ล่องเรือใน Lake District ฉบับไม่ขับรถเที่ยว
ไปหลงรักเมืองทะเลสาบที่โรแมนติกที่สุดในอังกฤษ แรงบันดาลใจของนักเขียนระดับโลก

Lake District หรือ Lakeland เป็นหนึ่งในเขตอุทยานแห่งชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศอังกฤษ เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวกว่า 15 ล้านคนต่อปีจากทั่วโลก ด้วยภูมิประเทศที่สวยงาม และธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ ตระการตา มีเอกลักษณ์ เพราะในอ้อมกอดของภูเขาที่ตั้งตระหง่านขนาบไล่เรียงกัน คือทะเลสาบน้อยใหญ่จำนวนมากถึง 19 แห่ง ซึ่งทำให้แผ่นดินแถบนี้ถูกขนานนามว่า Lake District นั่นเอง นอกจากภูมิทัศน์ทางธรรมชาติแล้ว ที่นี่ยังเต็มไปด้วยกิจกรรมและสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย โดยเฉพาะสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ วรรณกรรม และเส้นทางท่องเที่ยวธรรมชาติแบบครบครัน ทั้งเส้นทางขับรถ เส้นทางเดินป่า เส้นทางนักปั่น และเส้นทางล่องเรือ ชนิดที่ว่าเลือกเที่ยวได้นานเป็นสัปดาห์กันเลยทีเดียว

ด้วยขนาดพื้นที่ที่กว้างใหญ่และมีกิจกรรมให้ทำมากมายนี่เอง การเที่ยว Lake District ให้ “ถึง” ที่สุดคงหนีไม่พ้นการขับรถเที่ยวเพื่อชมทะเลสาบและ Fells หรือภูเขาทั้งหลายได้อย่างทั่วถึง แต่สำหรับนักเดินทางที่มีเวลาไม่มากและไม่สะดวกขับรถในต่างแดนอย่างเรา ก็สามารถไปเที่ยวดินแดนสุดโรแมนติกนี้ได้โดยไม่ยากนัก ทริป Lake District แบบไม่มีรถขับ 2 วัน 1 คืนของเราจึงได้เริ่มต้นขึ้น :)

เราเริ่มต้นการเดินทางทริปนี้ ต่อจากทริป Edinburgh โดยเดินทางด้วยรถไฟจากสถานี Edinburgh Waverley ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ก็จะถึงสถานี Oxenholme ซึ่งเป็นสถานีเชื่อมต่อไปยัง Windermere ใช้เวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น
สำหรับคนที่ไม่ได้เดินทางด้วยรถยนต์ Windermere เป็นจุดที่สะดวกที่สุดเพราะเป็นศูนย์กลางของการเดินทางและแหล่งความเจริญ มีทั้งสถานีรถไฟและรถบัส รถแท็กซี่ให้บริการมากกว่าที่อื่น นอกจากนี้ยังมีทะเลสาบ Windermere ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในเขต Lake District และใหญ่ที่สุดในประเทศอังกฤษด้วย เราพักที่ AirBNB ใน Bowness ซึ่งเป็นเขตที่ติดกับ Windermere จากที่พัก สามารถเดินไปถึงทะเลสาบได้ใน 15 นาที ถือว่าสะดวกสบายพอใช้ เก็บของเข้าที่พักเรียบร้อยก็เดินไปชมทะเลสาบกันได้เลย

