธอก็ยังมีความเป็นมนุษย์ที่ต้องต่อสู้กับความรู้สึกถูกผิด
มีความเป็นวัยรุ่นที่เปราะบาง
มีความเป็นลูกที่ยังโหยหาความรักและการยอมรับจากพ่อ
เธอจำต้องทำเรื่องชั่วๆเพราะผู้ใหญ่ใกล้ตัวรวมถึงสังคมไม่เคยยื่น ‘ทางเลือก’ ในการใช้ชีวิตแบบสุจริตแล้วตอบแทนอย่างสมควรที่จะได้รับ
ตรงกันข้ามกับการทำชั่วที่ครอบครัวของเธอชื่นชมเสมอเมื่อเธอสามารถหาเงินหรือช่องทางร่ำรวยมาได้ แถมถ้าเธอเผยจิตใจดีงามหรืออ่อนไหวก็จะถูกพ่อด่าแสดงออกชัดเจนว่าไม่ยอมรับ(reject)เธอในฐานะลูก
นี่คือตัวอย่างปัจจัยทางสังคม , พฤติกรรมร้ายๆของรูธเป็นความชั่วร้ายที่สังคมสร้างขึ้นและเป็นผลจากการที่ครอบครัวและสังคมกด ‘ความดีงาม’ ของคนหนึ่งคนไม่ให้ได้เติบโต
น่าจะมีคนแบบรูธในโลกความเป็นจริงอีกมาก ชีวิตที่ประกอบด้วยทั้งด้านดีและชั่ว แต่ไม่มีโอกาสเติบโตในสังคมที่ส่งเสริมด้านดี
หากสังคมสามารถให้โอกาสและตอบสนอง ‘จิตใจด้านดี’ของเขาและเธอเหล่านั้นเหมือนมาร์ตี้กระทำต่อรูธ เป็นกระจกที่สะท้อนให้เธอเห็นในด้านดีที่มีอยู่ ,
เราก็อาจจะได้คนดีๆเพิ่มมาอีกหนึ่งคน
โลกของเราก็จะมีคนที่ทำให้โลกน่าอยู่เพิ่มอีกหนึ่งคน
แต่หากเราเป็นแบบพ่อกับอาของรูธ เป็นแบบคนในเมืองรูธที่ตัดสินแต่ ‘จิตใจด้านชั่วร้าย’ ตัดสินว่าเธอเป็นคนชั่วร้าย ไม่ให้โอกาสเพราะคิดว่าคนแบบนี้ไม่มีวันทำอะไรดีๆ เป็นกระจกที่เธอส่องทุกวันเห็นแต่ความชั่วในตัว ไม่เชื่อในความดีงามของตัวเอง
เธอก็อาจจะดำเนินชีวิตตามเพลงพี่เบิร์ดที่ร้องไว้ว่า “เป็นคนดีแล้วมันไม่มีใคร อยากจะเลว อยากเลวให้มันรู้ไป เผื่อมีใครซักคนต้องการก็พอ”
แล้วเราก็จะได้อาชญากรเพิ่มอีกหนึ่งคน มีคดีอาชญากรรมเพิ่มขึ้นอีกมากมายตามมา
ซึ่งก็ต้องเข้าใจว่าไม่ใช่เพราะคนๆนั้นเกิดมาเลว แต่เพราะด้านเลวของเขาเท่านั้นที่โลกมองเห็นแล้วตอบแทน

Conflict สำคัญในชีวิตของรูธเกิดขึ้นเมื่อเธอพบกับมาร์ตี้
แรกพบเธอก็มีปฏิสัมพันธ์กับเขาตามสัญชาติญาณโจรของครอบครัว คือร่วมทีมกับอาขโมยเงินของมาร์ตี้ แถมยังเห็นด้วยกับอาที่จะฆ่ามาร์ตี้เพื่อเอาเงินทั้งหมด
แต่ก็อย่างที่ว่าไว้ครับ เนื้อแท้ของรูธเป็นคนดีเพียงแต่เธอไม่เคยได้รับโอกาสที่จะเป็นคนดี
เมื่อมาร์ตี้-ชายแปลกหน้าจากชิคาโกจริงใจกับเธอ มองเห็นความปราดเปรื่องของเธอแล้วจ้างเธอมาช่วยบริหารธุรกิจบาร์เปลื้องผ้า มอบความไว้วางใจให้ดูแลประหนึ่งหุ้นส่วน
รูธก็เริ่มเห็นเส้นทางชีวิตใหม่ที่ไม่ต้องทำเรื่องชั่วๆเลวๆตามเส้นทางเดิมของตระกูล
5 ข้อต่อไปนี้คือสิ่งที่มาร์ตี้ทำแต่ครอบครัวของรูธไม่เคยทำ
(1) เขาให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม เรียกได้ว่าแฟร์ๆค่อนไปทางใจกว้างด้วย
(2) เขามองเห็น ‘เนื้อใน (ความเก่ง , ความซื่อสัตย์ , ความเป็นเด็ก ฯลฯ) ของรูธ’ ในขณะที่คนอื่นเช่นเจ้าของภัตตาคารเวลามองรูธก็เห็นแต่เงาของครอบครัวโจร หรือไม่ก็มองเธอก็ติดภาพพ่อสุดชั่วของเธอ
แต่มาร์ตี้เห็นรูธ ก็คือ รูธ แลงมอร์ ไม่ใช่อาชญากรหรือเงาของพ่ออย่างที่คนอื่นตัดสิน หรือน่าจะเรียกได้ว่าเขายอมรับทั้งสองด้าน(ดี,ชั่ว)ในตัวเธอ (ตรงข้ามกับทั้งโลกที่สนแต่ด้านชั่วร้าย)
(3) เขาเชื่อมั่นในตัวเธอ งานที่เขามอบให้ล้วนส่งเสริมศักยภาพที่เธอมีอยู่ให้ได้โชว์ออกมา
(4) เขาช่วยส่งเสริม self esteem (การนับถือตัวเอง)ในตัวรูธให้ดีขึ้นผ่านงานสุจริตที่เธอทำ ซึ่งต่างจากที่ผ่านมา เพราะพ่อกับลุงของเธอจะชื่นชมให้เธอมี self esteem ก็ต่อเมื่อไปทำเรื่องชั่วๆให้ครอบครัวมีเงินใช้
(5) เขาสนับสนุนเส้นทางชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับรูธ ตรงข้ามกับพ่อและอาที่พยายามกรอกหูลูกหลานว่าครอบครัวแลงมอร์เป็นได้แค่อาชญากร อย่าริหวังสูงไปไกลกว่านั้น
มาร์ตี้พยายามดันรูธให้มีแสงสว่าง ส่วนพ่อกับอามีแต่พยายามจะดับความสว่างแล้วบังคับให้รูธกับลูกพี่ลูกน้องเคยชินกับความมืด
เมื่อพ่อแม่ไม่ได้ทำหน้าที่พ่อแม่ที่ดีมีแต่ฉุดอนาคตลูกให้ชิบหายและเลี้ยงลูกให้ชั่วร้าย แต่คนแปลกหน้ามาทำหน้าที่คล้ายพ่อแม่ที่มอบแต่สิ่งดีๆและเปลี่ยนให้มีชีวิตที่ดีกว่า
เส้นทางชีวิตจึงเกิดสองเส้นที่ต้องเลือกต่างกันราวกับสวนทางกัน
ถ้าเราเป็นรูธก็คงตัดสินใจยากนะครับ เพราะแม้พ่อจะชั่วร้ายแต่เขาก็คือผู้ให้กำเนิด และก็ยังมีปกป้อง ห่วงใยรูธอยู่บ้างแม้ว่าส่วนใหญ่เขาจะทำดีกับลูกก็เมื่อหวังผลตอบแทน(และผมว่าหนังมีแทรกกลิ่นจางๆของ abuse และ incest อยู่เหมือนกัน) แต่ก็ด้วยส่วนของความเป็นพ่อ เพียงเท่านี้ก็มากพอที่จะทำให้รูธเกิดภาวะ Love/Hate ที่ ambivalence อย่างรุนแรง
การตัดสินใจที่หนักหน่วงที่สุดในชีวิตของรูธในซีซั่นหนึ่งจึงมีอยู่สองตอน
(1) จะฆ่าหรือไม่ฆ่ามาร์ตี้
(2) จะฆ่าหรือไม่ฆ่าอา (เพื่อปกป้องมาร์ตี้เพราะอากำลังจะไปฆ่ามาร์ตี้)
และการตัดสินใจที่ยากของเธอในซีซั่น 2 ก็ยิ่งยากขึ้นไปอีกเมื่อพ่อตัวจริงออกจากคุกมา แล้วพยายามดึงเธอเข้าด้านมืด ส่วนมาร์ตี้ซึ่งเคยมีเวลาให้เธอบ้างก็โดนบีบอย่างหนักจากแก๊งค้ายาจนแทบไม่ได้สนใจเธอ
ทำให้เธอต้องเลือกว่าจะทำเพื่อพ่อด้วยการหักหลังมาร์ตี้ หรือยังจะปกป้องมาร์ตี้แล้วปล่อยให้พ่อเล่นงานเธอ

ไม่ใช่แค่บทรูธที่เขียนมาดีอย่างเดียวครับ นักแสดงJulia Garnerที่รับบทนี้ก็เก่งมาก
เธอถ่ายทอด ‘ความแรง’ กับ ‘ความฉลาด’ ตั้งแต่วินาทีแรกที่ปรากฎตัวในซีซั่นหนึ่ง จากนั้นก็ฉายแสงเจิดจ้าทุกครั้งที่มีบท ขโมยซีนจากนักแสดงรุ่นใหญ่แบบไม่เกรงใจใครทั้งสิ้น
มันคือบทที่แสดงให้เห็นพัฒนาการที่น่าสนใจ ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ใช่แค่บทนี้นะครับ ซีรี่ส์ Ozark ก็เป็นซีรี่ส์ที่มีพัฒนาการของตัวละครน่าสนใจหลายคน ยิ่งซีซั่นสองนี่จะเห็นว่าพัฒนาการตัวละครหลักที่เปลี่ยนแปลงไปมีผลต่อเส้นเรื่องและชะตาชีวิตของครอบครัวกันเลยทีเดียว
ซึ่งความน่าสนใจที่ว่าผมจะขอยกไปในบล็อกหน้าครับ เราจะไปโฟกัสที่ตัวเอกอย่างนายมาร์ตี้และภรรยา
