บังบด

สถานบำเพ็ญจิตหุบดงขมิ้นก่อตั้งขึ้นโดยอาจารย์ดอกเตอร์โกษา

ไม่ใช่วัด ไม่ใช่สำนักสงฆ์ ไม่ใช่สถานปฏิบัติธรรมจำเพาะสำหรับพุทธศาสนิกชน

แต่เป็นสถานที่สำหรับทุกคน ทุกเชื้อชาติศาสนาที่ปรารถนาจะแสวงหาโลกใหม่

โลกซึ่งไร้สิ่งชั่วร้ายเจือปน ทุกแห่งหนมีแต่ความดีงาม

แรกได้ยิน หลายคนแอบคิดว่า อาจารย์ดอกเตอร์ต้องการสร้างชุมชนที่งดงามด้วยความเท่าเทียม เหมือน‘ยูโทเปีย’ สังคมในฝัน

เปล่าเลย นั่นไม่ใช่สิ่งที่ดอกเตอร์โกษาปรารถนา

สิ่งที่เขาค้นหามาตลอดชีวิต คือ ดินแดนซึ่งถูกเรียกขานในนาม ‘บังบด’ ต่างหาก

คำบอกเล่าประสาชาวบ้านของยาย ได้กระตุ้นจินตนาการของเด็กน้อยให้บรรเจิดจ้า

“พวกบังบด หรือบางทีก็เรียกว่าพวกลับแลเนี่ย อาศัยอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเมืองมนุษย์เรานี่เอง แต่ก็ใช่ว่า จะพบเห็นได้ง่ายๆ

บ้านเมืองของเขางดงาม สะอาดสะอ้านทุกซอกมุม ไม่มีหยากไย่กุมฝอยกองสุม

ชาวบังบดทุกคนหน้าตาสะสวย ไม่มีใครขี้ริ้วขี้เหร่

ทุกคนมีจิตใจบริสุทธิ์ บริบูรณ์ด้วยศีลธรรมเป็นบาทฐาน

ข้าวปลาอาหารน้ำท่ามีเหลือเฟือ ไม่ขาดแคลน แต่ชาวบังบดไม่ต้องกินอาหารสามมื้อเหมือนอย่างเรา พวกเขากินแค่มื้อเดียวก็อิ่มท้องไปทั้งวัน เพราะอาหารและอากาศของเขาเป็นทิพย์”

คำว่า ‘เป็นทิพย์’ จุดประกายบางอย่างขึ้นในจิตใจของเด็กชายผู้เติบโตมากับป่าเขา

ประกายเล็กๆ เติบโตตามวัย ตามเวลาที่ผ่านไป

เป็นแรงผลักดันให้เขาทำปริญญานิพนธ์ด้านนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อม

การได้เดินทางไปสำรวจในหลายท้องถิ่น ยิ่งได้เห็นได้ยิน ก็ยิ่งมุ่งมั่น

‘ดินแดนในฝัน’ ต้องซ่อนตัวอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง

เพียงแต่ต้องหาที่ตั้ง และประตูทางเข้าให้พบ เท่านั้นเอง

ด้วยเหตุนี้ ดอกเตอร์โกษาจึงคิดประดิษฐ ์‘เครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศ’ ขึ้น

เขาตั้งใจใช้เครื่องมือนี้ตรวจหาที่ตั้งของเมืองลึกลับซึ่งเร้นตัวเหลื่อมอยู่ในอีกมิติ

ดินแดนที่อากาศมีความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง

แต่นักวิทยาศาสตร์ในสาขาเดียวกันกลับเข้าใจว่า ดอกเตอร์หน้าใหม่ไฟแรงสร้างเครื่องมือนี้ขึ้นมาเพื่อช่วยควบคุมสภาวะแวดล้อมของโลกที่แย่ลงเรื่อยๆ จึงพร้อมใจกันยกย่องให้รางวัลนักประดิษฐ์และสิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยมแห่งปี

สุดท้าย ดอกเตอร์หนุ่มยกสิทธิบัตรทางปัญญาของเครื่องมือดังกล่าวให้เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน เพราะไม่สามารถใช้มันค้นหาเป้าหมายปลายทางได้ดังที่คิดไว้

ไม่ว่าจะเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ หรือพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ โกษายินดีทดลอง แต่ไม่มีศาสตร์ไหนพาเขาเข้าใกล้เมืองบังบดได้เลย

บางครั้งนึกท้อ แต่ก็ไม่หมดหวัง ยังคงตั้งหน้าตั้งตาเก็บข้อมูลและทบทวนเรื่องราวเกี่ยวกับชาวบังบดอยู่เสมอ

