Top Ten Cryptocurrency แบบฉบับเข้าใจง่าย

[แปลโดย Earth the Cryptonian (เอิร์ธ เดอะ คริปโตเนี่ยน) — วันที่ 09 Nov 2018]

[ข้อมูลบทความ วันที่ 28 Sep 2018]

#1 Bitcoin (BTC)

แบบสั้นๆ: เงินตราของโลกอินเตอร์เน็ต และทองรูปแบบดิจิตอล

แบบอธิบาย: บิทคอยน์เป็นคริปโตเคอเรนซี่ตัวแรก เปิดใช้งานในปี 2009 ซึ่งเป็นเงินตราของโลกอินเตอร์เน็ตรูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากรูปแบบเงินตราเดิม ๆ

BTC มีการควบคุมแบบกระจาย (decentralized) ซึ่งไม่ได้ถูกควบคุมโดยองค์กรใดองค์กรหนึ่งหรือบุคคลใด ๆ และการทำธุรกรรมจะเป็นรูปแบบ P2P หรือ จากบุคคลสู่บุคคล (Peer-to-Peer) ประวัติในการทำธุรกรรมทั้งหมดได้รับการประมวลผลการทำงานกับคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ที่ทำงานบนเครือข่าย Bitcoin Blockchain ซึ่งไม่สามารถย้อนธุรกรรมกลับไปได้ และยังป้องกันการเอาเงินตรามาใช้ได้ซ้ำ ๆ (double spending) ซึ่งทำให้เงินตราบนโลกดิจิตอลมีมูลค่าอย่างแท้จริง

คนทั่วโลกสามารถรับ/ส่งบิทคอยน์ได้ถึงกันโดยเสียค่าธรรมเนียมไม่แพงและรวดเร็ว ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่สามารถทำได้

Platform: ทำงานบนเครือข่าย Bitcoin บล็อกเชน ซึ่งใช้รูปแบบการทำงาน Proof of Work (PoW)

สถานการณ์ปัญหาปัจจุบัน: การขยายการทำธุรกรรมให้เร็วยิ่งขึ้น ซึ่งทำได้แค่ 5–7 ธุรกรรมต่อวินาทีเท่านั้น จากที่เมื่อก่อนค่าธรรมเนียมไม่ถึง 1 ดอลลาร์ ก็เป็นหลาย ๆ ดอลลาร์ และ เวลาการทำธุรกรรมก็นานยิ่งขึ้น

ในการเปรียบเทียบ Visa หรือ Mastercard ที่สามารถทำธุรกรรมได้ถึง 2,000 ธุรกรรมต่อวินาที

หากบิทคอยน์ต้องการเป็นระบบการจ่ายเงินระดับโลก คงต้องพัฒนาระบบให้ว่องไวยิ่งขึ้น

ศึกษาเหรียญนี้เพิ่มเติม คลิกเลย

#2 Ethereum (ETH)

แบบสั้นๆ: แพลตฟอร์มสำหรับนักเขียนและพัฒนาโปรแกรม ซึ่งสามารถเขียนเพื่อเป็น Smart Contract และสามารถทำให้เป็นรูปแบบเงินตราดิจิตอลได้เช่นกัน

แบบอธิบาย: Ethereum ใช้การทำงานจาก สัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) ซึ่งทำสัญญาเพื่อทำการส่งเงินให้อีกฝ่ายเมื่อบรรลุเงื่อนไขสัญญาได้ ตัวอย่างเช่นการขายบ้าน ผู้ซื้อและผู้ขายทำสัญญาบน Smart Contract ให้โอนความเป็นเจ้าของบ้านและโอนเงินให้โดยอัตโนมัติ เมื่อข้อตกลงของทั้ง 2 ฝ่ายเสร็จสิ้น

