Jazz Guitar Talk: Steve Khan

สมัยผมเรียนกีตาร์ใหม่ๆ แทบทุกอาทิตย์ คุณครูมักจะแจกเอกสาร Copy ที่เป็นบทสัมภาษณ์นักกีตาร์ หรือบางครั้งก็ให้ยืมหนังสือมาอ่าน ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งผมต้องใช้เวลานานพอสมควรเลยทีเดียวกว่าจะอ่านหรือแปลได้จบ แต่ประสบการณ์นี้ นับเป็นความภาคภูมิใจของผมเลยว่า ขนาดคนเรียนวิชาภาษาอังกฤษได้ C, D หรือ หวิดที่จะสอบตกอยู่เป็นประจำอย่างผม ก็ยังสามารถอ่าน และ แปล หนังสือภาษาอังกฤษพอได้อยู่บ้าง ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเพราะว่า เรื่องที่เราได้อ่านนั้น เป็นเรื่องที่เรามีความสนใจใคร่รู้ ก็เลยมีแรงฮึดที่อยากจะอ่านให้จบนั่นเอง

การที่เราได้ฟัง หรือ อ่านบทสัมภาษณ์นักดนตรีที่มีชื่อเสียงนั้น เป็นอีกช่องทางหนึ่งของการศึกษาเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี อันจะทำให้เราได้รับรู้ถึง มุมมอง ความคิด ของนักดนตรีที่มีชื่อเสียงเหล่านั้น ซึ่งแต่ละคนก็ล้วนได้อุทิศตัวในการ Mastering การเล่นดนตรี จนมีทักษะการเล่นอยู่ในระดับสูง ได้รับการยอมรับ อีกทั้งพวกเขาหลายๆคนยังได้ใช้ในการสอนในสถาบันการศึกษา ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ผมได้พบจากการอ่าน ก็คือ การสอน/การศึกษา Jazz Guitar นั้น ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่อง Personal ของแต่ละบุคคล ซึ่งแต่ละคนนั้นก็จะมีวิธีการ การคิด และ ระบบ ที่เป็นของตนเองแทบทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้นับว่าน่าสนใจมาก ด้วยเราอาจจะพบถึง ความคล้าย หรือ ความแตกต่าง ของคำตอบที่ได้ในแต่ละคน ซึ่งคำตอบที่ได้นั้น แม้จะไม่ได้เป็นการรับประกันว่า จะสามารถนำไปใช้เป็นสูตรสำเร็จได้กับนักกีตาร์ทุกๆคนในโลก แต่ในบางคำตอบที่คุณได้อ่านนั้น อาจจะช่วย “คลิก” ในบางปัญหาของคุณ ซึ่งอาจจะช่วยเป็นจุดก้าวกระโดดทางความคิด และ ได้เป็นพัฒนาทักษะการเล่นของคุณได้สูงขึ้นไปอีกก็เป็นได้

ภาพ: Steve Khan

ในนิตยสาร Jazz Life ฉบับพิเศษ ซึ่งออกในประเทศญี่ปุ่น ได้คัดเลือกให้ Steve Khan เป็น 1 ใน 22 นักกีตาร์แจ๊สที่ดีที่สุดตลอดกาล (22 All-time Greatest Jazz Guitarist) มีหนังสือหลายเล่มได้กล่าวถึงประวัติและการดำเนินวิชาชีพของเขา สำหรับนักดนตรีที่มีชื่อเสียง ที่เขาเคยร่วมงานด้วยในฐานะนักกีตาร์ ได้แก่ Brecker Bros. และ Donald Fagen เป็นต้น เขามี Solo Album ที่เป็นรู้จักกันเป็นอย่างดี อาทิ เช่น Two For The Road (1977), Tightrope (1977), Alivemutherya (1978), The Blue Man (1978), Arrows (1979), Collections (1980), Evidence (1981), Eyewitness (1981), Modern Times (1982), Casa Loco (1983), Local Color (1987), Helping Hand (1987), Public Access (1990), Let’s Call This (1991), Headline (1992), Crossings (1994), Got My Mental (1997), You Are Here (1998) etc.
 
ในความเชี่ยวชาญ (Expertise) ของคุณ อะไรเป็นเหลี่ยมมุม (Facets) ของการเล่น Jazz Guitar ที่นักเรียนควรจะ Focus มากกว่าอย่างอื่น ในขั้นตอนของการพัฒนาของพวกเขาครับ