เรื่องเล่าเกี่ยวกับชายหนุ่มผู้โชคดีที่หลงพลัดเข้าไปในดินแดนลึกลับมีหลายเวอร์ชั่น

เนื้อหาส่วนใหญ่คล้ายคลึงกัน แตกต่างในรายละเอียดปลีกย่อย

เวอร์ชั่นที่คุ้นเคยกันดี คือเรื่องราวของเมืองลับแล ซึ่งเล่าสืบกันมาว่า

— -ชายหนุ่มคนหนึ่งเข้าไปหาของป่า บังเอิญเห็นหญิงสาวหน้าตาสะสวยสี่ห้าคน เดินออกมาจากชายป่า อาการลับๆล่อๆ จึงลอบสังเกตดู เขาเห็นหญิงสาวเหล่านั้นถือใบไม้ติดมือมาคนละใบ หลังจากต่างคนต่างนำใบไม้ไปซ่อนแล้ว ก็รวมกลุ่มมุ่งหน้าเข้าไปในเมือง

ด้วยความสงสัย ชายหนุ่มจึงย้ายที่ซ่อนใบไม้ใบหนึ่ง เฝ้ารอจนหญิงสาวทั้งกลุ่มกลับมาอีกครั้ง ต่างคนต่างไปเอาใบไม้ออกจากที่ซ่อน แล้วเดินหายเข้าไปในป่า เหลือหญิงสาวนางหนึ่งซึ่งหาใบไม้ไม่เจอ ถูกเพื่อนทิ้งไว้ หญิงสาวตั้งหน้าตั้งตาหาใบไม้ด้วยความร้อนใจ หากไม่มีใบไม้เป็นใบเบิกทาง หล่อนก็ไม่สามารถกลับคืนสู่เมืองลับแลได้

ชายหนุ่มจึงปรากฏกาย แสร้งถามไถ่เรื่องราวแล้วอาสาว่าจะช่วยเหลือ โดยมีเงื่อนไขว่า หากเขาหาใบไม้เจอ หญิงสาวต้องพาเขาไปเมืองลับแลด้วย หญิงสาวตกปากรับคำ ชายหนุ่มแกล้งหาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงนำใบไม้ที่ตนย้ายที่ซ่อนออกมา

หญิงสาวจึงต้องพาชายหนุ่มไปเมืองลับแล และได้อยู่กินกันฉันสามีภรรยา จนกระทั่งมีลูกด้วยกัน วันหนึ่งลูกร้องไห้งอแง พ่อไม่รู้จะปลอบอย่างไรให้เงียบ จึงแกล้งพูดว่า แม่กลับมาแล้ว ไม่ทันระวังว่ากำลังพูดโกหก

ผลจากการเสียสัตย์ ละเมิดศีล ทำให้ชายหนุ่มถูกขับออกจากเมืองลับแล

ก่อนเดินทาง ภรรยาเอาขมิ้นใส่ย่ามให้สามีนำติดตัวกลับมาด้วย แต่เนื่องจากเส้นทางค่อนข้างยาวไกล ยิ่งเดินก็ยิ่งรู้สึกว่าย่ามบนบ่าหนักขึ้นทุกที สามีจึงทยอยล้วงแง่งขมิ้นออกมา โยนทิ้งตามข้างทาง จนกระทั่งกลับถึงบ้าน จึงค้นพบความจริงว่า ขมิ้นแง่งสุดท้ายกลายเป็นทองคำ — -

ดอกเตอร์โกษาเชื่อสนิทใจว่า‘เมืองลับแล’มีอยู่จริง แต่สิ่งที่เสริมเข้ามา อย่างเรื่องขมิ้นกลายเป็นทองคำนั้น เขาวิเคราะห์ว่า เป็นการปั้นเรื่องให้น่าสนใจเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง

อีกสิ่งหนึ่งซึ่งดอกเตอร์โกษานำมาเชื่อมเข้ากับเรื่องเมืองลับแล คือข้อมูลความเชื่อเกี่ยวกับภพภูมิในทางศาสนา เป็นไปได้ว่า เมืองลับแลก็คือแดนสวรรค์ชั้นต่ำสุด ซึ่งอยู่ใกล้กับภพภูมิมนุษย์มากที่สุด มีชื่อเรียกว่า‘สวรรค์ชั้นจาตุม’ ซึ่งมีจตุโลกบาลทั้งสี่เป็นมหาราชาปกครองอยู่

ถ้าสมมุติฐานนี้เป็นจริง ก็แปลว่าแดนลับแลต้องมีอยู่อย่างน้อยสี่แห่ง สี่ทิศ

และหากเชื่อแบบชาวบ้านที่ไม่ได้ศึกษาและคิดวิเคราะห์ให้ลึกซึ้ง ก็คงต้องถอดใจ เพราะการจะ‘ขึ้นสวรรค์’ ต้องหมั่นทำบุญเมื่อยังมีลมหายใจ พอธาตุขันธ์ดับ ถึงจะได้‘ขึ้นสวรรค์’สมความปรารถนา