อีกหนึ่งประโยชน์คือ ETH เป็นแพลตฟอร์มสำหรับนักเขียนและพัฒนาโปรแกรม รูปแบบ decentralized apps (Dapps) ซึ่งสร้างบนเครือข่ายการทำงานของ Ethereum อธิบายง่าย ๆ คือ คิดซะว่า Apple หรือ Microsoft อนุญาตให้นักเขียนและพัฒนาโปรแกรมอื่น ๆ สามารถสร้างโปรแกรม/พัฒนาบนเครือข่ายของพวกเขา เช่น พัฒนา Microsoft Word ที่ดีกว่าเดิม ได้

ซึ่ง Ethereum ได้สร้างการระดมทุนรูปแบบใหม่ หรือที่เรียกว่า ICO (initial coin offerings) ทำให้นักพัฒนาโปรแกรมสามารถพัฒนาบล็อกเชนในรูปแบบต่าง ๆ และขอระดมทุนผ่านทาง Ethereum โดยการขายเหรียญ (tokens) สำหรับการใช้งานโปรแกรมของนักพัฒนาโปรแกรมในอนาคตได้ด้วย

Platform: ทำงานบนเครือข่าย Ethereum บล็อกเชน ซึ่งใช้รูปแบบการทำงาน Proof of Work (PoW) และมีแผนการในอนาคตว่าจะเปลี่ยนให้เป็นรูปแบบ Proof of Stake (PoS)

สถานการณ์ปัญหาปัจจุบัน: ปัญหาที่คล้ายกับบิทคอยน์คือ การขยายการทำธุรกรรมให้เร็วยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะเมื่อช่วงต้นปี 2018 มูลค่าตามตลาดของคริปโตตกลง ทำให้เป็นที่รู้กันว่า ความหมายของ Dapps มันแทบไม่มีนัยยะสำคัญ จึงทำให้ ETH เติบโตช้ามากกว่าเดิม

อีกแพลตฟอร์มหนึ่งเช่น EOS ถูกสร้างให้เป็นเทคโนโลยีที่คล้ายกัน แต่ใช้งานง่ายและรวดเร็วกว่า ทำให้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่กดดัน ETH ในระยะยาวด้วยเช่นกัน

ศึกษาเหรียญนี้เพิ่มเติม คลิกเลย

#3 XRP (XRP)

แบบสั้นๆ: เครือข่ายการทำธุรกรรมสำหรับวิสาหกิจ

แบบอธิบาย: ปัจจุบันการโอนเงินข้ามประเทศหรือข้ามทวีปมักใช้เวลาหลายวันและมีค่าธรรมเนียมมหาศาล XRP จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้โอนเงินระหว่างธนาคารและใช้จ่ายโอนเงินข้ามทวีปได้ด้วยค่าธรรมเนียมอันแสนถูก

Platform: บัญชีรูปแบบฐานข้อมูลแบบกระจาย (Distributed ledger) (ซึ่งไม่ใช่บล็อกเชน) โดยมีการจัดการโดย Ripple Labs ด้วยวิธี proof of Correctness

สถานการณ์ปัญหาปัจจุบัน: Ripple ซึ่งเป็นองค์กรที่สร้างและควบคุมเหรียญ XRP มีเหรียญ XRP มากกว่า 50% ของจำนวนของเหรียญที่มีทั้งหมด แปลว่ามันไม่ใช่คริปโตที่เป็น decentralized รวมถึงผู้ประมวลผลธุรกรรม (Nodes) ก็อยู่ภายใต้การควบคุมของเครือข่าย Ripple ด้วยเช่นกัน

จากข้อมูลด้านบนก็ไม่ได้บอกว่าองค์กร Ripple จะไม่ประสบความสำเร็จ ก็ไม่ควรกล่าวว่า XRP เป็นคริปโตเคอเรนซี่ที่แท้จริงอย่างเช่นบิทคอยน์หรือ Ethereum ซึ่ง XRP คงต้องใช้เวลาเพื่อพิสูจน์ความสามารถความไว้ใจได้และน่าเชื่อถือสำหรับการจ่ายเงินระหว่างประเทศต่อไป

ศึกษาเหรียญนี้เพิ่มเติม คลิกเลย

#4 Bitcoin Cash (BCH)

