Review : 20th Century Women (2017) ดีเหมือนที่คิดแต่ถูกจริตเกินคาด! หนังดราม่า+อารมณ์ดีแห่งปี ยอดเยี่ยมที่สุด! | 10/10

แนว : Comedy, Drama

*รีวิวนี้ยาว ถือเป็นบทความและการตีความไปด้วย แต่ไร้สปอยล์ 100%*

ไม่บ่อยนักที่เราจะดูหนังและเกิด ‘ชอบ’ มันอย่าง ‘จริงๆ’ และยิ่งไม่บ่อยกว่าที่หนังเรื่องนั้นจะกลายมาเป็นหนังเรื่อง ‘โปรด’เพราะถ้าหากมันเกิดขึ้นแล้ว นั่นแปลว่า หนังเรื่องนั้นจะต้องมีพลังงานบางอย่างที่ส่งผลต่อจิตใจของเรามากๆจนมันกลายเป็นหนังโปรดได้ เอาจริงๆ ‘ตัวเรา’ เองก็ไม่ได้มีหนังโปรดที่เรียกมาอย่างจริงจัง แต่ 20th Century Women เพิ่งทำให้เรารู้สึกอย่างนั้นแบบเต็มอก รู้สึกสุขใจตลอดสองชม.เต็มที่ไม่มีเบื่อ ด้วยเรื่องราวและความน่ารักต่างๆมัน ‘ใช่’ ต่อตัวเรามากๆ!

20th Century Women เป็นเรื่องราวที่ถูกอิงมาจากชีวิตจริงของผู้กำกับ (Mike Mills) ช่วงปลายยุค 70 ที่เขาเป็นวัยรุ่น โดยตัวเด็กหนุ่มชื่อ Jamie (Lucas Jade Zumann) ชีวิตของเขาได้เติบโตมากับผู้หญิงสามคนเป็นหลัก ซึ่งนั่นก็คือแม่ของเขา Dorothea (รับบทโดย Annette Bening) ศิลปินสุดฮิพ Abbie (รับบทโดย Greta Gerwig) และรักครั้งแรกของเขา Julie (รับบทโดย Elle Fanning) ระหว่างช่วงชีวิตของ Jamie กำลังเติบโต เขาก็ได้เรียนรู้ถึงสิ่งต่างๆในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของความเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมอเมริกัน และได้สัมผัสกับรักครั้งแรกและรับมือกับความเจ็บปวด แต่จะเป็นอย่างไร…ต้องไปติดตามในหนังเอง

บทหนังเยี่ยมยอดมาก! การได้นักแสดงแต่ละคนมาคือเติมเต็มเรื่องราวที่มีเสน่ห์ให้มันสุด และ ‘ใช่’ ที่สุด โทนและอารมณ์ของหนังไม่ใช่หนังดราม่าทั่วๆไป แต่มันผสมความน่ารักแบบเป็นธรรมชาติ แฝงอารมณ์ขันและมุกตลกแบบที่ไม่คิดว่ามันจะ ‘ก๊าก’ ได้จริงๆ บทของมันค่อนข้างเรียบง่าย เดินเรื่องดูไม่ยาก แถมสนุกเอามากๆ แต่มันก็เต็มไปด้วยความซับซ้อนทางด้านเนื้อหาและการเรียนรู้ของตัวละครที่สำคัญยวด ประเด็นต่างๆของมันหนักแน่น และทำออกมาได้น่ามองทุกมุม อีกทั้งการนำเสนอก็มีความคูลเบาๆ น่าสนใจ มีจังหวะที่ลงตัวชวนติดตามและชวนหลงรักเอามากๆ

เราชอบในส่วนของการเล่าถึงตัวละครแต่ละตัว ชัดเจนและมีจังหวะของตัวเอง ที่สำคัญภาพสวยมากก มีมุมอาร์ตๆบ้าง และยังมีเทคนิคการเล่าที่ไม่ซ้ำใคร เล่นกับแสงสีได้ลงตัวดี

