Muscle Memory

ผมคิดว่า พวกเราอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า Muscle Memory อยู่บ้าง ไม่ว่าจะอ่านจาก นิตยสาร หรือ ตำราดนตรี ซึ่งก็มักใช้คำนี้ บ่อยๆ หมายถึง การเรียนดนตรีจะให้ได้ดี ต้องฝึกจนให้กล้ามเนื้อจำได้ โดยสามารถสั่งให้กีตาร์หรือเครื่องดนตรีของเราเป็นแบบไหน อย่างไร ได้โดยไม่ต้องคิดว่าจะดีด อย่างไร วางนิ้วแบบไหน ฯลฯ

Muscle memory เป็นคำที่ใช้อย่างแพร่หลาย และ เป็นที่เข้าใจกัน ทั่วไป ถ้าจะใช้ศัพท์ทางสรีระวิทยาจะใช้คำว่า Motor Memory น่าจะถูกต้องกว่า เพราะจริงๆกล้ามเนื้อไม่มีความจำ แต่ทำหน้าที่หดตัวและคลายตัวออก เท่านั้น โดยรับคำสั่งและควบคุมจากสมองส่วนหน้า (Cerebral Cortex) บริเวณ Motor Area และผสมผสานจากสมองส่วนต่าง ๆ อีกหลายส่วนเพื่อให้กล้ามเนื้อทำงานได้อย่าง ประณีต และ เป็นอัตโนมัติ ซึ่งเรื่องนี้ก็เลยกลายเป็นที่มาของความน่าสนใจของผู้ศึกษาดนตรีที่เป็นพวก Serious Musicians ทั้งหลาย

ความจำ (Memory) กับ Musical Sense

ความจำเป็นความสามารถของสมอง (ไม่ใช่ของกล้ามเนื้อ) ที่จะเก็บข้อมูลไว้ และสามารถเรียกกลับมาใช้ได้ ซึ่งกระบวนการที่ทำเกิดความจำ ต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องเข้ามาที่สมอง จากตัวรับความรู้สึกต่าง ๆ เช่น รับภาพจากจอตา , รับเสียงผ่านอวัยวะรับเสียงในหูชั้นใน (Organ of Corti) รับรู้ตำแหน่งต่าง ๆ ของแขน ข้อ นิ้ว ว่าอยู่ตำแหน่งใดผ่าน Proprioceptive Sense เป็นต้น การเก็บความจำขึ้นอยู่กับสมองหลายบริเวณ ซึ่งร่วมถึงระบบการทำงานของระบบการรู้สติ เพื่อให้สมองตื่นตัวดี จึงจะสามารเก็บความจำได้ ถ้าไม่สนใจ สมองไม่ตื่นตัว เช่น หลับหรือหมดสติ ก็ไม่สามารถเก็บความจำได้

ชนิดของความจำ

1. ความจำการรับความรู้สึก (Sensory Memory) ความสามารถจำข้อมูลที่ส่งเข้ามา ที่สมองในช่วงสั้น ๆ เช่น การมองวัตถุแล้วเบนสายตาไปที่อื่น ภาพจะคงที่นานประมาณ 250 มิลลิวินาที จากนั้นจะจางหายไปในเวลาไม่ถึง 1 วินาที โดยถูกแทนที่สัญญาณภาพที่เข้ามาใหม่ และสำหรับการได้ยินเสียง จะจำได้ไม่ถึง 5 วินาที ถ้าไม่มีการกระตุ้นซ้ำ ฉะนั้น เราถึงต้องฟังชนิดที่วนไปเวียนมา และฟังบ่อยๆ นั่นก็คือ “การแกะเพลง” บ่อยๆ นั่นเอง

2. ความจำระยะสั้น (Short-Term Memory ) เป็นความจำช่วงสั้น 10 วินาที จนถึง 2–3 นาที เช่น การจำ Lick ii-V-I หรือ Phrases หรือ Melodic Ideas แบบสั้นๆ หรือแม้กระทั่งการจดจำเพลงทั้งเพลง ดังนั้น การทบทวนอยู่บ่อยๆ ก็จะสามารถจะจำ Licks หรือ Phrases หรือเพลง นั้นๆได้