แบบสั้นๆ: ตัวโคลนของบิทคอยน์

แบบอธิบาย: Bitcoin Cash เกิดจากการแตกแยกความคิดของคนที่ใช้บิทคอยน์มาก่อน สำหรับการขยายการทำธุรกรรมให้เร็วยิ่งขึ้น สำหรับกลุ่มที่คิดว่าขนาดบล็อกควรจะมีการขยายให้ใหญ่ขึ้น ซึ่ง BTC มี 1MB และ BCH มี 8MB ซึ่งทำให้สามารถทำธุรกรรมได้เร็วขึ้นจาก BTC ที่ทำได้ 7 ธุรกรรมต่อวินาที เป็นรูปแบบ BCH ซึ่งทำได้ 60 ธุรกรรมต่อวินาที

หากต้องการศึกษาเพิ่มเกี่ยวกับทำไมการโคลน หรือ fork เกิดขึ้น ให้คลิกที่นี้

Platform: บน Bitcoin Cash บล็อกเชนที่ได้ fork ออกจากบิทคอยน์ช่วงเดือนสิงหาคม 2017 และ ทำงานใช้รูปแบบการทำงาน Proof of Work (PoW) เช่นกัน

สถานการณ์ปัญหาปัจจุบัน: BCH ได้พบปัญหาหลายอย่าง เช่น BCH ควรได้รับความชอบธรรมเพื่อทดแทน BTC หรือไม่ และยังมีการกระทำบางอย่างมีความน่าสงสัยอีกเช่นกัน คลิกที่นี้เพื่อศึกษาเพิ่มเติม

เครือข่ายการขุด BCH ก็เสมือนว่า centralized มากกว่า BTC และก็โต้เถียงระหว่างนักพัฒนาระดับสูงระหว่างทั้ง 2 เหรียญ ซึ่งในกลุ่มของ BCH มักจะมองว่า BCH คือ บิทคอยน์ที่แท้จริง อย่างไรก็ตามยังขาดจำนวนผู้ใช้งานจริงและปริมาณการทำธุรกรรมน้อยกว่าบิทคอยน์อยู่ดี

ศึกษาเหรียญนี้เพิ่มเติม คลิกเลย

#5 EOS (EOS)

แบบสั้นๆ: แพลตฟอร์มที่ล้ำหน้ากว่า Ethereum โดยใช้เพื่อทำ Dapps และ Smart Contracts

แบบอธิบาย: EOS เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการสร้าง Dapps และ Smart Contracts ซึ่งคนมักนำมันไปเปรียบเทียบกับ Ethereum ที่มีความสามารถที่คล้ายกัน แต่ EOS สามารถใช้เขียนโปรแกรมได้ง่ายกว่าและมีความสามารถที่กว้างกว่าและรวดเร็วกว่าด้วย

Platform: EOS ใช้บล็อกเชนรูปแบบ delegated proof-of-stake (dPoS)

สถานการณ์ปัญหาปัจจุบัน: EOS ได้เปิดตัว Mainnet (เข้าสู่ระบบแพลตฟอร์มบล็อกเชนของตนเอง) ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2018 หลังจากได้มีการระดมทุนถึง 12 เดือนเต็ม ๆ ซึ่งหมายความว่ามันเป็นบล็อกเชนน้องใหม่ล่าสุด และคงยังต้องใช้เวลาต่อไป เพื่อเฝ้าดูว่ามันจะมีความสามารถที่แท้จริง และจะสามารถทดแทน Ethereum ได้หรือไม่

ศึกษาเหรียญนี้เพิ่มเติม คลิกเลย

#6 Litecoin (LTC)

แบบสั้นๆ: บิทคอยน์ที่เร็วกว่าเดิม

แบบอธิบาย: LTC ได้ถูกยกว่าเป็นเงินดิจิตอล (silver) ในขณะที่บิทคอยน์เป็นทองดิจิตอล (gold) ซึ่ง LTC ได้ออกแบบมาสำหรับการโอนย้ายเงินจำนวนน้อยและถี่กว่า แทนที่เป็นการเก็บมูลค่าทางดิจิตอลอย่างบิทคอยน์