ประเด็นของ 20th Century Women พูดถึงชีวิตแต่ละช่วงวัย ความสัมพันธ์ของแต่ละตัวละคร ความรู้สึกนึกคิดที่มีความสำคัญและการเชื่อมโยงต่างๆ รวมถึงเรื่องภายในครอบครัวด้วย ซึ่งยากจะอธิบาย แต่ละคนต่างพบเจอเรื่องราวมาไม่เหมือนกัน และพอได้มีโอกาสมาแชร์ความรู้สึกต่างๆ มันก็เหมือนเป็นการเรียนรู้ ความเข้าใจ และการได้ ‘ลงมือทำ’ ก็คืออีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เห็นถึงการ ‘เติบโต’ ที่ไม่ว่าช่วงอายุวัยไหนก็ตามก็ยังมี ‘การเรียนรู้’ เรื่องของสังคมที่โดดเด่นเลยตอนนั้นก็คือเรื่อง ‘เซ็กซ์’ , ‘ยา’ สารเสพติด ถูกนำเสนอออกมาแบบโนเซ็นเซอร์ที่จะว่าไปมันก็ ‘ตรง’ ดีและให้ประเด็นที่ ‘ชัด’ หรือบางทีก็ ‘สอน’ กันโต้งๆ เช่นเรื่อง ‘เซ็กซ์’ ที่จริงจังมากๆแต่ก็มีมุมขำๆของมันแฝงอยู่

ประเด็นครอบครัว สิ่งที่ต่างและเป็น ‘ช่องว่าง’ ของมันคือช่วงวัยเด็ก และ ผู้ใหญ่ อย่าง ลูก กับ แม่ ที่ต่างวัยเอามากๆ มันมีสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจเด็ก เด็กก็ไม่เข้าใจผู้ใหญ่ อย่างเช่นผู้ใหญ่อาจไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กชอบฟังเพลงแบบนี้ ทำตัวแปลก หรือสนใจเรื่องแฟชั่นที่ดูเป็นเรื่อง ‘ไม่มีความน่าสนใจ’ และน่าสนุกแต่อย่างใด แต่ในขณะเดียวกัน ลูก ก็ไม่เข้าใจคนเป็นแม่ที่มาสั่งสอน มาบ่งบอกว่าสิ่งนั้นทำได้หรือไม่ ดีไม่ดี และพยายามเข้ามามีบทบาทในการทำให้ลูกเป็นผู้ใหญ่ที่ดีเต็มตัวในอนาคตข้างหน้า…หลายฉากในหนังน่าสนใจมากครับ ทั้งพูดถึงและสะท้อนหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็น ‘ช่องต่อ’ รอยเลื่อนของความไม่เข้าใจ และการ ‘ปรับความเข้าใจ’ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายอย่างคิดเลย

หนังสะท้อนการเรียนรู้และการเติบโตของชีวิตทุกช่วงวัย ใครที่ไม่เข้าใจผู้หญิง เคยคิดว่าผู้หญิงเข้าใจยาก มาดูเรื่องนี้อาจจะทำให้เข้าใจและมองผู้หญิงในมุมใหม่ รวมถึงตัวพ่อแม่ เพื่อน ตัวเราเอง หากได้มาดูหนังเรื่องนี้จะเข้าใจชีวิตในมุมมองต่างๆขึ้นอยู่กับจุดที่เราอยู่ นอกจากหนังจะได้สะท้อน มันยังคือการให้ข้อคิดที่แฝงมาในรูปแบบของ ‘หนังชีวิต’ ที่ไม่มีอะไร ‘สมบูรณ์’ เลย