3. ความจำระยะยาวหรือความจำถาวร (Long Term Memory) คือ สามารถจำได้นาน ๆ เป็นปี เป็นชาตินี้ ชาติหน้า เป็นต้น

ความจำระยะยาวมี 2 ชนิด

1. Reflexive (Implicit) Memory เป็นความจำที่เกิดโดยอัติโนมัติ ไม่ต้องการความคิด ความจำชนิดนี้เกิดจากการฝึกหรือทำซ้ำบ่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ เกี่ยวข้องกับทักษะการทำงานของร่างกาย บางทีเรียกว่า Muscle Memory เช่น การเล่นดนตรี, การขับรถ , การทำงานในชีวิตประจำวัน เป็นต้น

2. Declarative (Explicit) Memory เป็นความจำที่ต้องคิด มีสติ เอาใจใส่ ตั้งใจ เพื่อที่จะเรียกข้อมูลที่เก็บไว้ เอามาอธิบายเป็นคำพูด หรือการเขียนบรรยายได้ สามารถเปรียบเทียบ หรือแปรผลได้ และนี่คือเหตุผลจำเป็นที่ นักดนตรี ต้องหาเวลาไปสอนเพื่อถ่ายทอดความรู้ด้วย เพราะนั่นก็เสมือนกับการได้ “ทบทวน” ไปด้วย

ข้อควรปฎิบัติสำหรับนักดนตรี

1. เราต้องแสวงหาข้อมูลใหม่ๆ จากการอ่านตำรา ดูทีวี ดู YouTube หรือ กลับไปเรียนจากครูของเรา เพื่อทำให้เกิดประสบการณ์และมีการเปลี่ยนแปลงสรีระวิทยาของสมอง (ไม่ใช่เพียงกล้ามเนื้อ)

2. ฝึกการกระทำโดยใช้ความพยายามที่มากขึ้น เพื่อให้การเรียนรู้ได้ผล และมีประสิทธิภาพดีขึ้น ควรจะเรียนกับครูที่มีทักษะดนตรีในระดับสูงกว่าเรา ซึ่งจะได้ผลดีกว่า ถ้าทำไม่ได้ ต้องเรียนรู้การปรับสภาพสรีระของเรา เช่น การบริหาร ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ฝึก Speed Picking หรือ String Skipping ในแบบ Wide Intervals ความแข็งแรงของนิ้ว etc.

3. ฝึกจำการรับความรู้สึก เช่น การฟังอย่างลึกซึ้ง ซาบซึ้ง การฟังอย่างตั้งใจวิเคราะห์ ฯลฯ และ ตรวจสอบแต่ละตำแหน่งของ Fingerings โดยดูจากกระจก หรือถ่าย VDO Clip ฝึกหลับตาสามารถรับรู้ความรู้สึกของตำแหน่งต่าง ๆ ได้(ส่วนใหญ่เราจะรับความรู้สึกจากตา ทำให้การเรียนรู้ความรู้สึกของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมีน้อย) ฝึกจัดท่าตำแหน่งต่างๆของนิ้ว ข้อมือ ข้อนิ้ว อย่างถูกต้อง จนเกิดความเคยชิน

4. ฝึกแต่ละขั้นที่ว่ามาข้างต้น ทำซ้ำจนเกิดความจำระยะสั้น ซึ่งต้องฝึกซ้ำ ๆ บ่อย ๆ อย่างน้อย 1 เดือน แล้วจึงฝึกขั้นต่อไป ข้อเสียของผู้ที่ไม่เข้าใจเรื่องความจำ คือ จะฝึกที่ละหลาย ๆ อย่าง ปะปนกันมั่วไปหมด ทำให้ไม่มีความจำระยะสั้นที่ถูกต้องแม้แต่อย่างเดียว ทำให้การเล่นกีตาร์ หรือ เครื่องดนตรีอื่นๆไม่สามารถควบคุมได้ดั่งใจนึก

