ทำไมเรายังกระหายน้ำ (เป็นทุกข์) กันอยู่

C. I.
C. I.
Jul 10, 2017 · 2 min read

ถาม: หนูขอถามในยอห์น 4:14 ค่ะ

ตอบ:

  1. น้ำ คือสันติสุข
  2. บ่อน้ำพุ คือบ่อสันติสุข
  3. ไม่กระหายอีกเลย คือคริสเตียนปกติควรจะได้ดื่มสุขนี้แบบไม่กระหายอีก — แต่คริสเตียนมากมายยังกระหายยังเป็นทุกข์ สาเหตุเป็นเพราะว่าเขาดื่มไม่เป็น
  4. บ่อสันติสุขนี้ คือพระคริสต์ที่เป็นพระวิญญาณ ทรงเป็นบ่อน้ำพุในวิญญาณเราเพื่อให้เรารับทุกวันและเวลา

เราไม่ต้องขอเพราะทรงประทานให้เราแล้ว >>> ยน. 4:14 “จะกลายเป็นบ่อน้ำพุที่อยู่ภายในตัวเขา…”

เรายิ้ม ขอบพระคุณ และเชื่อว่าได้รับก็จะได้สัมผัส เมื่อฝึกนานเข้า สุขนี้จะไม่หายไปไหนเลย

(ความสงบสุขภายในจิตใจ — Peace at Heart with God เราได้รับเมื่อเข้าสู่บทเรียน 001–003 แต่การได้ดื่มพระเยซู/ความชื่นชมยินดี — Joy เราได้จาก 004)

2 ทธ. 1:4 แปลกรีก “เพื่อข้าพเจ้าจะเต็มล้นแล้วด้วยสันติสุขความชื่นชมยินดี”(เต็มล้นแล้ว)

จากหนังสือยอห์น บทที่ 4
“บ่อน้ำพุอยู่ในคุณแล้ว ขอทำไม”

1. ยอห์นบทที่ 4 พระเยซูคือสันติสุขทุกวันเวลาของเรา
2. นมัสการในวิญญาณ ไม่ใช่ด้วยวิญญาณ
3. พระเจ้าจะไม่อยู่ที่ตึกอีกแล้ว (พระวิหารและทุกอาคารทุกสถานที่ แต่จะเข้ามาอยู่ในเรา)
4. อาหารหรือน้ำดื่มของคนบาปที่กลับใจคือพระเยซู (พระเยซูคือน้ำแห่งชีวิต หรือสันติสุขของคนบาปที่กลับใจ) แต่อาหารของพระเยซูคือกระทำตามน้ำพระทัยของพระบิดา


4:1 เหตุฉะนั้นเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทราบว่า พวกฟาริสีได้ยินว่าพระเยซูทรงมีสาวก และให้บัพติศมามากกว่ายอห์น

4:2 (แม้ว่าพระเยซูไม่ได้ทรงให้บัพติศมาเอง แต่สาวกของพระองค์เป็นผู้ให้)

4:3 พระองค์จึงเสด็จออกจากแคว้นยูเดีย และกลับไปยังแคว้นกาลิลีอีก

4:4 พระองค์จำต้องเสด็จผ่านแคว้นสะมาเรีย

  • ประเทศอิสราเอลสมัยนั้นมีสามแคว้น คือ 1. กาลิลี (ภาคเหนือ) 2. สะมาเรีย (ภาคกลาง) และ 3. ยูเดีย (ภาคใต้ — นครหลวง)
  • ชาวยิวรังเกียจชาวสะมาเรีย เพราะว่าพวกเขาเป็นชาวยิวผสม และแต่งงานกับต่างชาติ
  • เมื่อชาวอิสราเอลที่อยู่ภาคใต้จะเดินทางขึ้นเหนือ และที่อยู่ภาคเหนือจะเดินทางลงใต้ พวกเขาจะเลือกเดินทางที่อยู่รอบๆ และไม่เดินผ่านแคว้นสะมาเรียโดยเด็ดขาด
  • แต่พระเยซูและสาวกเลือกเดินทางผ่านแคว้นสะมาเรีย เพื่อช่วยผู้หญิงคนหนึ่ง และชาวสะมาเรียอีกมากมายให้ถึงความรอด

4:5 พระองค์จึงเสด็จไปถึงเมืองหนึ่งชื่อสิคาร์ ในแคว้นสะมาเรีย ใกล้ที่ดินซึ่งยาโคบให้แก่โยเซฟบุตรชายของตน

  • ปฐก. 33:18–19; 48:22; ยชว. 24:32

4:7 มีหญิงชาวสะมาเรียคนหนึ่งมาตักน้ำ พระเยซูตรัสกับนางว่า “ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง” (มีอะไรที่จะให้เราดื่มบ้าง)