เว้นเสียแต่อย่างหนึ่งที่เรียกว่า “พรสวรรค์” แล้ว การที่ใครคนหนึ่งจะเข้ามาสู่การเป็นผู้มีความสามารถในทางดนตรี อันแรกสุดเลย คือ “การฟัง” ทุกๆอย่าง, ซึ่งกระบวนการเรียนรู้แบบนี้ อาจจะเป็นอะไรที่ยาวนานและเชื่องช้า (Tedious) ไปอยู่บ้าง แต่ เมื่อใครคนนั้น กำลังคิดจะพัฒนาให้ถูกต้องถูกทางกว่านี้แล้วล่ะก็ ผมคิดว่า เรื่องหนึ่งที่น่าจะช่วยคุณได้อย่างมากมายมหาศาลเลย ก็คือ การหาครูที่ดีจริงๆสักคน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ให้คุณหาครูที่มีทักษะการเล่นในระดับสูงแต่เพียงอย่างเดียว แต่คุณควรจะต้องหาครูที่นอกจากจะเก่งในด้านทักษะระดับสูงแล้ว ยังมีความสามารถที่จะจัดระเบียบการฝึกซ้อม (Organized Method), วิธีการ (Approaches) ที่ทำอย่างไรถึงจะพัฒนาทักษะ หรือ ความรู้ ด้วยลำดับขั้นตอนจากจุด ‘A’ ไปจุด ‘B’ มากกว่าที่จะเรียนรู้ชนิดแบบก้าวกระโดด ซึ่งอาจจะด้วยการเน้นแต่ ภาษา (Language) และ ศัพท์ (Vocabulary) หรือ Jazz Idiom นั่นก็คือ ผมคิดว่า เขาควรที่จะเริ่มต้นการเรียนรู้ Basic Scales และ Modes แล้วเรียนรู้ว่ามัน “รับกัน” (Correspond) อย่างไรกับ Chord Forms ต่างๆที่ใช้ๆกัน นี่คือ สิ่งจำเป็นเลยที่คุณต้องเผชิญกับมัน จากนั้น ผมจะลองหยิบ Simple Harmonic Problems (คือ Chord Changes นะแหละ) โดยการกำหนดให้ใช้ Scales และ Modes เหล่านี้ ขณะที่เราก็ “จำกัด” อาณาบริเวณในการเล่นบนคอกีตาร์ไม่เกิน 4 Frets แล้วขณะที่คุณได้ทำอย่างนี้ไปสักระยะหนึ่ง ลำดับต่อไป ผมก็จะให้คุณ เน้น ในการ Mastering การใช้ Guide Tones เลยเป็นลำดับแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเล่น Comp (Accompaniment) ด้วยเพราะ นี่เป็นสิ่งจำเป็นมาก ที่คุณจะต้องเป็น Accompanist ที่ดีก่อน

อะไรที่คุณคิดว่าเป็นการแบ่งแยกความแตกต่างระหว่าง “ผู้เล่นที่ดี” (A Good Player) กับ “นักกีตาร์แจ๊สที่ยิ่งใหญ่” (The Great Jazz Guitarist) จริงๆ? คือ คุณว่ามันเป็นพรสวรรค์ หรือ คุณสามารถที่จะเรียนรู้มันได้ครับ?

อย่างแรกเลย ที่ผมกำลังจะตอบคำถามนี้กับคุณ คือ ผมไม่รู้ว่า อะไรที่เป็นวิธีการ (Approaches) ที่จะทำให้คุณเป็นนักดนตรีแจ๊ส ชนิดที่มีมุมมองที่คับแคบ (Narrow Focus) เช่นนั้น คือ ที่ผมหมายถึงการที่คิดแบบว่าคุณเป็น “นักกีตาร์แจ๊ส” คือ ผมอยากจะให้คิดแบบกว้างออกไปกว่านั้น หรือ คิดข้ามพ้นออกไปจากเพียงแค่เครื่องดนตรีที่คุณเล่น หรือ กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ให้คุณคิดว่า คุณเป็น Music Maker อันนี้ผมคิดว่า ดนตรี นั้น ควรจะเป็นอะไรที่ใหญ่กว่าแค่ นักดนตรี เสมอ จริงๆมันก็ดีมากๆเลยนะ หากคุณมีความสามารถที่จะเป็นนักดนตรีในระดับที่เชี่ยวชาญความสามารถชั้นเลิศ (Virtuoso) เพราะนั่นแน่นอนว่า มันเป็นสิ่งที่ช่วยให้คุณได้แสดงออกถึงความคิด (Ideas) ของคุณได้เป็นอย่างดีด้วย แต่ผมยืนยันว่า เพียงแค่นี้ มันไม่ได้เป็นองค์ประกอบเดียวที่จำเป็นมากพอที่จะให้คุณเป็น A Great Music-Maker เพราะนั่นเป็นเพียงปัจจัยภายนอกหนึ่ง ที่คุณต้องนำมารวมใน “Music” ที่ผมว่านั้น ซึ่งท้ายที่สุด คุณก็จะต้องเล่นดนตรีในลักษณะที่ “ข้ามพ้น” ทักษะทางกายภาพ (Physical Part) ของการเล่นเพียงเครื่องดนตรี ซึ่ง ตรงนี้ นักดนตรีคนนั้นจะต้องสามารถ “แยกแยะ” ตนเอง จากประเด็นนี้ได้เป็นอย่างดีด้วย