การทำธุรกรรมของเครือข่าย LTC มีค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าและรวดเร็วกว่าถึง 4 เท่า

Platform: ทำงานบนเครือข่าย Litecoin บล็อกเชน มันได้ hard fork (แยกฐานของบล็อกเชน) ออกมาจากบิทคอยน์มาตั้งแต่ ตุลาคม 2011 ซึ่งใช้รูปแบบการทำงาน Proof of Work (PoW)

สถานการณ์ปัญหาปัจจุบัน: เนื่องจาก LTC ทำงานคล้ายกับบิทคอยน์ ซึ่งในอนาคตจะพบปัญหาเดียวกันกับบิทคอยน์คือ การขยายการทำธุรกรรมให้เร็วยิ่งขึ้น เมื่อ LTC มีการใช้งานที่เพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม นักพัฒนาโปรแกรม LTC กำลังเตรียมการขยายบล็อกให้ใช้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เช่นวิธีการของ Lighting Network เป็นต้น

ศึกษาเหรียญนี้เพิ่มเติม คลิกเลย

#7 Stellar (XLM)

แบบสั้นๆ: ระบบการจ่ายเงินรูปแบบดิจิตอลที่รวดเร็ว

แบบอธิบาย: Stellar Lumens เป็นเหรียญคริปโตที่มีองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรอย่าง Stellar Development Foundation หรือ SDF เป็นผู้ดำเนินการ และมันสามารถทำหน้าที่ได้คล้ายกับบิทคอยน์หรือ XRP เช่นกัน ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสร้างขึ้นเพื่อความรวดเร็ว (ภายใน 3–5 วินาที) ความง่ายในการใช้งาน และมีค่าธรรมเนียมที่ไม่แพง (0.01 ดอลลาร์)

เป้าหมายของ SDF คือทำให้ทั่วโลกสามารถโอนย้ายเงินรูปแบบดิจิตอลได้โดยการเชื่อมต่อผู้ใช้งานทั่วโลกกับธนาคารและระบบการจ่ายเงิน อีกทั้งยังผลักดันความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจนอีกด้วย เช่นทำให้การบริการของ XLM สามารถเข้าถึงสถานที่ ที่ ประชาชนห่างไกลธนาคาร เป็นต้น

ในขณะนี้ พวกเขาได้มีพันธมิตรอย่าง IBM และอื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงมีบุคคลกรที่มีอิทธิพลในโลกของคริปโตอยู่ในทีมด้วย

Platform: บนบล็อกเชนของตนเองที่ชื่อว่า Stellar Consensus Protocol (SCP)

สถานการณ์ปัญหาปัจจุบัน: ปัญหามีไม่กี่เรื่อง เช่นความปลอดภัยเบื้องต้นของระบบ และความเป็น decentralized ของแพลตฟอร์ม นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรน่าห่วง เนื่องมีทางทีมงานที่มีประสบการณ์และเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี รวมถึงมีที่ปรึกษาที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย

ศึกษาเหรียญนี้เพิ่มเติม คลิกเลย

#8 Tether (USDT)

แบบสั้นๆ: เหรียญคริปโตสำหรับการแทนค่า 1 ดอลลาร์

แบบอธิบาย: USDT เป็นคริปโตที่ผูกมูลค่าให้เทียบเท่า 1 ดอลลาร์อยู่เกือบตลอดเวลา มันจึงถูกเรียกว่า stable coin หรือเหรียญคงมูลค่า ซึ่งทำให้สามารถเปรียบมันเหมือนกับ 1 $ และยังสามารถส่งไปตามเว็บเทรดต่าง ๆ อีกได้ง่าย ๆ แทนที่นักเทรดจะต้องแลกเป็นเงินตราตามประเทศของเขา

