IBM Thailand เผยกลยุทธ์ ด้าน เทคโนโลยี AI และ Blockchain

picture form marketeeronline.co

ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการเกิดขึ้นของ disruptive technology ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น AI, IoT, Blockchain, Cloud หรือแม้แต่ Quantum computing เทคโนโลยีเหล่านี้ล้วนแล้วกำลังสร้างผลกระทบและความเปลี่ยนแปลงต่อวิถีชีวิตและธุรกิจมากมาย ส่งผลให้องค์กรต่างๆ ต้องหันมาปรับตัว ปรับวิธีคิดและแนวทางการทำงาน รวมถึงนำเทคโนโลยีเข้ามาสร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้ผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อเป็นเครื่องมือเสริมความแข็งแกร่งให้องค์กรพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

การเติบโตของข้อมูลและบทบาทของเทคโนโลยี AI
ข้อมูลที่เติบโตอย่างรวดเร็วในปริมาณมหาศาลได้กลายเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่าของโลก แต่กว่า 80% ยังคงเป็นข้อมูลแบบไร้โครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากภาพ เสียง เซ็นเซอร์ วิดีโอ ฯลฯ ที่คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันยังไม่มีความสามารถในการเข้าใจและนำมาใช้ และจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยี AI หรือค็อกนิทิฟในการถอดรหัสให้ข้อมูลเหล่านั้นกลายเป็นมุมมองเชิงลึกเพื่อเป็นประโยชน์แก่การต่อยอดทางธุรกิจต่อไป

ถือเป็นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่มีศักยภาพสูง ปัจจุบันถูกนำไปใช้แล้วในกว่า 16,000 องค์กร ใน 20 อุตสาหกรรม ใน 80 ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการเงิน ค้าปลีก การดูแลสุขภาพ เหมืองแร่ การโรงแรม ฯลฯ และเป็นเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังผลิตภัณฑ์และบริการที่ผู้บริโภคกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลกกำลังใช้อยู่ในทุกวันนี้

คุณปฐมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ IBM

ตัวอย่างการนำ Blockchain มาใช้ในประเทศไทย

  • ในปี 2017 ธนาคารกสิกรไทยร่วมกับไอบีเอ็มในการนำเทคโนโลยี Blockchain สร้างระบบต้นแบบใช้รับรองเอกสารต้นฉบับ นอกจากนี้ ได้ทำการทดสอบบริการบน Regulatory Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทย และจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล และบจก. พีทีที โพลีเมอร์ มาร์เก็ตติ้ง ร่วมพัฒนาบริการหนังสือค้ำประกันบนเทคโนโลยี Blockchain (Enterprise Letter of Guarantee on Blockchain) เพื่อยกระดับการจัดการเอกสารหนังสือค้ำประกันแก่หน่วยงานผู้รับหนังสือค้ำประกัน และคู่ค้าผู้วางหนังสือค้ำประกัน
    ต่อมาในปี 2018 ภายใต้การนำของธนาคารแห่งประเทศไทย 14 ธนาคารในไทย ได้จับมือรัฐวิสาหกิจและองค์กรธุรกิจใหญ่ 7 แห่ง ก่อตั้ง Thailand Blockchain Community Initiative บนแพลตฟอร์ม IBM Blockchain เพื่อนำเทคโนโลยี Blockchain ยกระดับประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจของประเทศ โดยเริ่มต้นด้วยโครงการบริการหนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์บนระบบ Blockchain สร้างโครงข่ายหนังสือค้ำประกันที่สะดวกปลอดภัยบน Blockchai nเป็นครั้งแรกของไทย นำระบบหนังสือค้ำประกันวงเงิน 1.35 ล้านล้านบาท สู่ยุคเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ 100% ซึ่งจะนำสู่การลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 2 เท่า
  • ในปี 2017 กรุงศรีและไอบีเอ็มประกาศความสำเร็จของโครงการนำร่องใช้เทคโนโลยี Blockchain เพื่อบริหารกระบวนการจัดการเอกสารสัญญาต่างๆ ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ทำให้ข้อมูลมีความปลอดภัย การทำธุรกรรมมีความโปร่งใส ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดระยะเวลาในการดำเนินงาน
  • ปี 2018 ธนาคารแห่งประเทศไทยจับมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ และธนาคารตัวแทนจำหน่าย โดยธนาคารแห่งประเทศไทยและ IBM ร่วมพัฒนาระบบบนเทคโนโลยี Blockchain สำหรับงานจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์รัฐบาล โดยผลจาก Proof of Value พบว่าระบบดังกล่าวช่วยให้ประชาชนได้พันธบัตรเร็วขึ้น จากเดิมใช้เวลา 15 วัน เหลือเพียง 2 วัน และยังสามารถเลือกซื้อเต็มสิทธิผ่านธนาคารใดก็ได้ อีกทั้งยังช่วยลดขั้นตอนการทำงานของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องลง ช่วยให้ผู้ออกพันธบัตรสามารถบริหารจัดการวงเงินได้เร็วขึ้น : นำสู่การลดต้นทุนการดำเนินงานของทั้งระบบที่มีความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น