การที่ใครคนหนึ่งเรียนรู้ที่จะเป็น Music Maker นั้น มันอาจต้องใช้เวลา แต่ผมเชื่อว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ศึกษาเรียนรู้กันได้ โดยเรื่องนี้นั้น มาจากการพัฒนาทักษะเรื่อง “การฟัง” คือ ฟังอะไรก็ตามที่อยู่รอบๆตัวคุณ แล้วคุณก็สามารถที่จะหยิบนำไปใช้ในหลายๆวิธีการ ซึ่งในบางครั้งนะ การเล่นดนตรีนั้น เราอาจไม่ต้องเล่นอะไรเลยก็ได้ คือ เป็นการเล่นโดยใช้ “ความเงียบ” (Using the Silences) ซึ่งตรงนี้ก็มีส่วนสำคัญมากนะ

คุณคิดว่า Sight Reading นั้นมันสำคัญกับคุณอย่างไร ในการประกอบอาชีพนักดนตรีของคุณ?

อันนี้ผมว่านะ “ทักษะพื้นฐานทั้งหลายของความเป็นนักดนตรีนั้น ล้วนเป็นสิ่งจำเป็น” ทำไมผมถึงพูดอย่างนั้น คือ มันมีกรณีนับไม่ถ้วนของนักดนตรีเลยนะ ที่เขาแสดงออกถึง บางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในอีกแบบหนึ่ง โดยเขาอาจจะไม่รู้อะไรที่รองรับสิ่งที่เขาเล่นนั้นในเชิงทฤษฎีดนตรี หรือ แม้กระทั่งการอ่านโน้ตแบบ Single Note ก็ตาม อย่างไรก็ตาม นักดนตรีประเภทอย่างนั้น ก็เพียงแต่มี Gifted beyond belief คือ พวกเขาเล่นดนตรีที่ว่าไปแล้วก็เพียงแต่ใช้ทักษะในการฟังทุกอย่างนั่นเอง และในท้ายที่สุด สิ่งที่เราเรียกว่าเป็น Basic Skills ที่เราสามารถใช้งานมันได้ เมื่อเรากำลัง Make Music ก็คือ ทักษะความสามารถในการฟัง และ การได้ยินบางสิ่งบางอย่างที่เขาอยากจะแสดงมันออกมาผ่านเครื่องดนตรีของเขานั่นเอง

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะพูดขยายความต่อจากเมื้อกี้ อย่างเช่น มันไม่ได้มี การแก้ปัญหาอะไรแบบง่ายๆ (Simple Solution) ในการพัฒนาทักษะในการอ่านโน้ต (Read Music) บนกีตาร์เลยนะ ซึ่งมันก็เหมือนหลายๆอย่างในชีวิต คือ เมื่อคุณทำอะไรสักอย่างมากขึ้น คุณก็จะมีทักษะความสามารถในตรงนั้นมากขึ้น ซึ่งอันนี้ ผมอยากจะเสนอ คำแนะนำ ที่ผมได้บอกตัวเองเสมอในเรื่องนี้ ว่า

[A] อย่าท้อแท้ ทำไมผมถึงพูดง่ายปานนั้น คือ เราต้องยอมรับว่า การอ่านโน้ตบนกีตาร์นั้น มันไม่ง่ายเลย การเล่นกีตาร์นั้น เราจะพบ ชุดของปัญหา (Sets of Problems) มากมายที่เราจะต้องเอาชนะมันให้ได้ อย่างน้อยที่สุดที่คุณจะต้องพบ คือ มันมีโน้ตตัวเดียวกัน ที่มันสามารถที่จะปรากฏใน 4 ตำแหน่งบนคอกีตาร์ อย่างนี้ คุณจะจัดการกับมันอย่างไร ซึ่งสำหรับผมนั้น ผมก็จัดการกับมันด้วยประสบการณ์, ด้วยการฝึกซ้อม ให้มากยิ่งขึ้นในสมัยนั้นนะ ซึ่งคุณเองก็อาจจะพบ หรือ รู้ถึงวิธีการจัดการกับมันมากกว่าผมก็ได้

[B] Doing Some Transcribing สิ่งที่ผมแนะนำในเรื่องของ การแกะเพลงนี้ เป็นสิ่งที่จะช่วยคุณได้จริงๆนะ เพียงแค่คุณพลิกมุมคิด คือ ส่วนมากนั้น คุณจะเรียนรู้ การเขียนในสิ่งที่คุณได้ยิน ซึ่งก็คือ ในการแกะเพลงส่วนใหญ่ที่ผมพบ มันมักจะจบที่ การที่คุณได้ฟังหรือได้เห็นสิ่งที่คุณเขียน แต่มันจะดีกว่าไหม ถ้าคุณจะ เขียน Melodies ที่คุณชอบไปยังเพลงที่คุณไม่รู้จัก พูดอย่างนี้ คุณอาจจะรู้สึกงง คือ ผมคิดว่า หากคุณเล่น Melody ที่คุณชอบ ไปในทุกๆเพลงได้นั้น มันสำคัญกว่าการที่คุณจะ Writing Out Solos ที่คุณแกะมาเสียอีก

