Flight 7500 (2014) ความสนุกอยู่ที่การคาดเดาไปกับเรื่องราวโง่ๆโดยที่รู้อยู่แล้วว่ามันจะจบยังไง | 6/10

เราไม่ได้ตั้งใจมาดูความ ‘ความเพอร์เฟ็ค’ ของหนังตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ซึ่งต้องบอกก่อนว่าจากที่เห็นตัวอย่างหนังก็เกิดความอยากดูอย่างไม่รู้ตัว เนื่องจากเราเป็นคนที่ชอบดูหนังเกี่ยวกับเครื่องบินอยู่แล้ว และส่วนมากหนังบนเครื่องบินที่ดูก็จะประเภทเครื่องบินตก แบบนั้นซะมากกว่า แต่เมื่อเห็นคะแนน. 4.9/10 ใน IMDb กับคำวิจารณ์ที่เข้าขั้นแย่สูงสุด บางคนก็บอกว่า ‘อย่าไปเสียเวลาดูเลย’ มันก็เริ่มทำให้เราลังเล แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ถ้ามันห่วยจริงๆเรื่องนี้ก็ขอดูหน่อยเถอะวะ แพ้หนังเกี่ยวกับเครื่องบินมาก จะเป็นคนไปพิสูจน์ความห่วยนั้นเอง…นั่นจึงเป็นครั้งแรกที่เรา ‘ไม่แคร์’ คำวิจารณ์เพราะคำว่า ‘อยากดู’

หนังเล่าเรื่องไฟลท์ 7500 ที่กำลังเดินทางไปยังโตเกียว มีคู่รัก คนแปลกหน้ามากมายที่เป็น ‘เหยื่อ’ เครื่องบินลำนี้ และไม่อาจรู้เลยว่าพวกเขาจะไปถึงโตเกียวหรือไม่ แต่ในขณะที่เครื่องกำลังบิน ก็มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ทั้งตกหลุมอากาศ หรือแม้แต่ ผู้โดยสารที่เสียชีวิตบนนั้น…!

อารมณ์เหมือนนั่งดู ‘407 เที่ยวบินผี’ ที่พล็อตเชย เล่นกับสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ และมีมุกที่ให้กลิ่นอายหนังไทยเอามากๆ. แต่เราไม่มีปัญหากับการดูหนังทำนองนี้เลยเพราะเราไม่ได้มาดู ‘ความเพอร์เฟ็ค’ อย่างที่บอกไป แต่เรามาดูความมั่วซั่ว และอยากรู้จริงๆว่ามัน ‘ห่วย’ ยังไง หนังเริ่มมาด้วยการมีตัวละครหลัก ซึ่งสองคนนั้นก็คือแอร์โฮสเตสสาวที่ต้องรับชะตากรรมไปเต็มๆ ส่วน ‘ผู้โดยสาร’ หนังก็ตั้งใจสร้าง ‘คาแรคเตอร์’ ของแต่ละคนที่มีความชัดเจนตามสูตร เพื่อให้ทุกคนดูเป็นคน ‘แปลกหน้า’ และยังดู ‘น่าสงสัย’ สำหรับคนดูในการคาดเดาสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นที่จะทำให้ผู้ชมสับสนและเกิดการเชื่อมโยงผิดๆถูกๆถึงแม้เราจะอยู่ในฐานะ ‘คนดู’ ที่ไม่ได้มีหน้าที่มานั่งจับผิดสงสัยในตัวละคร แต่หนังก็สามารถหลอกเราได้ระยะหนึ่งหนังเต็มไปด้วย ‘ความสงสัย’ ที่เป็น ‘ชนวน’ ต้อนไปสู่การเปิดเผยปมในตอนท้าย ซึ่งก็ทำได้ดี แต่จะเฉลยยังไงและเคลียร์ไหมนั่นอีกเรื่อง ในส่วนของมุมกล้องก็เล่นกับเรื่องราวและมุมมองคนดูให้ไปตามสิ่งที่หนังอยากให้คนดูเป็นโดยไม่สนว่าการนำเสนอนั้นจำเป็นต้องเป็นความจริงรึเปล่า ตลอดเรื่องราวจนสุดท้ายนั่นแหละที่หนังมีปมให้คิดตาม อะไรที่เล่นเพื่อสร้างความน่ากลัวได้ก็เล่น เลยเถิดถึงขั้นไสยศาสตร์ที่ดูไม่น่าจะเป็นไปได้ หรือคำว่า ผี ซึ่งหนังเองก็ยังไม่ชัดเจนกับประเด็นนี้

กับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ ‘ความอยากรู้อยากเห็น’ มักจะนำพาความชิบหายมาให้บ่อยกว่าโชคลาภ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติของ ‘สัญชาตญาณมนุษย์’ นั่นเอง และความ ‘ไม่เข็ด’ ซึ่งดูจะเป็นเรื่องเชยแต่ก็ ‘จริง’ และยังเป็นอะไรที่หนังไม่พลาด แต่ในส่วนที่หนัง ‘ผิดพลาด’ หรือเป็นจุดบอดก็คงไม่พ้นเรื่องความสมเหตุสมผลของสิ่งต่างๆ…การกระทำ….คน หรือ ‘อะไรบางอย่าง’ ที่หนังจะสื่อ ง่ายๆเลยอย่างฉากตายของตัวละครที่ไม่ make sense แต่มันก็ทำให้เรา ‘เข้าใจ’ ในระดับนึงพอหนังมาคลายปม แม้จะไม่เคลียร์ว่าใคร? หรือ อะไร? ที่ทำ…แบบนั้น แต่เราก็เลิกใส่ใจ ไม่ใช่ว่าเรา ‘มองข้าม’ เพียงแต่มันไม่มีสาระหรือเหตุผลที่จะต้องกลับมาคิดต่อ แบบจบคือจบ กับตอนจบเราไม่ได้อึ้งมาก แต่ก็ ‘เซอร์ไพรส์’ เพราะคิดว่าจะไร้เหตุผลกว่านี้ ซึ่งพอกระจ่าง เราก็สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวนั้นได้เอง ส่วนเหตุการณ์ฉากจบเลย…เรา ‘ยอม’ เข้าใจมันก็ได้

ในแง่ของความเป็นหนัง การเดินเรื่องไม่มีคำว่าน่าเบื่อ หนังสามารถสร้างความสงสัยและทำมันให้ ‘เพลิน’ ได้ และจบได้แบบไม่เกินคาดนัก ไม่รู้ว่าคนที่ผิดหวังหรือด่าหนังแย่ๆเขาคาดหวังจะเห็นอะไร ดังนั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น สมเหตุสมผลหรือไม่ มันก็สามารถทำให้เราอยู่ในระดับที่ ‘พอใจ’ กับสิ่งที่มันเป็นแค่นั้น บวกกับความไม่คาดหวัง มันเลยดีกว่าที่คิด และประเด็น ‘อะไร?’ ที่ทำให้เกิดความชิบหายเหล่านั้นเราขอสรุปมันว่า ‘ดวง’ เอาละกัน ส่วนการปะติดปะต่อเรื่องราวและการ ‘แถ’ ของหนังก็ทำให้เราเข้าใจภาพรวมด้วยเช่นกันเพียงเพราะเรารับสารและเลือกจะ ‘แถ’ ความคิดไปในแบบเดียวกันจนความสมเหตุสมผลนั้นเป็นรูปสำเร็จ มันจึงเพลินสำหรับเราได้ไม่ยาก และท้ายที่สุดมันก็เป็นหนังที่ ‘คัลท์’ สุดทางจนหาเพื่อนมาร่วมด้วยแทบไม่ได้เลย

สรุปแล้วจะห่วยแค่ไหน ถ้ามัน ‘ใช่’ ต่อ ‘จริต’ ของเรา ก็ไม่ต้องแคร์ถึงแม้มันจะเป็น Fact ก็ตาม สำหรับ Flight 7500 การให้คะแนนจึงมาจากความพึงพอใจล้วนๆ