เมื่อเด็กคนนึง มองไปยังอนาคต
จากมุมมองของเด็กสายเทคโนโลยีคนนึง ที่เพิ่งเรียนจบ
ตอนนี้ก็จะเข้าเดือนสิงหาคมแล้วซินะ ช่วงเวลาหลังเรียนจบเนี่ย ช่างเป็นช่วงเวลาที่ได้ใช้เวลาคิดอะไรมากมายเสียเหลือเกิน ในขณะที่ เพื่อน ๆ ที่เรียนมาด้วยกันก็ต่างทยอยทำงานในที่ที่แต่ละคนเลือกเดินไป ตัวผมเองที่เลือกจะเรียนต่อ เพียงเพราะต้องการใช้เวลาเพื่อหาสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริง ๆ ให้เจอนั้น อาจจะดูแปลกแยกจากคนอื่นไปเสียหน่อย เพราะเพื่อนที่อยากเรียนต่อส่วนใหญ่ ก็เริ่มทำโปรเจคกันไปหมดแล้ว แต่ผมกลับขอใช้เวลาช่วงปิดเทอมสั้น ๆ นี้ ในการลองทำอะไรที่ไม่คุ้นเคยดูเสียบ้าง…
เรื่องมันเริ่มต้นขึ้นจาก ความฝันเล็ก ๆ ของผมตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมต้น ความฝันที่อยากมีครอบครัวที่อบอุ่น ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปกับคนที่เรารัก ก็เพียงพอสำหรับความฝันเล็ก ๆ นี้แล้ว
เวลาผ่านไป ผมได้เก็บความฝันนี้ไว้ในใจ ในขณะที่เลือกเรียนในด้านที่ตนเองรู้สึกสนใจมากที่สุดคือเทคโนโลยี ก็เลยได้มีโอกาสเข้ามาเรียน วิศวฯคอม ที่จุฬาฯ แต่พอเรียนไปเรื่อย ๆ ผมกลับรู้สึกตัวว่า โลกของเทคโนโลยีมันยิ่งใหญ่มาก มันเติบโตไปได้ทุกที่ ในทุกศาสตร์ และเร็วมากด้วย มันช่างน่าตื่นเต้น และน่ากลัวไปพร้อมกัน
ในวันที่ผมเริ่มเข้ามาเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย มันเป็นช่วงเวลาที่ internet และ smart phone เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว และเป็นยุคที่คำว่า startup เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ตัวผมเอง ก็ได้มีโอกาสหลงเข้าไปอยู่ในกระแสของ startup เช่นกัน
เวลาล่วงเลยไป ผมก็ได้เข้าใจความจริง ว่าตัวเองไม่ได้เหมาะกับแนวทางของ startup เท่าไหร่นัก สำหรับผม แนวทางของ startup นั้นคือการสร้าง platform ที่เชื่อมกลุ่มคน กับกลุ่มคนเข้าด้วยกัน เพราะแนวคิดการตัดตัวกลางทางธุรกิจเดิมออกไป และสร้าง platform ใหม่ที่ทำให้ชีวิตของลูกค้าง่ายกว่าเดิมนั้น เป็นพลังของเทคโนโลยีนั่นเอง มันให้อัตราการเติบโตทางธุรกิจที่สูงมาก และมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตของผู้คนไปเรื่อย ๆ
ตอนนี้โลกมีไอเดียดี ๆ มากมายเกิดขึ้นมาเรื่อย ๆ แต่การที่จะทำ platform ที่ตอบสนองไอเดียเหล่านั้นได้มันไม่ง่ายเลย หากไม่มีทีมที่แข็งแกร่ง ที่มี passion อันแรงกล้า และ ความพร้อมของเทคโนโลยีในตอนนั้น มันสามารถซื้อใจผู้คนให้เข้ามาเชื่อมกันบน platform นี้ได้ม้้ย ทั้งหมดนี้เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของการนำไอเดียมาพัฒนาเลยก็ว่าได้ แต่โลกของ startup มันยากกว่านั้น เพราะจุดที่เป็นปัญหาคือการเชื่อมกลุ่มคน กับ กลุ่มคน ต่างหาก มันต้องการเงินลงทุน ฉีดเข้าไปเพื่อให้มีฐานผู้ผลิตและฐานผู้ใช้ที่เพียงพอในการเริ่มต้น platform นั่นเอง