[C] ฝึกซ้อมการอ่านโน้ตด้วย Metronome แต่ … คุณควรฝึกซ้อมใน Tempo ที่คุณสามารถอ่านได้ทันด้วยนะ ซึ่งนั่นหมายถึง คุณอาจจะต้อง Slow Down มันลงมาถึง Tempo Rate = 60 แล้วเริ่มจากตรงนั้น จำไว้ว่า กุญแจสำคัญของเราคือ เรากำลัง Reading the Music ซึ่งเป็นการประมวลผล (Processing) จากสิ่งที่คุณเห็นและรู้ในใจออกมา ซึ่งการฝึกซ้อมแบบนี้จะต้องใช้เวลาในการพัฒนานานพอสมควรเลยทีเดียว โดยอันนี้ คุณอย่าเพิ่งใจร้อนชนิดแบบว่า คิดที่จะอ่านโน้ตโดยการเล่น Charlie Parker Head หรือ “Flight of the Bumble Bee” อะไรทำนองนั้นเลยทีเดียว เพราะ คุณก็น่าจะรู้ว่า มันยากโคตร

[D] หากคุณพอมีสตางค์ อันนี้ผมแนะนำเลย ให้คุณซื้อหนังสือ “Melodic Rhythms for Guitar” (William Leavitt/Berklee) ซึ่งผมคิดว่าจะช่วยคุณได้เป็นอย่างมากเลยทีเดียว โดยในหนังสือเล่มนี้จะได้มีการจัดระเบียบโดยเริ่มต้นจากวิธีที่ง่ายๆ (Very Simple) และยังช่วยให้คุณได้อ่าน 8th — Note Sub-Divisions ได้เป็นอย่างดี และในคีย์ที่เหมาะสมที่นักดนตรีส่วนใหญ่ใช้เล่น โดยแต่ละแบบฝึกหัดนั้นจะช่วยให้คุณเห็นถึง Visualizing Intervals และ การเคลื่อนที่ของ Melodic Intervals ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

ภาพ: หน้าปกหนังสือ Melodic Rhythms for Guitar ของ William Leavitt

[E] ปัญหาอย่างหนึ่งของการเล่นกีตาร์ ของนักกีตาร์ส่วนใหญ่ คือ “เราไม่ได้เริ่มเล่นจากการเรียนรู้จากการอ่านโน้ตเป็นอย่างแรก” นั่นก็คือ เราเริ่มเล่นกีตาร์จากการเล่น เป็นขั้นตอนแรก ซึ่งตรงนี้นับเป็นการสร้างปัญหา เหตุด้วยเพราะ บางครั้ง เราสามารถที่จะเรียนรู้ถึงการเล่นที่ดีได้ โดยที่เราไม่ต้องรู้ว่าเราได้ทำอะไร (ปัญหาจิตวิทยา/ปรัชญาการศึกษาชัดๆ: ผู้แปล) ซึ่งจากปัญหาในเรื่องของธรรมชาติของกีตาร์ ก็เลยกลายเป็นว่า เมื่อคุณได้พยายามที่จะอ่านโน้ตกับกีตาร์ในภายหลัง มันจึงกลายเป็น Big Problem แต่หากเราพิจารณาในมุมมองตรงกันข้าม จากที่ผมพบคือ หากเขาได้ศึกษาเรียนรู้ถึง การอ่าน Chord Symbols ว่า มันคืออะไร มีส่วนประกอบ และ โน้ตอย่างไร ฯลฯ โดยค่อยๆฟังที่ละองค์ประกอบตั้งแต่แรก ซึ่งผลที่ได้นั้นจะดีกว่ามาก

ในความเห็นของคุณนั้น TAB มีความสำคัญอย่างไรครับ

ผมคิดว่า บางทีผู้จัดพิมพ์หนังสือพวกนี้ อาจจะมุ่งเน้นที่การทำหนังสือ Jazz Guitar ในแบบที่เป็นมิตรกับชาวร็อคนะ (Rock Friendly) ซึ่งนั่นก็อาจจะกล่าวได้ว่า มันเป็นการพยายามที่จะทำหนังสือที่จะช่วยให้ผู้เล่นที่ต้องการที่จะพัฒนาทักษะชนิดเลียนแบบ แต่ไม่ได้เรียนรู้ การอ่าน แบบจริงๆ หรือไม่ก็ เป็นการช่วยให้คุณไม่ต้องไปเรียนรู้ Music Theory อย่างมากมายเกินจำเป็น ดังนั้น TAB ก็เลยกลายเป็น Necessary Evil ไป มันก็เลยกลายเป็นว่า คุณไม่สามารถขาดไอ้เจ้า Jazz Guitar Book ที่ต้องมีสิ่งเหล่านี้ แต่สำหรับผม สำหรับคุณๆนั้น ก็อาจจะมีหนังสือที่จำเป็นจริงๆสัก 4–5 เล่ม แต่ก็ใช่ว่าคุณจะยึดติดแต่กับหนังสือ 4–5 เล่มนี้แต่เพียงอย่างเดียว เพราะหนังสือแม้จะเขียนได้ดีขนาดไหน ก็ไม่ได้ให้ ข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างครบถ้วน ทางที่ดี คือ ควรหาโอกาสที่จะได้แชร์ข้อมูลความรู้จากเพื่อนนักดนตรีด้วย

ในฐานะที่คุณเป็น นักดนตรีมืออาชีพ มีขอบเขตการเล่นแบบไหนที่คุณได้มุ่งเน้นถึง แล้วคนที่อยู่ในฐานะนักเรียนนั้น ไม่เคยได้กล่าวถึงบ้างครับ?

