นั่งรถไฟไปกาญจนบุรี

เล่าเรื่องด้วยภาพ

เริ่มแรกเลย เรากับเพื่อนมีความคิดว่าจะไปไหนกันดี กับวันหยุดอีก 2 สัปดาห์ที่จะมาถึง คุยกันไปสรุปแล้วก็นั่งรถไฟไปกาญฯ โทรจองที่พักบางที่ก็เต็ม จนเราได้ที่นี่ บ้านริมแคว-แพริมน้ำ ส่วนการเดินทางเอาง่ายๆ เลยคือ นั่งรถไฟ

3:00 am ไม่รู้จะรีบตื่นกันไปทำไม 4:00 am เราเรียก All Thai Taxi ให้มารับ สุดท้ายเราก็มาถึงก่อนเวลาซื้อตั๋ว

จากสถานีรถไฟธนบุรี ไปยัง สะพานถ้ำกระแซ ต้องซื้อตั๋วรถไฟเที่ยว ธนบุรี – น้ำตก ซึ่งเที่ยวนี้มี 2 รอบต่อวันคือ เช้าและบ่าย เราไปรอบเช้าละกัน ประมาณ 7:50 am

ได้ตั๋วฟรีมา ซึ่งตั๋วฟรีนี้ไม่มีเลขที่นั่ง ยังไงล่ะ เวลาขึ้นรถไฟก็ต้องแย่งกันขึ้น แล้วพอเป็นวันหยุดด้วยละก็ แย่งไม่ทันก็ยืนยาวกันเลยทีเดียว
สถานีรถไฟธนบุรี

ได้เวลาขึ้นรถไฟกันแล้ว วันหยุดยาวคนจะเยอะ การเดินทางด้วยรถไฟก็ไม่ได้ชิลอย่างที่คิดไว้ รถไฟเที่ยวนี้ออกตรงเวลาครับ

มีคำแนะนำสำหรับคนรถไฟฟรี ในวันหยุดและคนก็จะเยอะมาก ถ้ารถไฟมาจอดเทียบชานชลา ขณะที่รถไฟกำลังหยุดก็ให้รีบขึ้นไปเลย ไม่ต้องรอให้รถไฟหยุดนิ่ง เพราะไม่งั้นอาจจะได้ยืนยาวแน่ๆ ถือว่าไม่ปลอดภัยสักเท่าไหร่ แต่ก็ต้องระมัดระวังกันด้วยเน้อ

บรรยากาศตลอดทางก็จะเห็นสีเขียวสลับกับหลังบ้านคนบ้าง ภูเขา ไร่นา ส่วนใครนั่งข้างหน้าต่างจะรับลมได้ดี ลมพัดตลอดทาง ซึ่งวันนี้ก็ไม่ได้ร้อนอะไรมาก

มาถึงถ้ำกระแซ จริงๆ มีจุดหยุดรถไฟ 2 ที่คือ จุดแรกก่อนถึงทางรถไฟสายมรณะ กับอีกจุดคือเลยทางรถไฟสารมรณะไปแล้ว เราลงจุดที่สองจากนั้นก็โทร. ให้พนง. มารับเพื่อข้ามไปอีกฝั่ง

ที่พักเป็นบ้านแพริมน้ำ หลังนึงมี 4 ห้อง นอนได้ห้องละ 4 คน ไม่มีห้องน้ำในตัว ต้องเดินขึ้นไปเข้าด้านบนโน้น ในห้องไม่ค่อยมีอะไรอำนวยความสะดวก มีแค่พัดลม ที่นอน หมอน ผ้าห่ม อ้อถ้าจะชาร์จมือถือแนะนำเอาปลั้กพวงมาด้วย เพราะห้องนึงมีเหลือให้ใช้แค่คู่เดียวเท่านั้นนะ

แต่ใครที่จะพักแบบบ้านพัก อันนั้นเขามีห้องน้ำในตัวด้วย ราคาที่พักของเรารวมกิจกรรมและอาหาร ตกคนละ 1,180.- บาท

เราก็นั่งเล่นไปเรื่อย ให้ถึงเวลาไปลอยคอในน้ำตอนบ่าย 3

สวมเสื้อชูชีพ เตรียมพร้อมรอไว้เลย พอได้เวลาพนักงานก็จะเรียกเราลงไปนั่งแพไม้ไผ่ จะมีเรือลากแพเราไปตามลำน้ำ