5. พวกที่ชอบแกะ Licks แบบไม่ได้คิดวิเคราะห์ บางครั้งอาจไม่ได้ผล หรือเป็นปัญหาสำหรับการเล่นกีตาร์ของคุณได้ นักดนตรีที่ขยันศึกษา ค้นคว้า มีทิปใหม่ ๆ ซึ่งจะพบว่า บางทีเราอาจจะทำแบบตรงข้ามกันกับที่ผู้สอนในคลิปแนะนำก็มี ดังนั้นสิ่งที่เรา เลียนแบบมาจากนักดนตรีท่านอื่นๆ เราก็ควรรู้จักการปรับ การประยุกต์ ให้เหมาะแก่ตัวเองได้ด้วย เพราะ Licks หรือเทคนิคของหลายๆคนอาจ ไม่เหมาะสำหรับกับนักกีตาร์ทุกคน ต้องเลือกสิ่งที่เรานำเอามาใช้ แล้วเกิดประโยชน์ได้จริง เพราะ รูปร่าง ความแข็งแรง การยืดเหยียดนิ้วของนักดนตรีแต่ละคนแตกต่างกันออกไป

6. ปัญหาการซ้อมบ่อย ๆ ในเทคนิควิธีที่ไม่ดีจนเกิดความเคยชิน จะทำให้แก้ไขยากขึ้น เช่น นักกีตาร์ที่ เล่นมานาน ๆ แต่ไม่สวิง สำเนียงไม่ถูกต้อง Accent ไม่ถูกโน้ต (Lay Back, Swing) ฯลฯ การแก้ไขจะยากมากขึ้น ต้องเริ่มต้นพื้นฐานใหม่ แต่ละขั้นตอนจนเกิดความจำระยะสั้นให้ได้ก่อน การแก้ไขใหม่ ๆ อาจจะเล่นไม่ได้ดีเท่าเดิม ถ้ามีความตั้งใจ อดทนฝึกจนมีวิธีที่ถูกต้องแล้ว ผลจะดีขึ้นมาก ตัวอย่างเช่น Mike Moreno เขาเคยแก้ไขการใช้ Pick ในการ Accent อยู่กว่า 2 ปี กว่าจะกลับมาเล่นได้ดี

7. เมื่อฝึกเทคนิคต่างๆ ที่ถูกต้องได้ดี ก็ต้องหมั่นตรวจสอบ และฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ เพราะ จะมีการเปลี่ยนแปลงของนิสัยที่ถูกต้อง ก็เกี่ยวข้องกับสภาพของร่างกายและจิตใจด้วย

8. เมื่อเราฝึกจนถึงขั้น Reflexive Memory หรือ Muscle Memory การเล่นกีตาร์ต้องฝึกวางแผน การเล่น โดยการวาง Outline ว่าจะเลือก เพลงไหน วิเคราะห์ Harmony ว่าเป็นอย่างไร แต่ละ Chorus จะเล่นแบบไหน วาง Lick ตำแหน่งไหน จะเล่นเทคนิค หรือ Phrases ลักษณะอย่างไร ใช้ Harmonic Thinking อย่างไร ฯลฯ หลังจากนั้นก็จะใช้ Muscle Memory บังคับเพลงให้เป็นไปตามที่วางแผน ไม่ต้องคิดที่ถึงเทคนิค หรือเกร็งมากเกินไป ห้ามนึกหรือระบุถึงโน้ต หรือกลุ่มโน้ต (ที่ยังจำไม่ได้) เพราะจะทำให้ Muscle Memory เสียไป ซึ่งถ้าเราฝึกทุกครั้งในการดีด การวางนิ้วหรือปิคแบบเดิมทุกครั้ง ที่เรียกว่า การทำ Routine ก็จะทำให้เราไม่ต้องนึกถึงสิ่งใด และผลออกมาจะแน่นอนกว่า การคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ซึ่งอาจจะทำให้เราเล่นผิดพลาดได้ง่าย

Show your support

Clapping shows how much you appreciated The Woodshed’s story.