อ่านมาถึงตรงนี้ ผู้อ่านคงเริ่มงง เพื่อให้เห็นภาพ สมมติ ผมมี application A กับ B สร้างมาเพื่อแก้ปัญหาเดียวกัน เมื่อทดลองใช้งาน พบว่า A ใช้งานง่ายกว่า B ต่อให้ A ออกสู่ตลาดก่อน แต่ถ้าฐานผู้ใช้ยังไม่มากพอ แต่ B ที่มาทีหลัง มีเงินลงทุนที่มากกว่า จัดโฆษณา และมีโปรโมชันดึงคนเข้า platform ตัวเองจนมีฐานผู้ใช้ที่มากพอแล้ว ตอนนี้ A แทบไม่มีทางชนะคู่แข่งอย่าง B ได้เลย ยกเว้นจะจัดโปรโมชันตาม และมีหมัดเด็ดที่ใช้ดึงผู้ใช้กลับมาด้วย ซึ่งมันดูโหดร้ายเกินไปนั่นเอง
หลังจากพายุ startup พัดอยู๋ซักพักนึง ทำให้ธุรกิจและการใช้ชีวิตของผู้คน อยู่ติดกับเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ยังพัดได้ไม่นานมากนัก คนก็เริ่มมองเห็นสมบัติที่ถูกพัดมาพร้อมกับพายุลูกนี้เสียแล้ว เพราะแรงของพายุลูกนี้ มันมากจนแค่เอากังหันลมมารับแรงลมที่ปลายพายุก็ผลิตไฟฟ้าได้แล้ว แต่ใครจะอยากหยุดที่ปลายพายุกันหละ
ข้อมูลมหาศาลที่เกิดจากการใช้งานเทคโนโลยีในแต่ละวัน ของทุก ๆ คน ต่างหากที่ถ้านำมาวิเคราะห์ไหวก็จะพบลักษณะของพฤติกรรมบางอย่างเข้า ถ้าถามว่าการรู้ลักษณะพฤติกรรมมีประโยชน์ยังไง ลองมองภาพนี้ดู
สมมติคุณจะเปิดร้านขายของ คุณต้องอยากรู้ว่าคนในพื้นที่คุณ อยากซื้ออะไรบ้าง คุณก็ต้องลองเดินถาม และสำรวจพฤติกรรมคนในพื้นที่ จะได้เลือกของมาขายแล้วไม่ขาดทุนจริงไหม พอคุณเริ่มเอาของมาขาย คุณก็เริ่มสังเกตพฤติกรรมลูกค้าต่อ คุณเห็นว่ามีเด็กผู้หญิงเข้าร้านมาซื้อไดอารี่ คุณเลยลองแนะนำเด็กคุณนั้นว่า ซื้อปากกาสีน่ารักพวกนี้ดูซิ จะทำให้ไดอารี่สวยและน่าสนใจขึ้นนะ
ทีนี้มามองภาพปัจจุบันบ้าง สมมติมีร้านขายของออนไลน์แห่งหนึ่ง เขาไม่รู้หรอกว่าลูกค้าที่เข้ามาอยากซื้ออะไรบ้าง เพราะไม่เห็นกระทั่งว่าผู้ใช้คนนี้เป็นเพศอะไรยกเว้นจะขอข้อมูลตอนสมัครสมาชิกไว้ แต่ขอมากไปลูกค้าก็หนี ร้านนี้จึงคิดจะนำข้อมูลลูกค้ามาวิเคราะห์แทน เมื่อวิเคราะห์อย่างง่าย ๆ ก่อน เขาก็จะรู้ทันทีว่าร้านเขาสินค้าใดขายดี สินค้าใดขายไม่ค่อยออก แต่ถ้าเริ่มวิเคราะห์อย่างละเอียด ร้านอาจจะเริ่มเห็นว่า มีลูกค้ากลุ่มนึง เมื่อซื้อสินค้า A แล้วมักจะซื้อ B และ C แหะ ทีนี้มีลูกค้าใหม่เข้าร้าน กดเลือกสินค้า A ลงตระกร้า ร้านก็เลยแนะนำ B และ C ทันที โดยที่ไม่ต้องรู้ข้อมูลลูกค้าด้วยซ้ำ ก็มีโอกาสขายของเพิ่มขึ้นได้แล้ว
แต่โลกอนาคต ใครจะอยากหยุดแค่ปลายพายุกันหละ ถ้าข้อมูลมันมีเยอะขนาดนี้ เราจะสอนคอมพิวเตอร์โดยใช้ข้อมูลพวกนี้ได้ไหมนะ
เวลาเราแยกแยะสิ่งของเนี่ย ตอนเด็กเราเรียนกันยังไงนะ เราก็เรียนจากภาพไง เราเอาภาพให้เด็กดูแล้วบอกเฉลยเด็ก ว่าภาพนี้เป็นรูปสุนัขนะ ภาพนี้เป็นรูปแมวนะ ทีนี้หยิบภาพสุนัขอีกพันธ์ุให้เด็กดู เด็กก็จะงงบอก ไม่เคยเห็น เราเลยเอาภาพสุนัขหลายพันธ์ุ ให้เด็กดูแล้วบอกว่าเด็กว่า นี่เป็นสุนัขหมดเลยนะ เด็กจะเริ่มสกัดเอาลักษณะเด่นของสุนัขออกมา ต่อให้รอบหน้าหยิบภาพสุนัขพันธ์ุแปลก ๆ ให้เด็กดู เด็กก็จะเริ่มเดาได้แล้วว่า นี่ก็น่าจะเป็นสุนัขเหมือนกัน แต่ถ้าหยิบภาพแมวให้ เด็กก็รู้ว่ามันไม่ใช่สุนัขนะ