โอว … ไม่มีแน่นอนครับ คือ ผมคิดว่า กีตาร์นั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งในเครื่องดนตรีหลายๆตระกูลในบรรดาเครื่องดนตรีทั้งหลาย นอกจาก Jazz แล้ว ผมยังชอบดนตรี R&B และ Blues อีกด้วย แต่ว่า มันก็อาจจะมีบ้างที่ผมจะชื่นชอบนักดนตรีที่เป็น The Great คือ นักดนตรีที่เป็น The Great ในแนว Country Music, Bluegrass, Flamenco และ Brazilian Music รวมถึง Classic ด้วย ซึ่งหากจะมีใครสักคนอยากจะรู้ว่า การเรียนรู้ในเครื่องดนตรีเช่น กีตาร์นี้ จะไปมีที่สิ้นสุดอยู่ตรงไหนแล้วล่ะก็ ผมคิดว่ามันเป็นการคิดที่คับแคบเอามากๆ และในฐานะที่ผมได้เป็นนักดนตรีอาชีพมาทั้งชีวิต ผมเชื่อว่า ในระยะหนึ่งข้างหน้า หรือ ระยะต่อๆไป ทุกสิ่งที่ผมได้กล่าวมาข้างต้นนั้น ผมก็คงต้องศึกษาและเรียนรู้ที่จะเล่นมันต่อไปในวันข้างหน้าครับ

มีภาคส่วนไหนในแวดวงการศึกษาดนตรีแจ๊สแบบธรรมเนียมดั้งเดิม ที่คุณรู้สึกไม่เห็นพ้องด้วย และเรื่องไหนที่คุณคิดว่า ควรจะยกเลิกหรือหลีกเลี่ยงเสีย

ใช่ครับ คือ ผมไม่ชอบเลยที่ ครู หรือ นักการศึกษาบางคน มักจะ “เข้มงวด” กับนักดนตรีรุ่นเด็กๆ ในแค่บางเรื่องที่อาจจะไม่ได้มีความจำเป็นต้องเข้มงวด แล้วผมก็ไม่ชอบนัก ที่ครู หรือ นักการศึกษาที่แม้จะเป็นนักดนตรีที่เก่งกาจมากความสามารถ ที่ดูเหมือนจะ Focus ดนตรีไปที่การฟังอะไรในยุคก่อนปี 1963 ผมว่ามันน่าเบื่อ และ รู้สึกเซ็งชะมัด

มีมุมมองของการศึกษา Jazz Guitar ที่คุณอาจจะรู้อย่างเป็นส่วนตัว หรือ กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากว่ามีนักเรียนคนหนึ่งมาหาคุณ เพื่อขอแรงบันดาลใจในการเล่นดนตรี (Musical Inspiration) อะไรที่เขาหรือเธอ ควรจะได้ไปจากคุณ แล้วก็ไม่ควรที่จะได้รับจากผู้อื่นหรือแหล่งอื่น

โอว … คำถามนี้ผมรู้สึกว่า ตอบยากมากๆเลยนะ แต่ว่า นับตั้งแต่ที่ผมได้ออกอัลบั้ม Eyewitness ไปเมื่อปี 1981 ก็มีนักเรียน นักศึกษาดนตรี ได้เข้ามาหาผมมากขึ้น แล้วพยายามที่จะทำความเข้าใจในแง่มุมทางดนตรีจากผม แต่ว่าอาจจะเป็นเพราะด้วยช่วงนั้น ผมได้ออกหนังสือ 2 เล่ม คือ “Contemporary Chord Khancepts” และ เล่มหลังสุด คือ “Pentatonic Khancepts” ก็มีผู้คนมากมายที่เข้ามาหาผม เพื่อที่จะได้รับคำแนะนำดีๆจาก Ideas ต่างๆของผม แต่เหนือกว่าสิ่งอื่นใด ผมเชื่อว่า บรรดานักเรียน นักศึกษาดนตรีทั้งหลายที่เข้ามาหาผม ก็คงด้วยเพราะ “หัวใจ” ที่ผมมักจะพูดอยู่เสมอๆ นั่นก็คือ เขาคงต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับ “ระบบ” ของผม ซึ่งมีคนเสนอว่าเป็น A Most Organized Approach to Teaching Improvisation ด้วยคนหนึ่ง

มีนักดนตรี หนังสือ หรือ Educational Material อะไร ที่ได้เปลี่ยนโลกทางดนตรีของคุณ จนคุณได้พัฒนาตนเองมาเป็นศิลปินอย่างเช่นทุกวันนี้บ้างครับ?