ทว่าแท้จริงแล้ว ในคัมภีร์โบราณมีบันทึกไว้หลายแห่ง เกี่ยวกับเรื่องของคนที่สามารถไปเยี่ยมชมสวรรค์ทั้งที่ยังมีกายเนื้อ และหากต้องการ ก็สามารถเข้าไปสถิตย์อยู่ในสวรรค์ชั้นที่เหมาะสมได้

ดังนั้น ต่อให้เมืองลับแลคือภพสวรรค์ ดอกเตอร์โกษาก็ตั้งใจจะหาทางเข้าไปให้จงได้

เข้าไปในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นี่แหละ

*******************

เช่นเดียวกับนักคิดนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย

ปัญหาที่คิดเค้นแทบตาย ไม่เคยปรากฏคำตอบในยามตื่นลืมตา

แต่กลับมาให้เห็นในรูปของความฝันอันตกผลึกจากความรู้ ประสบการณ์ และการคิดแยกแยะอย่างหนักหน่วง

โกษาฝันเห็นยายแต่งกายด้วยชุดขาวสะอาดสะอ้าน เดินจงกรมอยู่บนลานกว้างแห่งหนึ่ง เมื่อหลานชายเดินใกล้เข้าไป ยายก็หยุดเดิน แล้วหันมายิ้มให้

“ยายสบายดีใช่ไหมครับ”

“จ้ะ หนูก็สบายดีใช่ไหม”

คำถามของยาย ทำให้ดอกเตอร์โกษารู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กน้อยอีกครั้ง

“ครับ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเต็มตื้น

“อยากรู้เรื่องเมืองบังบดล่ะสิ”

“ครับ ทำยังไงผมถึงจะหาเมืองบังบดเจอเสียที”

ยายยิ้มเหมือนต้องการให้กำลังใจ บอกหลานชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า

“คนที่จะไปถึงเมืองบังบดได้ นอกจากมีศีลมีธรรมแล้ว ยังต้องมีบุญหนุนนำ ลำพังบุญตัวอาจลำบาก หนูต้องใช้วิธี บุญต่อบุญ

“บุญต่อบุญ?”

“รวมเอาคนที่มีความเชื่อแบบเดียวกัน ร่วมกันตั้งจิตอธิษฐาน บานประตูสู่เมืองบังบดจะเปิดออกต้อนรับ ไม่ใช่เฉพาะหนู แต่ต้อนรับทุกคนที่ตั้งใจจริง”

“แล้วผมจะพาพวกเขาไปรวมตัวกันที่ไหนล่ะครับ ยาย”

“หนูจำไม่ได้หรือว่าเรายืนอยู่ที่ไหน”

โกษากวาดตามองไปโดยรอบ ใช้เวลาชั่วอึดใจ ก่อนจะนึกออกว่า บริเวณที่ยืนอยู่คือลานโล่งบนยอดผา ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าหุบดงขมิ้น ด้วยเหตุที่มีต้นขมิ้นขึ้นอยู่มากมาย

— — ดงขมิ้นที่เติบโตจากแง่งขมิ้นที่ใครบางคนโยนทิ้งไว้ในอดีต อย่างนั้นหรือ? — -

ตระเวนไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ นึกไม่ถึงเลยว่า ที่สุดต้องย้อนกลับไปยังถิ่นกำเนิดของตัวเอง

ใกล้เกลือกินด่างโดยแท้

ถ้าเรื่องแง่งขมิ้นมีมูล อย่างนั้นอีกเรื่องหนึ่งล่ะ

“ที่บอกว่าคนลับแลใช้ใบไม้แทนใบผ่านทาง มันคือใบไม้จริงๆ หรือหมายถึงสิ่งอื่นครับยาย”

ยายไม่ตอบคำถาม แต่เดินไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง เอื้อมมือเด็ดใบของมัน เอาใส่ปากเคี้ยว

ดอกเตอร์โกษารู้ตัวตื่นขึ้น พร้อมกับความรู้สึกขมปร่าในปาก

*******************

สถานบำเพ็ญจิตหุบดงขมิ้นก่อตั้งขึ้นอย่างเรียบง่าย เป้าหมายชัดเจน

ดอกเตอร์โกษาออกแบบอาคารบำเพ็ญเพียรให้เพียงพอสำหรับรองรับผู้ปฏิบัติจำนวนหนึ่งร้อยคน