  • เป็นคำถามที่พระเจ้าทรงถามมนุษย์ว่า “เจ้ามีอะไรให้เราบ้าง” หรือมีอะไรมาถวายให้เราไหม เป็นคำถามที่ต้องการย้ำเพื่อให้เรายอมรับว่าเราไม่มีอะไร หรือไม่มีอะไรดีเพียงพอที่จะถวายพระเจ้าได้ นอกจากชีวิตที่เหี่ยวแห้งและขาดสุข ที่ต้องไปหาสุขมาดื่มกิน เพื่อประทังหัวใจที่ขมขื่น ทุกข์ระทม เดียวดาย ว้าเหว่ และถูกโลกรังแก

4:9 หญิงชาวสะมาเรียทูลพระองค์ว่า “ไฉนท่านผู้เป็นยิว จึงขอน้ำดื่มจากดิฉัน ผู้เป็นหญิงสะมาเรีย เพราะพวกยิวไม่คบหาชาวสะมาเรียเลย”

  • ผู้หญิงคนนี้ไม่เข้าใจคำถามที่เน้นเรื่องสันติสุขของพระเยซู
  • เพราะพวกยิวไม่คบหาชาวสะมาเรียเลย — นางพูดถูก เพราะว่าชาวสะมาเรียรู้ดีว่า ชาวยิวที่ไม่ใช่ลูกผสมรังเกียจพวกเขา

4:10 พระเยซูตรัสตอบนางว่า”ถ้าเจ้าได้รู้จักของประทานของพระเจ้า และรู้จักผู้ที่พูดกับเจ้าว่า `ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง’ เจ้าจะได้ขอจากท่านผู้นั้น และท่านผู้นั้นจะให้น้ำประกอบด้วยชีวิตแก่เจ้า”

  • ของประทานของพระเจ้า คือชีวิตนิรันดร์ ที่มีความรอด ความหวัง และพระพรฝ่ายวิญญาณอย่างครบถ้วน
  • น้ำ ในที่นี้คือสันติสุข ที่พระเยซูเสนอให้หญิงต่างชาติคนนี้

4:11 นางทูลพระองค์ว่า “ท่านเจ้าคะ ท่านไม่มีถังตัก และบ่อนี้ก็ลึก ท่านจะได้น้ำประกอบด้วยชีวิตนั้นมาจากไหน

4:12 ท่านเป็นใหญ่กว่ายาโคบ บรรพบุรุษของเรา ผู้ได้ให้บ่อน้ำนี้แก่เราหรือ และยาโคบเองก็ได้ดื่มจากบ่อนี้ รวมทั้งบุตรและฝูงสัตว์ของท่านด้วย”

  • นางพูดถึงเรื่องฝ่ายเนื้อหนัง แต่พระเยซูพูดถึงเรื่องฝ่ายวิญญาณ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน
  • ผู้เชื่อมากมายที่เชื่อพระเจ้า และมีพระเยซูเป็นพระผู้ไถ่ แต่ไม่รู้จักความหมายฝ่ายวิญญาณ และนี่คือเหตุผลที่ผู้เชื่อมากมายเปลี่ยนคริสเตียนกลายเป็นศาสนาในที่สุด

4:13 พระเยซูตรัสตอบนางว่า “ผู้ใดที่ดื่มน้ำนี้จะกระหายอีก

  • ความสุขและความพอใจที่โลกให้เจ้า จะไม่ทำให้เจ้าพอใจและอิ่มใจได้ตลอดไป

4:14 แต่ผู้ใดที่ดื่มน้ำซึ่งเราจะให้แก่เขานั้นจะไม่กระหายอีกเลย แต่น้ำซึ่งเราจะให้เขานั้นจะบังเกิดเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขา พลุ่งขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์”

  • จะไม่กระหายอีกเลย — ตราบใดที่เราอยู่ในพระคริสต์ สนิทสนมกับพระองค์ในพระวิญญาณ เราจะไม่กระหายอีกเลย เป็นชีวิตที่เหมือนต้นไม้ที่ได้รับการหล่อเลี้ยงจากแม่น้ำอยู่เสมอ
  • จะบังเกิดเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขา — เมื่อเราเชื่อ พระคริสต์จะเข้ามาอยู่ในวิญญาณของเรา และพระคริสต์เองคือบ่อน้ำพุแห่งชีวิต หรือสันติสุขของเราที่อยู่ในวิญญาณของเรา
  • พลุ่งขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์ — ไม่ใช่ถึงความรอด แต่เป็นการได้รับสุข และชื่นชมยินดีอย่างมากมายเหลือล้น (รับพระวิญญาณอย่างไม่มีขีดจำกัด) หรือเต็มล้นด้วยพระวิญญาณ) จนเรายอมตายหรือทำอะไรก็ได้เพื่อพระเจ้า นี่คือชีวิตที่กระตือรือร้น และเต็มด้วยน้ำแห่งชีวิตพระวิญญาณของผู้ชนะครับ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในแต่ละวันก็สุขได้