พอถึงระยะทางประมาณ 1–2 กิโลเมตรนี่แหละ พนง. ก็บอกให้เราลงจากแพแล้วก็ลอยตามน้ำมาเรื่อยๆ ถ้าถึงรีสอร์ทก็เกาะขึ้นฝั่งเลย แค่นั้นแหละไม่ยาก ช่วงลอยแพจะมีประมาณ 2 รอบ ขึ้นอยู่กับคนมาพักว่าเยอะมั้ย

หลังจากลอยคออะไรเสร็จ ก็อาบน้ำเตรียมตัวไปทานข้าว อ้อลืมบอกไป ที่นี่เป็นบุฟเฟ่ต์จะมีคูปอง 2 ใบที่ให้เรามาคือ อาหารเย็นและเช้า พอไปถึงโถงอาหารก็จะมีชื่อเราระบุที่โต้ะอาหาร ก็ไปนั่งตามนั้น ตักเสิร์ฟบริการตัวเองเลยครับ อาหารก็เหมือนโรงแรมทั่วไปแต่ก็อร่อยถูกปาก หรือเพราะว่าหิวมาก ฮาๆ

ขอโทษจริงๆ ไม่ได้ถ่ายอาหารมา ตรงนี้ไม่มีรูปภาพประกอบนะ

ทานอาหารเสร็จกันแล้ว ทางรีสอร์ทจะมีการแสดงไฟสี+เสียง คือจะให้เราไปนั่งชมไฟที่ติดตั้งไว้ตรงทางรถไฟสายมรณะ แล้วเสียงบรรยายก็เล่าประวัติความเป็นมา จบท้ายด้วยการมีพลุ นี่คิดอยู่นะถ้าจะให้พีคมาก มันต้องมีรถไฟวิ่งออกมาด้วย เล่าเรื่องแบบนี้มันน่าเบื่อไปนิด

ภาพไม่ชัดเลย

หลังจบการแสดงไฟสี+เสียงแล้ว ก็จะมีกิจกรรมรอบกองไฟ มีเล่นเกม เต้นอะไรนิดหน่อย จบจากกิจกรรมนี่เพลงคุ้นหูที่ติดมาก็คือ “กลม กลมและเหลี่ยม เหลี่ยมและกลมและกลมและเหลี่ยม” ฮาๆๆ

ท้ายสุดก่อนเข้านอนจะมีข้าวต้มให้เราทาน ส่วนใครทานเสร็จแล้วยังไม่ง่วงก็จะมีผับปิดด้านในให้เราไปผงกหัวเล่นๆ เราเข้าไปกับเพื่อนอีก 2–3 คน รู้สึกว่ามันไม่ค่อยมีอะไร ก็เลยกลับไปหาอะไรทำในแพดีกว่า

6:00 am เช้าของอีกวัน แต่ช่วงก่อนที่เราจะตื่นเวลานี้ เช้าตรู่เลยประมาณตี 5 ได้มั้ง ได้ยินเสียงรถไฟแล่นผ่านเส้นนี้ ก็น่าจะเป็นเที่ยวรถไฟในรอบเช้า

ตื่นมาก็เดินไปอาบน้ำครับ อย่างที่บอกในแพไม่มีห้องน้ำครับ ต้องเดินขึ้นไปใช้ด้านบน อาบน้ำแปรงฟันเสร็จแล้วก็ไปทานข้าวกัน เพราะช่วงสายๆ ประมาณ 9:00 am จะมีเรือของรีสอร์ทพาเราข้ามฝั่งขึ้นไปดูไปถ่ายรูปทางรถไฟสายมรณะ แล้วก็แวะถ้ำกระแซครับ

ก่อนกลับก็มีเวลานิดหน่อย ลงเล่นน้ำได้หรือเดินเล่นชมวิวตามต้นไม้ใบหญ้า

พอเที่ยงก็ได้เวลากลับแล้วครับ ส่วนเรานั่งรถไฟมาก็กลับด้วยรถไฟเลยครับ โทร.ให้พนักงานขับเรือไปส่ง ถ้ามานั่งรอในเรือก็คงไม่มีใครได้ไปฝั่งโน้น

ตั๋วที่จะซื้อกลับ กทม ไม่มีครับ ต้องไปตีตั๋วบนรถไฟ ซึ่งขากลับกว่าจะได้ขึ้นรถไฟก็มาเลทมากแล้ว ต้องใจเย็นครับ ถถถ

เล่าจบแล้วครับ ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้ :)

ภาพอาจจะน้อยหน่อย เพราะไม่ค่อยได้ถ่ายสักเท่าไหร่