วิธีการเรียนของมนุษย์ เลยถูกจำลองไปใช้บ้าง ก็มีข้อมูลมหาศาลหนิ เราก็สอนคอมพิวเตอร์ให้สกัดลักษณะของข้อมูลต่าง ๆ ได้อยู่แล้ว
ทีนี้เมื่อกี้อาจจะง่ายไปหน่อยเพราะเป็นการสอนเด็กเล็ก แต่ถ้ามองมนุษย์จริง ๆ เรามักจะเรียนจากสิ่งที่เรียกว่าประสบการณ์ ประสบการณ์มักบอกเราว่า สิ่งนี้ทำไปแล้วได้ผลลัพธ์เป็นยังไง ดีหรือไม่ดี ถ้าไม่ดีรอบหน้าเราจะได้ไม่ทำนั่นเอง
เราก็สอนแบบนี้ก็คอมได้นะ ตัวอย่างที่ง่ายสุดคือเกม ถ้าเล่นแบบนี้แล้วแพ้ เล่นแบบนี้แล้วชนะ งั้นเราเอาข้อมูลการเล่นใส่ลงไปให้คอมเรียนเยอะ ๆ คอมก็จะกลายร่างเป็นบอทขั้นโปร ที่รู้ว่า เล่นแบบนี้น่าจะแพ้ ก็เลือกไปเล่นทางที่น่าจะชนะแทนซิ
หลายคนอาจสงสัยคอมคิดยังไง จริง ๆ มันก็แค่คิดว่า ทางเดินนี้มันน่าจะดี น่าจะถูก ก็เลยเลือกเดินทางนี้ จากข้อมูลที่มันเคยเห็นนั่นแหละ คล้าย ๆ เซ้นส์ของมนุษย์ที่อิงจากประสบการณ์นั่นแหละ (ฮา)
เพื่อให้เห็นภาพ สมมติตอนนี้คุณเป็นชาวสวน คุณปลูกผักผลไม้ไปขาย เวลาจะขาย คุณต้องแยกเกรดแยกชนิดผักผลไม้ จริงมั้ย งั้นคุณถ่ายรูปแล้วไปสอนคอมก่อน นี่ผักชนิดอะไร เกรดไหน ต่อมาพอมันฉลาด คุณก็โยนให้มันแยกชนิดแยกเกรดแทนคุณไง คุณก็เอาเวลาไปพัฒนาสวนแทนได้แล้ว
ทีนี้กลับมาที่จุดตั้งต้นกัน ถ้ายังจำกันได้ ความฝันเล็ก ๆ ของผม คือการมีครอบครัวที่อบอุ่น และใช้ชีวิตไปกับคนที่ผมรัก ตัวผมที่อยู่ในสายเทคโนโลยีที่เห็นภาพในอนาคตแบบนึง ก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า ชีวิตที่เดินไปพร้อมกับความรักนั้นต้องการเวลาที่มีให้กัน ผมจะเอาตัวเองไปผูกกับงานทั้งหมดไม่ได้ แต่เงินก็สำคัญเช่นกัน เพราะชีวิตรัก จำเป็นต้องมีความมั่นคงทางการเงินด้วยเช่นกัน แล้วผมควรจะทำอะไรดี …
ในโลกที่เทคโนโลยีโตเร็วขนาดนี้ มันต้องมีอาชีพใหม่ ๆ เกิดขึ้นอีกมากมาย แต่ในทางกลับกัน ก็จะมีอีกหลายอาชีพที่จะหายไปนั่นเอง แล้วอาชีพใหม่ ๆ พวกนั้นคืออาชีพอะไรหละ มันอาจจะมีอาชีพที่เหมาะกับผมก็ได้นะ อาชีพใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากช่องว่างของเทคโนโลยีกับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตผู้คน…
ในช่วงเวลาก่อนเรียนจบนั้น ทั้งหมดนี้ทำให้ผมตัดสินใจเรียนต่อ โดยตั้งเป้าหมายว่า ผมต้องหางานที่เหมาะกับตัวเองและความฝันนี้ให้ได้ ผมยังไม่อยากปิดโอกาสที่จะได้ทำอาชีพใหม่ ๆ ที่ยังไม่ค่อยมีคนทำ อาชีพที่ได้มีเวลาอยู่กับคนที่ผมรัก …มันต้องมีซิ
ผมเลยเริ่มต้นหาสิ่งใหม่ ๆ ทำ เริ่มเดินให้ห่างออกจากสายคอมพิวเตอร์ที่คุ้นชินมากขึ้น เพื่อเปิดมุมมองใหม่ ๆ ที่ผมไม่เคยได้สัมผัส พยายามปรับมุมมองให้กว้างขึ้น มองหลาย ๆ สิ่ง และภาพของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่พร้อมจะเกิดขึ้น ในจุดนั้นเอง มันต้องมีช่องว่างบางอย่างอยู่อย่างแน่นอน
แล้วคุณหละ สนใจอาชีพใหม่ ๆ ในอนาคตบ้างไหม