4:15 นางทูลพระองค์ว่า “ท่านเจ้าคะ ขอน้ำนั้นให้ดิฉันเถิด เพื่อดิฉันจะได้ไม่กระหายอีก และจะได้ไม่ต้องมาตักที่นี่”

  • ผู้เชื่อมากมายกำลังขอพระเจ้าเหมือนผู้หญิงคนนี้ ที่ขอน้ำฝ่ายร่างกายเพื่อทุเลาความหิวกระหาย หรือความสุขฝ่ายร่างกายเนื้อหนัง แต่สิ่งที่พระเจ้าจะให้ในยุคนี้ คือพระพรฝ่ายวิญญาณเท่านั้น เพื่อให้เขาทนต่อปัญหาและอุปสรรคที่จะเข้ามาในแต่ละวันได้

4:16 พระเยซูตรัสกับนางว่า “ไปเรียกสามีของเจ้ามานี่เถิด”

  • พระเจ้าใช้คำพูดนี้กับเรา เพื่อเปิดเผยให้เรารู้ว่าเราเป็นคนบาป เคยทำบาป และมีบาปมากมายเหมือนผู้หญิงคนนี้

4:21 พระเยซูตรัสกับนางว่า “หญิงเอ๋ย เชื่อเราเถิด จะมีเวลาหนึ่งที่พวกเจ้าจะมิได้ไหว้นมัสการพระบิดาเฉพาะที่ภูเขานี้ หรือที่กรุงเยรูซาเล็ม

4:22 ซึ่งพวกเจ้านมัสการนั้นเจ้าไม่รู้จัก ซึ่งพวกเรานมัสการเรารู้จัก เพราะความรอดนั้นเนื่องมาจากพวกยิว

4:23 แต่เวลานั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดาในวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้นนมัสการพระองค์

  • เมื่อถึงยุคพระคุณ ผู้เชื่อทุกคนมีพระเจ้าทั้งสามพระภาคอยู่กับเขา เรือนของพระเจ้าคือวิญญาณของผู้เชื่อ และพระเจ้าย้ายที่ประทับจากพระวิหารในกรุงเยรูซาเล็มมาอยู่ในเราแล้ว เพราะฉะนั้น การนมัสการพระเจ้าจึงต้องนมัสการในวิญญาณและในความจริง ไม่ใช่ในสถานที่ใดหนึ่งอีกต่อไป ที่ไหนก็ได้ที่มีผู้เชื่อ ที่นั่นเรานมัสการพระเจ้าได้
  • ด้วยวิญญาณ คือคำแปลที่ผิด คำที่แปลถูกคือในวิญญาณ (“In the Spirit” not “By the Spirit”) By the Spirit คือด้วยวิญญาณ แต่ In the Spirit คือในวิญญาณ

4:24 พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง”

  • เมื่อพระเจ้าทรงประทับอยู่ที่พระวิหาร ทรงประทับที่นั่นชั่วคราว จนกว่าเรือนที่แท้จริงของพระเจ้าคือผู้เชื่อจะถูกก่อสร้างสำเร็จ และเมื่อพระเยซูทรงเป็นขึ้นจากตาย และมาจัดเตรียมบ้านเรือนของพระบิดา พระเจ้าจึงมีเรือนที่ถาวร และเราสามารถสามัคคีธรรมกับพระเจ้า หรือเข้าสนิทในพระเจ้าในวิญญาณได้ทุกวัน และตลอดไปเป็นนิตย์
  • เมื่อถึงโลกหน้า พระวิญญาณก็ยังอยู่กับเรา และตลอดไปไม่มีวันพรากจากกันไปได้อีกเลย อาเมน (มธ. 13:43 พระเยซูตรัสว่า คราวนั้นผู้ชอบธรรมจะส่องแสงอยู่ในอาณาจักรพระบิดาของเขาดุจดวงอาทิตย์ ใครมีหูจงฟังเถิด ส่องแสง ในที่นี้คือพระคริสต์ในเราเป็นผู้ส่องแสงผ่านชีวิตของเรา เพราะว่าเราไม่มีแสงที่จะส่องได้)

ที่มา

C. I.

Written by

C. I.

เว็บไซต์ใหม่ของเราครับ ค้นหาคำตอบได้ที่นี่ มานาที่ซ่อนไว้ >> https://wemanna.com/

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade