
ทำไมเรายังกระหายน้ำ (เป็นทุกข์) กันอยู่
ถาม: หนูขอถามในยอห์น 4:14 ค่ะ
ตอบ:
- น้ำ คือสันติสุข
- บ่อน้ำพุ คือบ่อสันติสุข
- ไม่กระหายอีกเลย คือคริสเตียนปกติควรจะได้ดื่มสุขนี้แบบไม่กระหายอีก — แต่คริสเตียนมากมายยังกระหายยังเป็นทุกข์ สาเหตุเป็นเพราะว่าเขาดื่มไม่เป็น
- บ่อสันติสุขนี้ คือพระคริสต์ที่เป็นพระวิญญาณ ทรงเป็นบ่อน้ำพุในวิญญาณเราเพื่อให้เรารับทุกวันและเวลา
เราไม่ต้องขอเพราะทรงประทานให้เราแล้ว >>> ยน. 4:14 “จะกลายเป็นบ่อน้ำพุที่อยู่ภายในตัวเขา…”
เรายิ้ม ขอบพระคุณ และเชื่อว่าได้รับก็จะได้สัมผัส เมื่อฝึกนานเข้า สุขนี้จะไม่หายไปไหนเลย
(ความสงบสุขภายในจิตใจ — Peace at Heart with God เราได้รับเมื่อเข้าสู่บทเรียน 001–003 แต่การได้ดื่มพระเยซู/ความชื่นชมยินดี — Joy เราได้จาก 004)
2 ทธ. 1:4 แปลกรีก “เพื่อข้าพเจ้าจะเต็มล้นแล้วด้วยสันติสุขความชื่นชมยินดี”(เต็มล้นแล้ว)

จากหนังสือยอห์น บทที่ 4
“บ่อน้ำพุอยู่ในคุณแล้ว ขอทำไม”
1. ยอห์นบทที่ 4 พระเยซูคือสันติสุขทุกวันเวลาของเรา
2. นมัสการในวิญญาณ ไม่ใช่ด้วยวิญญาณ
3. พระเจ้าจะไม่อยู่ที่ตึกอีกแล้ว (พระวิหารและทุกอาคารทุกสถานที่ แต่จะเข้ามาอยู่ในเรา)
4. อาหารหรือน้ำดื่มของคนบาปที่กลับใจคือพระเยซู (พระเยซูคือน้ำแห่งชีวิต หรือสันติสุขของคนบาปที่กลับใจ) แต่อาหารของพระเยซูคือกระทำตามน้ำพระทัยของพระบิดา
4:1 เหตุฉะนั้นเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทราบว่า พวกฟาริสีได้ยินว่าพระเยซูทรงมีสาวก และให้บัพติศมามากกว่ายอห์น
4:2 (แม้ว่าพระเยซูไม่ได้ทรงให้บัพติศมาเอง แต่สาวกของพระองค์เป็นผู้ให้)
4:3 พระองค์จึงเสด็จออกจากแคว้นยูเดีย และกลับไปยังแคว้นกาลิลีอีก
4:4 พระองค์จำต้องเสด็จผ่านแคว้นสะมาเรีย
- ประเทศอิสราเอลสมัยนั้นมีสามแคว้น คือ 1. กาลิลี (ภาคเหนือ) 2. สะมาเรีย (ภาคกลาง) และ 3. ยูเดีย (ภาคใต้ — นครหลวง)
- ชาวยิวรังเกียจชาวสะมาเรีย เพราะว่าพวกเขาเป็นชาวยิวผสม และแต่งงานกับต่างชาติ
- เมื่อชาวอิสราเอลที่อยู่ภาคใต้จะเดินทางขึ้นเหนือ และที่อยู่ภาคเหนือจะเดินทางลงใต้ พวกเขาจะเลือกเดินทางที่อยู่รอบๆ และไม่เดินผ่านแคว้นสะมาเรียโดยเด็ดขาด
- แต่พระเยซูและสาวกเลือกเดินทางผ่านแคว้นสะมาเรีย เพื่อช่วยผู้หญิงคนหนึ่ง และชาวสะมาเรียอีกมากมายให้ถึงความรอด
4:5 พระองค์จึงเสด็จไปถึงเมืองหนึ่งชื่อสิคาร์ ในแคว้นสะมาเรีย ใกล้ที่ดินซึ่งยาโคบให้แก่โยเซฟบุตรชายของตน
- ปฐก. 33:18–19; 48:22; ยชว. 24:32
4:7 มีหญิงชาวสะมาเรียคนหนึ่งมาตักน้ำ พระเยซูตรัสกับนางว่า “ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง” (มีอะไรที่จะให้เราดื่มบ้าง)
- เป็นคำถามที่พระเจ้าทรงถามมนุษย์ว่า “เจ้ามีอะไรให้เราบ้าง” หรือมีอะไรมาถวายให้เราไหม เป็นคำถามที่ต้องการย้ำเพื่อให้เรายอมรับว่าเราไม่มีอะไร หรือไม่มีอะไรดีเพียงพอที่จะถวายพระเจ้าได้ นอกจากชีวิตที่เหี่ยวแห้งและขาดสุข ที่ต้องไปหาสุขมาดื่มกิน เพื่อประทังหัวใจที่ขมขื่น ทุกข์ระทม เดียวดาย ว้าเหว่ และถูกโลกรังแก
4:9 หญิงชาวสะมาเรียทูลพระองค์ว่า “ไฉนท่านผู้เป็นยิว จึงขอน้ำดื่มจากดิฉัน ผู้เป็นหญิงสะมาเรีย เพราะพวกยิวไม่คบหาชาวสะมาเรียเลย”
- ผู้หญิงคนนี้ไม่เข้าใจคำถามที่เน้นเรื่องสันติสุขของพระเยซู
- เพราะพวกยิวไม่คบหาชาวสะมาเรียเลย — นางพูดถูก เพราะว่าชาวสะมาเรียรู้ดีว่า ชาวยิวที่ไม่ใช่ลูกผสมรังเกียจพวกเขา
4:10 พระเยซูตรัสตอบนางว่า”ถ้าเจ้าได้รู้จักของประทานของพระเจ้า และรู้จักผู้ที่พูดกับเจ้าว่า `ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง’ เจ้าจะได้ขอจากท่านผู้นั้น และท่านผู้นั้นจะให้น้ำประกอบด้วยชีวิตแก่เจ้า”
- ของประทานของพระเจ้า คือชีวิตนิรันดร์ ที่มีความรอด ความหวัง และพระพรฝ่ายวิญญาณอย่างครบถ้วน
- น้ำ ในที่นี้คือสันติสุข ที่พระเยซูเสนอให้หญิงต่างชาติคนนี้
4:11 นางทูลพระองค์ว่า “ท่านเจ้าคะ ท่านไม่มีถังตัก และบ่อนี้ก็ลึก ท่านจะได้น้ำประกอบด้วยชีวิตนั้นมาจากไหน
4:12 ท่านเป็นใหญ่กว่ายาโคบ บรรพบุรุษของเรา ผู้ได้ให้บ่อน้ำนี้แก่เราหรือ และยาโคบเองก็ได้ดื่มจากบ่อนี้ รวมทั้งบุตรและฝูงสัตว์ของท่านด้วย”
- นางพูดถึงเรื่องฝ่ายเนื้อหนัง แต่พระเยซูพูดถึงเรื่องฝ่ายวิญญาณ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน
- ผู้เชื่อมากมายที่เชื่อพระเจ้า และมีพระเยซูเป็นพระผู้ไถ่ แต่ไม่รู้จักความหมายฝ่ายวิญญาณ และนี่คือเหตุผลที่ผู้เชื่อมากมายเปลี่ยนคริสเตียนกลายเป็นศาสนาในที่สุด
4:13 พระเยซูตรัสตอบนางว่า “ผู้ใดที่ดื่มน้ำนี้จะกระหายอีก
- ความสุขและความพอใจที่โลกให้เจ้า จะไม่ทำให้เจ้าพอใจและอิ่มใจได้ตลอดไป
4:14 แต่ผู้ใดที่ดื่มน้ำซึ่งเราจะให้แก่เขานั้นจะไม่กระหายอีกเลย แต่น้ำซึ่งเราจะให้เขานั้นจะบังเกิดเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขา พลุ่งขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์”
- จะไม่กระหายอีกเลย — ตราบใดที่เราอยู่ในพระคริสต์ สนิทสนมกับพระองค์ในพระวิญญาณ เราจะไม่กระหายอีกเลย เป็นชีวิตที่เหมือนต้นไม้ที่ได้รับการหล่อเลี้ยงจากแม่น้ำอยู่เสมอ
- จะบังเกิดเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขา — เมื่อเราเชื่อ พระคริสต์จะเข้ามาอยู่ในวิญญาณของเรา และพระคริสต์เองคือบ่อน้ำพุแห่งชีวิต หรือสันติสุขของเราที่อยู่ในวิญญาณของเรา
- พลุ่งขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์ — ไม่ใช่ถึงความรอด แต่เป็นการได้รับสุข และชื่นชมยินดีอย่างมากมายเหลือล้น (รับพระวิญญาณอย่างไม่มีขีดจำกัด) หรือเต็มล้นด้วยพระวิญญาณ) จนเรายอมตายหรือทำอะไรก็ได้เพื่อพระเจ้า นี่คือชีวิตที่กระตือรือร้น และเต็มด้วยน้ำแห่งชีวิตพระวิญญาณของผู้ชนะครับ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในแต่ละวันก็สุขได้
4:15 นางทูลพระองค์ว่า “ท่านเจ้าคะ ขอน้ำนั้นให้ดิฉันเถิด เพื่อดิฉันจะได้ไม่กระหายอีก และจะได้ไม่ต้องมาตักที่นี่”
- ผู้เชื่อมากมายกำลังขอพระเจ้าเหมือนผู้หญิงคนนี้ ที่ขอน้ำฝ่ายร่างกายเพื่อทุเลาความหิวกระหาย หรือความสุขฝ่ายร่างกายเนื้อหนัง แต่สิ่งที่พระเจ้าจะให้ในยุคนี้ คือพระพรฝ่ายวิญญาณเท่านั้น เพื่อให้เขาทนต่อปัญหาและอุปสรรคที่จะเข้ามาในแต่ละวันได้
4:16 พระเยซูตรัสกับนางว่า “ไปเรียกสามีของเจ้ามานี่เถิด”
- พระเจ้าใช้คำพูดนี้กับเรา เพื่อเปิดเผยให้เรารู้ว่าเราเป็นคนบาป เคยทำบาป และมีบาปมากมายเหมือนผู้หญิงคนนี้
4:21 พระเยซูตรัสกับนางว่า “หญิงเอ๋ย เชื่อเราเถิด จะมีเวลาหนึ่งที่พวกเจ้าจะมิได้ไหว้นมัสการพระบิดาเฉพาะที่ภูเขานี้ หรือที่กรุงเยรูซาเล็ม
4:22 ซึ่งพวกเจ้านมัสการนั้นเจ้าไม่รู้จัก ซึ่งพวกเรานมัสการเรารู้จัก เพราะความรอดนั้นเนื่องมาจากพวกยิว
4:23 แต่เวลานั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดาในวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้นนมัสการพระองค์
- เมื่อถึงยุคพระคุณ ผู้เชื่อทุกคนมีพระเจ้าทั้งสามพระภาคอยู่กับเขา เรือนของพระเจ้าคือวิญญาณของผู้เชื่อ และพระเจ้าย้ายที่ประทับจากพระวิหารในกรุงเยรูซาเล็มมาอยู่ในเราแล้ว เพราะฉะนั้น การนมัสการพระเจ้าจึงต้องนมัสการในวิญญาณและในความจริง ไม่ใช่ในสถานที่ใดหนึ่งอีกต่อไป ที่ไหนก็ได้ที่มีผู้เชื่อ ที่นั่นเรานมัสการพระเจ้าได้
- ด้วยวิญญาณ คือคำแปลที่ผิด คำที่แปลถูกคือในวิญญาณ (“In the Spirit” not “By the Spirit”) By the Spirit คือด้วยวิญญาณ แต่ In the Spirit คือในวิญญาณ
4:24 พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง”
- เมื่อพระเจ้าทรงประทับอยู่ที่พระวิหาร ทรงประทับที่นั่นชั่วคราว จนกว่าเรือนที่แท้จริงของพระเจ้าคือผู้เชื่อจะถูกก่อสร้างสำเร็จ และเมื่อพระเยซูทรงเป็นขึ้นจากตาย และมาจัดเตรียมบ้านเรือนของพระบิดา พระเจ้าจึงมีเรือนที่ถาวร และเราสามารถสามัคคีธรรมกับพระเจ้า หรือเข้าสนิทในพระเจ้าในวิญญาณได้ทุกวัน และตลอดไปเป็นนิตย์
- เมื่อถึงโลกหน้า พระวิญญาณก็ยังอยู่กับเรา และตลอดไปไม่มีวันพรากจากกันไปได้อีกเลย อาเมน (มธ. 13:43 พระเยซูตรัสว่า คราวนั้นผู้ชอบธรรมจะส่องแสงอยู่ในอาณาจักรพระบิดาของเขาดุจดวงอาทิตย์ ใครมีหูจงฟังเถิด ส่องแสง ในที่นี้คือพระคริสต์ในเราเป็นผู้ส่องแสงผ่านชีวิตของเรา เพราะว่าเราไม่มีแสงที่จะส่องได้)