อาคารหลังเขื่องสร้างชิดขอบผา เมื่อเปิดประตูด้านหลังออกไป ก็จะเห็นขั้นบันไดทอดลงตามเชิงผา สุดทางที่เชิงพักมีบานประตู เปิดออกสู่ความว่างเปล่า ไม่มีที่วางเท้า หากใครก้าวข้ามธรณีประตู มีหวังร่วงลงสู่หุบเหว

นี่คือประตูเชื่อมสู่เมืองบังบด

เรือนพำนักสำหรับผู้มาบำเพ็ญเพียรมีอยู่ทั้งสิ้นหกหลัง ช่วงใดที่มีคนมาร่วมปฏิบัติเป็นจำนวนมาก อาคารบำเพ็ญเพียรก็จะถูกใช้ต่างอาคารนอน

ดอกเตอร์โกษากลายเป็น‘อาจารย์ดอกเตอร์’ของบรรดาผู้ศรัทธาในเรื่องการค้นหาดินแดนใหม่

เขาเผยแพร่แนวคิดและรวบรวมศิษยานุศิษย์อย่างระมัดระวัง

ไม่อยากให้ทุกอย่างพังพินาศเพราะ‘ปลาเน่า’เพียงตัวเดียว

ในช่วงแรกยังมีคนเข้าๆออกๆ ครั้นเมื่อทอดเวลาไป จำนวนคนที่เข้าร่วมบำเพ็ญก็เริ่มคงที่ จนได้ตัวเลขเก้าสิบเก้าตามที่ต้องการ

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ‘พิธีใหญ่’จึงถูกกำหนดขึ้นให้ตรงกับคืนข้ามปี

เจ็ดวันล่วงหน้าบรรดาผู้ร่วมอุดมการณ์มารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง

อาจารย์ดอกเตอร์ขอให้ทุกคนรับประทานอาหารมังสวิรัติ เพียงวันละมื้อ เพื่อเตรียมกายใจให้บริสุทธิ์อย่างยิ่งยวด

ตลอดสัปดาห์ ในสี่อิริยาบถ ให้กอปรด้วยความรู้สึกเบิกบาน มุ่งมั่น

ที่สำคัญ ทุกคนต้องมีหัวใจเป็นหนึ่งเดียวกัน

จึงจะมีพลังเปิดหนทางที่ถูกบดบังไว้

ตีสี่ของเช้าวันปีใหม่ ก่อนอรุโณทัยไขแสง

หนึ่งร้อยชีวิตดื่ม‘ชาชำระล้าง’ที่อาจารย์ดอกเตอร์บรรจงเก็บใบอ่อนของต้นไม้โบราณบนลานหุบดงขมิ้นมาตากแห้งและต้มให้ด้วยตัวเอง

ชาจากใบไม้โบราณช่วยให้จิตดำดิ่งสู่ความสงบได้เร็วและล้ำลึกกว่ายามปกติ

ทุกคนนั่งสงบจิตรอเวลา

เมื่อแสงแรกของวันปีใหม่ส่องเข้ามาในอาคารผ่านประตูด้านหลังซึ่งเปิดรอท่า อาจารย์ดอกเตอร์ก็ลุกขึ้นเดินนำขบวนเยื้องย่างลงตามขั้นบันได มุ่งหน้าไปยังประตูเชื่อมมิติ ซึ่งบัดนี้อาบแสงทอง รัศมีเรืองรองสุกปลั่ง

พอก้าวถึงปากทาง อาจารย์ดอกเตอร์ก็เบี่ยงตัว ยืนหลบข้างประตู เปิดโอกาสให้ผู้ติดตาม ก้าวข้ามไปก่อน

เขาส่งยิ้มให้ทุกคน ด้วยความรู้สึกเอิบอิ่ม

ผู้ร่วมอุดมการณ์ค่อยๆ ก้าวข้ามไปทีละคน — -ทีละคน จนกระทั่งครบเก้าสิบเก้าชีวิต

ขณะที่โกษากำลังจะก้าวเท้าตาม และลงมือปิดตายประตูสู่เมืองบังบด

หูพลันแว่วเสียงคนร้องตะโกนโหวกเหวกมาจากที่ไกลๆ

“คนนี้ยังมีลมหายใจ มาช่วยกันหน่อยเร็ว”

ร่างเหมือนถูกเขย่าด้วยมือที่มองไม่เห็น

ภาพทิวทัศน์งดงามรอบกายหายวับ

โกษาเผยอเปลือกตาหนักอึ้งขึ้น

ใบหน้าที่ปรากฏไม่คุ้นเคย

มองเลยขึ้นไป เห็นเป็นฝ้าเพดานของอาคารบำเพ็ญเพียร

เขาถูกดึงกลับมาในวินาทีสุดท้าย

น้ำตารินเป็นสายจากปลายหางตา

รู้ตัวว่าถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพียงลำพัง

ห่างไกลโอกาสสู่เมืองบังบด

ตลอดกาล.