หากเกี่ยวกับกีตาร์แล้วล่ะก็ ผมชื่นชอบนักกีตาร์หลายคนเลยทีเดียว อย่างเมื่อตอนที่ผมได้มีความพยายามครั้งแรกที่จะทำความเข้าใจในดนตรีแจ๊ส ก็คงเป็น Wes Montgomery, Kenny Burrell, Grant Green และ Jim Hall ครับ แล้วเมื่อเวลาได้ผ่านไป ผมก็ได้ตระหนักว่า กีตาร์นั้นเป็นแค่นักดนตรีส่วนหนึ่งในโลกของดนตรีแจ๊ส ดังนั้นต่อมา ผมถึงได้ขยายขอบเขตการฟัง ไปยัง Miles Davis, John Coltrane, Sonny Rollins และ นักดนตรีคนอื่นๆอย่างกว้างขวางหลากหลายมากๆ ซึ่งหลายๆคนผมก็ได้มีโอกาสได้ไปเกี่ยวข้อง โดยเป็นสมาชิกวง หรือ หลายคนผมก็ได้ผ่านเข้ามาแบบชั่วครั้งชั่วคราว บางคนผมก็มีโอกาสได้เป็นผู้นำวงเขาด้วยนะ

สิ่งหนึ่งที่ผมจำได้คือ ระหว่างทศวรรษที่ 50s และต้นๆปี 60s นั้น มันไม่ได้มีหนังสือ วิดิโอ หรือ พวก Play-Alongs อย่างมากมายก่ายกองอย่างที่เป็นอยู่เหมือนทุกวันนี้ ไม่มี หนังสือ Real Book ไม่มีบริการตำรา หรือ Play-Alongs Tracks ของ Jamey Aebersold ไม่มี Educational Music Videos และ ไม่มีอินเตอร์เน็ต ซึ่งนักดนตรีในรุ่นที่เป็น Generation เดียวกับผม หรือก่อนหน้าผม หากคุณไม่เคยได้ฟังเพลง Standards, ไม่เคยแกะเพลง หรือ แกะโซโล (Transcribe the Tunes and the Solos) หรือ ได้ขอยืมเพลงมาจากเพื่อนๆแล้วล่ะก็ คุณก็ไม่มีทางที่จะได้พวก Materials เหล่านั้นมาจากแหล่งอื่นๆ แต่ ณ ปัจจุบันนี้ นักดนตรีที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่นั้น เขาไม่ได้ปฎิเสธ หรือ หวงแหนความรู้อะไรเหล่านี้เลย โดยข้อมูลความรู้ต่างๆนั้น แทบจะวางอยู่ตรงหน้าเราอยู่แล้ว ณ ขณะนี้ รอเพียงแค่คุณเสียบปลั๊ก แล้วดีดตามเท่านั้น
แต่สำหรับ บางคนนะ บางคนเท่านั้น ที่กำลังมองหาอะไรที่ดูเหมือนจะข้ามพ้น แล้วต้องการที่จะเข้าไปสู่โลกของปรัชญา (The World of The Philosophical) ผมก็ขอแนะนำ หนังสือของ Mick Goodrick ชื่อ “The Advancing Guitarist”

ภาพ: หนังสือ Advancing Guitarist ของ Mick Goodrick

นอกจากนี้ ผมขอแนะนำหนังสือของนักเปียโน Kenny Werner ด้วย โดยหนังสือของเขาชื่อ “Effortless Mastery” และแน่นอน ผมคิดว่ามันเป็นหนังสือปรัชญา เป็นภาคของจิตวิญญาณ (Spirit Part of Learning to Make Music)

ภาพ: หนังสือ Effortless Mastery ของ Kenny Werner

คุณว่ามันเป็นเรื่องที่อันตรายไหม ที่เราจะฝึกซ้อมดนตรีมากเกินไป? ถ้าคุณคิดว่ามันอันตราย คุณคิดว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ผมว่า คำถามที่ดีกว่านี้ คือ จะทำอย่างไร เราถึงจะเรียนรู้ได้มากเท่าๆกับเวลาที่เราได้เสียไป ด้วยกีตาร์ในมือของเรา? สำหรับผมแล้ว คำตอบก็คือ ให้เราตั้งเป้าหมายเล็กๆ (Small Goals) หรือ เป้าหมายระยะสั้น (Short-Term Goals) หรือ อาจพูดอีกอย่างว่า เพียงแค่ “บางอย่าง” เฉพาะเรื่องนั้นๆ ที่เราต้องการที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ได้ในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งการที่เราบรรลุวัตถุประสงค์ได้นั้นก็คือ “รางวัล” ที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมที่คุ้มค่ากับความพยายามของเรา ดังนั้น การที่คุณเพียงแค่วางวัตถุประสงค์ใหญ่ๆ กว้างๆ โดยคิดว่าจะฝึกซ้อมในทุกๆอย่างนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ อีกทั้งยังเสียเวลาอีกด้วย ผมคิดว่าไม่มีใครที่จะคิดแบบนั้นหรอก

สำหรับผมนั้น การฝึกซ้อม (Practicing) ไม่ใช่ การแสดง (Performing) แล้วมันไม่ใช่การ เล่นดนตรี (Making Music) อีกด้วย แต่ มันคือ การที่เราเพียงแต่พยายามที่จะศึกษา ปรับปรุง ทักษะของเรา และ สำหรับผมนั้น มันก็ไม่ใช่อะไรที่เรียกว่า สภาวะของ Zen ที่เราจะต้องไปให้ถึงแต่อย่างใด มันเป็นเพียงแต่ การที่เราได้ Focus ในบางอย่างโดยระบุเฉพาะ แล้วพยายามที่จะทำให้มันดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทักษะเครื่องดนตรี หรือ ความคิด ที่คุณต้องการที่จะพัฒนา ปรับปรุงให้สูงขึ้น แล้วให้ทักษะ และ ความคิดที่สูงขึ้นนั้น ได้พัฒนาจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเราต่อไป

คุณจะให้คำแนะนำแก่นักเรียน Jazz Guitar อย่างไร สำหรับผู้ซึ่งที่เขากำลังมองหาหนทาง ในการที่จะประกอบอาชีพด้านดนตรี?

ประการแรกเลย ที่ผมอยากจะบอก ซึ่งบางทีอาจจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดด้วยซ้ำ คือ “อย่ายอมแพ้” และ คุณอย่าได้ปล่อยให้ฝันของคุณได้ล่องลอยไป โดยที่คุณไม่ได้ทำอะไร และ ไม่ว่าคุณจะฝึกซ้อมหนักแค่ไหน คุณก็ต้องบอกตัวเองเสมอว่า ยัง … “มันยังไม่ดีพอ” (Not Good Enough) แล้วคุณอย่าได้ไปนับเลยว่า คุณจะต้องผ่านวิกฤตการณ์อันโหดร้าย หรือ ผิดหวังมาเท่าไหร่ ขอเพียงคุณจงเชื่อในตัวเอง เชื่อในศักยภาพของความเป็นมนุษย์ของคุณ เชื่อในความสามารถของคุณเอง เชื่อในสิ่งที่ดีๆในแง่บวก ซึ่ง การเชื่อและมีทัศนคติในเชิงบวกนั้น มักจะนำมาซึ่งสิ่งดีๆ อย่าได้มีอารมณ์ขึ้น-ลงกับเพียงคำพูดของคนอื่น หรือ อย่าได้ให้คนอื่นๆ หรือสิ่งใดๆมาผลักคุณออกไปจากนอกความตั้งใจของตนเอง

ประการที่สอง ให้คุณตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาไปให้สูงที่สุดในศักยภาพที่เป็นไปได้ อย่าได้ตั้งเป้าหมายที่ต่ำเกินไป คุณต้องตั้งเป้าหมายที่ดีที่สุดที่คุณน่าที่จะสามารถทำได้ ผมทราบดีว่าการพูดอย่างนี้มันฟังดูค่อนข้างที่จะเกินจริงไปนิด แต่การตั้งเป้าหมายอย่างนี้ มันหมายถึงการที่คุณได้แสดงถึงคุณธรรมส่วนตน เป็นการแข่งกับตัวเอง ที่มุ่งที่จะพัฒนาศักยภาพให้เต็มประสิทธิภาพในเวลาที่กำหนดแม้จะทำได้หรือไม่ได้ก็ตาม ดีกว่าการตั้งเป้าหมายไว้เล็กๆง่ายๆ ที่อาจจะไม่ได้มีความท้าทายพอที่จะดึงศักยภาพสูงสุดของคุณแต่อย่างใด

ประการที่สาม ในแต่ละครั้งที่คุณได้เล่นดนตรีกับวงของคุณ ให้คุณพยายามเล่นออกมาในแบบที่ดีที่สุด (Perfect Form) ด้วยบางครั้ง การมีความคิดอย่างนี้นั้น จะช่วยให้คุณได้เค้นเอาศักยภาพที่ดีที่สุดของคุณออกมา ให้เป็นที่ประจักษ์กับบรรดาเพื่อนร่วมวง (Band Mates) เรื่องนี้อาจฟังดูเป็นนามธรรม แต่วิธีนี้ จะช่วยนำให้คุณได้แสดงออกจากภายใน (Inside Out) ให้กับผู้ฟังหรือเพื่อนร่วมวงได้ดี

ที่ผมแนะนำมาข้างต้น ไม่ว่าอะไรก็ตาม คือ ผมมีความปรารถนาที่อยากจะให้ทุกๆคนได้ประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็น ความสำเร็จที่เป็นตัวของคุณเอง

ในความเห็นของคุณ จุดมุ่งหมายของการเล่น Jazz Guitar ของคุณอยู่ที่ไหน? แล้วมี New Vocabulary ใหม่ๆอะไรที่คุณคิดจะสร้างขึ้นหรือไม่?