นอกจากมีทะเลสาบแล้ว ที่ Bowness-on-Windermere นี้ยังเป็นบ้านของเจ้ากระต่าย Peter Rabbit and Friends ด้วย โดยมีสถานที่สำคัญคือ The World of Beatrix Potter Attraction ที่รวบรวมข้าวของและจัดแสดงเรื่องราวจากนิทานเด็กชุด Peter Rabbit ที่โด่งดังไปทั่วโลก มีทั้งสถานที่จำลองจากนิทาน เช่นสวน และครัวที่อยู่ในเรื่อง และอื่น ๆ อีกมากมายที่รับรองว่าแฟนคลับของเจ้ากระต่ายตัวแสบจะต้องหลงรักและฟินถึงขีดสุด ซึ่ง Beatrix Potter ผู้ให้กำเนิดเจ้ากระต่ายและผองเพื่อน ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติที่สวยงามของ Lake District ที่เธอเติบโตขึ้นมา รวมถึงบรรดาสัตว์น้อยใหญ่ที่อยู่กันอย่างอุดมสมบูรณ์ที่นี่ จนถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราวและลายเส้นสีน้ำอันอบอุ่นที่ครองใจคนทั่วโลกนั่นเอง
William Wordsworth ก็เป็นนักประพันธ์อีกคนหนึ่งที่ประทับใจในความงดงามของธรรมชาติใน Lake District และถ่ายทอดความรู้สึกนั้นออกมาเป็นผลงานระดับโลก รวมถึงกลุ่ม Lake Poets ซึ่งหมายถึงกลุ่มกวีแห่งทะเลสาบที่อาศัยอยู่ในเขต Lake District ในช่วงศตวรรษที่ 19 ด้วย

ที่ Windermere-Bowness มีร้านของฝากน่ารักมากมายหลายร้าน ที่ในทุก ๆ ร้านเหมือนจะพร้อมรูดทรัพย์เราจนแทบหมดตัว เพราะนอกจากเจ้า Peter Rabbit ที่โผล่ไปอยู่ในทุก ๆ ร้านแล้ว ยังมีตัวการ์ตูนและลายเส้นแสนสวยอื่น ๆ ที่ถูกผลิตอย่างบรรจงออกมาเป็นสมุด ชุดจานชาม เสื้อผ้า และของใช้น่ารักเกินบรรยาย เรียกว่าเข้าร้านไหน ใจสั่นทุกร้าน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มองหาของฝากสวย ๆ กลับเมืองไทย และบอกเลยว่าหลายอย่างนั้นซื้อที่นี่ ราคาถูกกว่า London พอสมควรเลยทีเดียว

เดินไม่นานก็ถึงทะเลสาบ Windermere ที่มีชีวิตชีวา มีนักท่องเที่ยวมากมายมาเดินเล่นชมวิว บริเวณนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่คึกคักแต่ไม่ครึกโครม มีที่พักริมทะเลสาบอยู่ประปราย และมีร้านอาหาร ร้านไอศครีมโฮมเมดที่อร่อยมาก รวมถึงมีฝูงเป็ดห่านหงส์และนกน้ำมากมายยืนหยอกล้อรอคนมาให้อาหาร มีม้านั่งและสวนสวยให้นั่งชมวิวทะเลสาบได้อย่างผ่อนคลาย
สำหรับวันนี้ แค่เดินเล่นในย่าน Bowness และรอบ ๆ ทะเลสาบก็รู้สึกมีความสุขเต็มที่แล้ว ใกล้ค่ำก็ได้เวลาเดินกลับไปที่พัก เตรียมสำรวจเมืองแสนโรแมนติกนี้ต่อในวันถัดไป


เช้าวันต่อมา เราเดินกลับมาที่ Lake Windermere อีกครั้ง เพื่อซื้อตั๋วขึ้นเรือล่องทะเลสาบไปยัง Ambleside ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวสำคัญของ Lake District และอยู่ไม่ไกลนัก การเดินทางบนเรือนำเที่ยว จะมีไกด์คอยบรรยายสถานที่สำคัญที่เรือล่องผ่านเป็นระยะ ซึ่งบอกเลยว่า วิวจากบนเรือทำเอาเราหลงรักที่นี่เข้าเต็มใจ จนอยากให้เวลา 30 กว่านาทีบนเรือนั้นเป็น 30 นาทีที่ยาวนานที่สุดในชีวิตเราไปเลย




เพลินกับวิวบนเรือไม่นาน เราก็ถึง Ambleside ซึ่งบริเวณท่าเรือก็มีคาเฟ่น่ารักหันหน้าเข้าหาทะเลสาบ มีคนมาเดินเล่นให้อาหารนกน้ำ และที่เราชอบที่สุดก็คือ
ม้านั่งทุกตัวในบริเวณนี้ จะมีแผ่นเหล็กสลักเรื่องราวอุทิศให้กับผู้ล่วงลับไป ซึ่งแต่ละป้ายล้วนแสดงความรัก ความผูกพันที่ผู้ล่วงลับเคยมีต่อทะเลสาบและต่อ Lake District ทำให้เรารู้สึกได้ถึงสายสัมพันธ์ของผู้คนที่มีต่อดินแดนแสนสวยนี้อย่างแท้จริง ไม่แปลกใจเลยที่ที่นี่จะจุดประกายเรื่องราวน่าประทับใจในบทประพันธ์ก้องโลก หรือเป็นสถานที่ที่หลายคนอยากฝากความระลึกถึงไว้ เมื่อยามล่วงลับจากโลกนี้ไปแล้ว



จากท่าเรือ นั่งรถบัสเข้าไปในตัวเมือง Ambleside เราจะได้พบกับอีกเมืองหนึ่งที่น่ารักและมีเสน่ห์ คล้ายจะหลุดเข้าไปใน Hogsmeade ในเรื่อง Harry Potter เมืองนี้มีร้านอาหารและขนมแสนอร่อยอย่าง The Apple Pie ให้เข้าไปลองชิม ซึ่งอยู่ใกล้กับ The Bride House บ้านสะพานหลังน้อยซึ่งเป็น UK National Trust ที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ซึ่งเปิดให้เราสามารถเดินขึ้นไปชมข้าวของและเรื่องราวของบ้านนี้ได้ด้วย




มีเวลาทั้งวันให้เดินเล่นและนั่งชิลจนหนำใจใน Ambleside ก่อนที่เราจะเลือกนั่งรถบัสชั้น 2 กลับไปยัง Windermere เพื่อนั่งรถไฟกลับ London การนั่งรถบัสกลับใช้เวลาเพียงแค่ 30 นาทีพอ ๆ กับการนั่งเรือ แต่ก็ทำให้เราได้สัมผัส Lake District จากอีกมุมหนึ่งที่สวยงามไม่แพ้กัน ได้เห็นวิถีชีวิตของผู้คนที่อยู่แถบนั้น และสัมผัสกับธรรมชาติที่สวยงามร่มรื่นอย่างใกล้ชิด ให้ลมเย็นปะทะหน้าจนสะใจ :) ซึ่งเราได้เผื่อเวลาให้กลับไปถึงก่อนรถไฟสัก 3 ชั่วโมง เพื่อให้มีเวลาเดินสำรวจตัวเมือง Windermere ให้เต็มที่ได้ด้วย
แม้จะมีเวลาเพียงแค่ 2 วันกับ 1 คืน แต่เสน่ห์ของ Lake District ก็จับใจเราไปเต็มที่ เราประทับใจกับความสวยงามของธรรมชาติและวิถีชีวิตเรียบง่ายของผู้คน ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับที่ London ที่นี่มีทั้งธรรมชาติที่สวยชวนตะลึง อาหารอร่อย ร้านค้าน่ารัก แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และวรรณกรรม และจากโบรชัวร์ เราเห็นว่ามีกิจกรรมน่าทำอีกเพียบเลย
ถือว่าเป็นทริปสั้น ๆ ที่ทำให้เราได้รู้จักอีกมุมหนึ่งของ UK อย่างน่าประทับใจสุด ๆ ซึ่งถ้ามีโอกาส เราสัญญากับตัวเองว่าจะกลับมาขับรถเที่ยวให้ทั่ว และจะขอให้รางวัลชีวิตด้วยความสวยงามของที่นี่อีกซักครั้ง :)