Platform: บล็อกเชนของ Tether เอง

สถานการณ์ปัญหาปัจจุบัน: USDT ได้อ้างว่าตามจำนวนเหรียญ USDT ที่มี พวกเขาได้มีทุนดอลลาร์สำรองตามจริงเป็นอัตราส่วน 1:1 แต่ตามหลักฐานที่พบ พวกเขาได้ปิดบังแหล่งที่มาของหลักฐานจากการอ้างการมีทุนสำรองของพวกเขา ซึ่งทำให้มีกลุ่มผู้ใช้งานคริปโตจำนวนมากยังไม่มั่นใจในการทำงานขององค์กรนี้

ศึกษาเหรียญนี้เพิ่มเติม คลิกเลย

#9 IOTA (MIOTA)

แบบสั้นๆ: การจ่ายเงินกับทาง Internet-of-things (IoT)

แบบอธิบาย: IOTA โดยรากฐานแล้ว แตกต่างจากคริปโตโดยส่วนใหญ่ เนื่องจากมันสร้างด้วยระบบ directed acyclic graph (DAG) หรือที่เรียกว่า Tangle (ไม่ใช่บล็อกเชน) ซึ่งมันสามารถทำให้ค่าธรรมเนียมเป็นศูนย์ได้ มีการทำงานอย่างรวดเร็ว และจะไม่มีปัญหาในการขยายการทำธุรกรรมอีกด้วย

Platform: รากฐานของ IOTA Tangle มีการใช้ระบบ PoW เล็กน้อยสำหรับการทำธุรกรรมต่อครั้ง

สถานการณ์ปัญหาปัจจุบัน: เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีใหม่และแตกต่าง IOTA ยังคงต้องใช้เวลาพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีนี้มีประสิทธิภาพอย่างที่ทีมงานได้อ้างไว้หรือไม่ รวมถึงการป้องกันการแฮกหรือนักทำลายระบบต่าง ๆ ด้วย

ปัญหาอื่น ๆ เช่นทีมงานของ IOTA มักจะมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ไม่ชอบมาพากล

ศึกษาเหรียญนี้เพิ่มเติม คลิกเลย

#10 Monero (XMR)

แบบสั้นๆ: รูปแบบคริปโตเคอเรนซี่ที่มีความเป็นส่วนตัวสูงและไม่สามารถสอบกลับได้

แบบอธิบาย: XMR ได้มีการระดมทุนจากทางกลุ่มชนคริปโตที่ต้องการคริปโตที่มีความเป็นส่วนตัวสูง อย่างบิทคอยน์ที่ธุรกรรมสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้หมด ซึ่งทำให้ขาดความเป็นส่วนตัว ในขณะที่ XMR นั้น มีความเป็นส่วนตัวสูง 100% มีความปลอดภัย และไม่สามารถสอบกลับได้ มันมีระบบพื้นฐานของ อัลกอริทึม (algorithm) ที่แตกต่างจากคริปโตอื่น ๆ โดยมันผสมผสานการทำธุรกรรมที่มีการสุ่มนำโค้ดปลอมแฝงเข้าไปด้วย

Platform: ทำงานบนเครือข่าย Monero บล็อกเชน ซึ่งใช้รูปแบบการทำงาน Proof of Work (PoW)

สถานการณ์ปัจจุบัน: เทคโนโลยีและทีมงานของ XMR มีประสิทธิภาพอย่างมาก โปรเจคนี้ได้เปิดตัวมานานแล้วเช่นกัน แต่เนื่องจากความสามารถของมันที่มีความเป็นส่วนตัวสูง ทำให้มีผู้ใช้งานเป็นแฮกเกอร์ อาชญากร หรือ กลุ่มคนที่ต้องการเลี่ยงกฎหมาย ใช้งาน XMR มากด้วยเช่นกัน ซึ่งทำให้ XMR สูญเสียชื่อเสียงเป็นอย่างมาก

ศึกษาเหรียญนี้เพิ่มเติม คลิกเลย

รบกวนปรบมือ (กดค้าง) ให้ด้วยนะครับ ^^

Ref: https://blog.goodaudience.com/the-top-10-cryptos-explained-85cddbe4f281