สำหรับผมนะ อนาคตของ Jazz Guitar นั้น เป็นสิ่งที่เราสามารถจับต้องได้อย่างหลากหลาย ถ้าใครที่ได้ศึกษาถึงมิติเชิงประวัติศาสตร์ดนตรี คุณก็จะพบได้อย่างชัดเจนว่า กีตาร์นั้นได้เข้ามามีบทบาทให้เราได้เห็น ช้ากว่าเครื่องดนตรีชนิดอื่นอยู่บ้าง แต่มันก็ได้แสดงถึงความสามารถในการเป็นอิสระมากขึ้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นไลน์ และ โซโล หรือ ไม่ว่าจะเป็นใน Style และ Vocabulary ไหนๆ นับตั้งแต่มันได้ถือกำเนิดขึ้นมา ในช่วงแรกๆที่มีผู้เล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้ ผมทราบมาว่า มันเกิดจากการที่เขาได้ค้นหาวิธีการที่จะเลียนแบบในเสียงที่เขาได้ยินจาก Trumpet, Saxophones และ เปียโน จากนั้นก็มีการพัฒนามาเรื่อยๆจนปัจจุบัน ที่ดูเหมือนว่า กีตาร์จะมี Sound หรือ วลีที่เป็นของตนเอง แต่ยังไงๆแล้วผมคิดว่า There was no specific Jazz Guitar Vocabulary. ครับ

อันนี้ ซึ่งหากใครที่ได้ศึกษาถึงพัฒนาการของกีตาร์ในแนวนี้ ก็อาจจะไม่ต้องสงสัยเลยว่า กีตาร์ นั้นเป็นเครื่องดนตรีที่เล่นทั้ง Harmony และ Solo เมื่อเทียบกับเปียโน และ นักเล่นเครื่องเป่าทั้งหลาย แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีบางช่วงอยู่บ้างในยุค 70s และ 80s ที่ดูเหมือนทุกอย่างจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งผมอยากจะพูดว่า มีนักดนตรีที่ดูเหมือนว่าจะดูมีความสำคัญที่สุดในวงในยุคนั้น นั่นก็คือ “นักกีตาร์” ซึ่งตรงนี้ เราแทบจะไม่ต้องไปคิดถึงบทบาทของกีตาร์ในยุค 30s, 40s, 50s และ 60s เลย และ หากเราจะพิจารณาในหลายๆมิติมุมมอง การเล่นกีตาร์นั้นก็อาจจะดูมีอยู่หลากหลาย แต่ว่า หากพูดแต่ในเฉพาะของตัวมันเองแล้ว ก็นับว่ามันได้ผ่านเวลามายาวนานเลยทีเดียว

เป้าหมาย และ ความทะเยอทะยานแบบไหน ในโลกของดนตรี ที่คุณต้องการในตอนนี้ครับ?

ผมคิดว่า กระบวนการเรียนรู้ในทุกอย่างในชีวิตนั้น มันไม่มีที่สิ้นสุดนะครับ ดังนั้น มันถึงต้องมีบางที่บางแห่ง ที่รอให้เราต้องไปพบเจออยู่เสมอ หากเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณยังอยากจะค้นพบหรือค้นหาตัวเอง แล้วมันก็ง่ายมากนะ ที่คุณจะได้ค้นพบ หรือ พบเจอในสิ่งที่คุณไม่เคยได้รู้มาก่อน หากคุณยังไขว่คว้าความเป็นเลิศ (ในการทำอะไรบางอย่างให้ดีที่สุดในศักยภาพของตนเอง) มันก็มีที่ๆรอให้คุณได้ไปไขว่คว้าอยู่เสมอ และนี่ก็เป็นความจริงว่า คุณเองก็ยังไม่ได้สิ่งนั้น และ มันก็อาจมีบางสิ่งบางอย่างที่เรามักจะปล่อยทิ้งไป เมื่อเราได้สำรวจเห็นถึงสิ่งใหม่ นั่นก็คือ ตราบใดที่มนุษย์ไม่ได้มีความพอใจในตนเอง (Self-Satisfaction) มันก็ต้องมีเป้าหมายใหม่อยู่ข้างหน้าอยู่เสมอ กล่าวอีกนัยหนึ่ง คำว่า “ความสำเร็จ” (Success) นั้น มันไม่ได้มีที่สิ้นสุด ดังนั้น ในการตอบคำถามในทำนองนี้ ผมถึงมักจะพูดว่า “ผมเพียงต้องการทำให้มันดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในฐานะของ Music Maker” นั่นก็คือ สิ่งที่ผมคิด ผมกระตือรือร้นมากที่จะเป็น Music Maker โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ กีตาร์ แล้วมันก็ไม่มีอะไรอื่นใดนอกจากนี้เลย

พอถึงตอนนี้ Steve Khan ก็ได้เวลาที่เขาจะต้องบันทึกเสียงในสตูดิโอ ดังนั้น การสัมภาษณ์จึงได้จบลงเพียงเท่านี้ครับ

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.