ไอบีเอ็ม ประเทศไทย มีพันธกิจสำคัญ 3 ประการ คือ

1.การช่วยให้ธุรกิจสามารถก้าวนำด้วย Digital Transformation โดยมุ่งเน้น 4 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย

  • การเปิดตัวเครื่องมือด้าน AI ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์แต่ละอุตสาหกรรม ทั้ง 9 อุตสาหกรรม ได้แก่ การเกษตร การบริการลูกค้า งานทรัพยากรบุคคล การตลาด การโฆษณา เครื่องมือทางอุตสาหกรรม อาคารและสิ่งอำนวยความสะดวก ยานยนต์ และซัพพลายเชนส์
  • การนำแพลตฟอร์ม Blockchain จากความร่วมมือกับองค์กรระดับโลกเข้าต่อยอดธุรกิจในประเทศไทย อาทิ แพลตฟอร์ม Tradelens สำหรับการขนส่งและระบบลอจิสติกส์ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างไอบีเอ็มและเมอส์ก แพลตฟอร์ม Food Trust เพื่อการตรวจสอบที่มาและความปลอดภัยของอาหารทั่วทั้งซัพพลายเชนจากฟาร์มสู่ผู้บริโภค อันเกิดจากความร่วมมือระห่างไอบีเอ็ม วอลมาร์ท และบริษัทอาหารชั้นนำระดับโลก เป็นต้น
  • การนำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มไฮบริดคลาวด์-มัลติคลาวด์เข้าตอบโจทย์ความท้าทายการใช้คลาวด์ ปลดล็อคปัญหาขององค์กรที่เผชิญข้อจำกัดจากการใช้คลาวด์จากผู้ให้บริการหลายเจ้า ช่วยให้องค์กรสามารถย้ายไปสู่คลาวด์ขณะที่ยังสามารถใช้แอพสำคัญๆ (mission-critical applications) และข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนบนระบบ on-premise ได้ พร้อมรองรับการพัฒนาโซลูชันบล็อกเชน ดาต้าไซน์ส อินเตอร์เน็ตอ็อฟธิงส์ ฯลฯ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
  • การนำเทคโนโลยี AI เพิ่มศักยภาพงานด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้

2.การถ่ายทอดองค์ความรู้และจับมือกับพันธมิตร รวมถึงการสร้าง Ecosystem รองรับ เพื่อช่วยองค์กรไทยเร่งการนำเทคโนโลยีมาใช้ต่อยอดธุรกิจ อาทิ การร่วมสร้างศูนย์เทคโนโลยีด้านคลาวด์ ซิเคียวริตี้ ระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที และบริการด้านไอที เป็นต้น

3.การขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศอินโดจีน ครอบคลุมพม่า ลาว และกัมพูชา

“ Blockchain จะก่อให้เกิดมูลค่าในธุรกิจทั่วโลกจะสูงถึงกว่า 6 ล้านล้าน บาท ($176 billion) ในปี พ.ศ. 2568 และสูงถึงกว่า 108 ล้านล้านบาท ($3.1 trillion) ภายในปี พ.ศ. 2573 ซึ่งการเติบโตลักษณะนี้เป็นแพทเทิร์นที่มักเกิดขึ้นกับเทคโนโลยีเกิดใหม่ (emerging technology) ที่สำคัญๆ “

ที่มา : techsauce.co

ช่องทางรับข้อมูลข่าวสาร : Facebook , Line , Tweet , Google+ , Youtube

กลุ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้เรื่อง crypto : ที่นี่