Annette Bening ได้มอบการแสดงที่เป็นธรรมชาติและ ‘จริง’ ที่สุดโดยไม่ต้องเล่นใหญ่เพื่อให้ได้ออสการ์ แต่ทุกซีนที่นางออกมา นางทำได้โดดเด่น น่าจดจำ และน่ารักไปพร้อมๆกัน ส่วนตัวก็นึกไม่ออกว่าหากจะให้ใครมาแทนที่บทนี้ จะเล่นยังไงให้ได้ฟีลนี้ Annette อายุ 59 ปีแล้วและถือเป็นนักแสดงรุ่นใหญ่ที่สุดในกลุ่ม แต่การแสดงก็ยังออกมาดีและนางก็สวยจนไม่อยากจะเชื่อว่าอายุมากขนาดนี้แล้ว ในส่วนของ Greta Gerwig ในบท Abbie ตัวละครตัวนี้น่าสนใจมาก ความเป็นฮิพๆและสไตล์ของตัวละคร เธอทำออกมาได้เฟี้ยว แฝงจิตวิญญาณของความเข้าใจตัวละคนอย่างน่าเชื่อถือ ส่วนนักแสดงหญิงคนสุดท้าย รุ่นเล็กวัย 19 ปีอย่าง Elle Fanning ผู้รับบทเป็นเด็กสาวที่มีปมอยู่ในจิตใจ สวยและน่ารักไม่เปลี่ยนแปลง เล่นดีมากๆในบทที่เราว่าโคตรท้าทาย และอยากเห็นเธอพลิกบทบาทเรื่อยๆอย่างนี้แหละ เซอร์ไพรส์ดีนะ ชอบ เล่นได้ดิบดีมากๆด้วย

ฝ่ายนักแสดงชายที่ไม่พูดถึงไม่ได้ Lucas Jade Zumann ในบทเด็กหนุ่ม Jamie ส่วนตัวรู้สึกประทับใจตัวละครและนักแสดงคนนี้มากมาก เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวละครในทุกๆการเดินเรื่อง ทำให้เกิดการ ‘เติบโต’ ได้จริงๆ และสามารถแบกบทบาทอารมณ์ความรู้สึกที่จะเรียกว่าเป็น ‘หัวใจ’ ดวงนึงที่เป็นหลักของเรื่องเลยก็ว่าได้ และทำให้ตัวละครนั้น ‘น่าจดจำ’ จากการเป็นเด็ก ก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่แน่ว่าในอนาคต พื้นที่การแสดงที่ดีของเด็กคนนี้ จะไปได้ไกลอย่างแน่นอน

Billy Crudup บท Williams ที่กลายมาเป็นเหมือนพ่อบุญธรรมของ Jamie ถึงแม้บทจะออกแนวเป็น ‘ตัวละครสมทบ’ แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาดูเป็นตัวละครสมทบแต่อย่างใด ที่จริงแล้วเขาโดดเด่น เป็นคนแมนๆแสดงออกอย่างตรงๆ และมีมุมขำขัน โดยเฉพาะเวลาเล่น รับ-ส่ง มุกในหนัง คือขำไปหลายฉากมาก

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกๆซีนของหนังมันทำให้เรารู้สึก ‘หลงรัก’ มันอย่างจริงๆ สำหรับเรามันไม่ใช่หนังที่เพอร์เฟ็ค เอาเข้าจริงแม้แต่ตัวเรื่องก็พูดถึงครอบครัวที่ ‘พร่อง’ ไม่สมบูรณ์ แต่มันกลับลงตัวได้ในระดับที่น่า ‘พอใจ’ และเราเองก็รู้สึกว่ามัน ‘พอ’ แล้ว หนังมีเสน่ห์มากๆ ครบเครื่องด้านอารมณ์เป็นหนังสไตล์ดราม่าที่สะท้อนเรื่องสังคม ชีวิตครอบครัว และตัวคนแต่ละคนที่มีมุมที่น่ามองจริงๆ ประเด็นหลักๆของในยุคนั้นถูกนำขึ้นมาพูดถึง นำเสนอได้ดี เปิดมุมมองคนดูและให้อะไรกับชีวิตได้มากๆ ฟังดูเหมือนหนังจะดูยาก แต่จริงๆแล้วมันก็คือความเรียบง่ายที่เข้าถึงง่าย แต่ได้อะไรซับซ้อนมากกว่า และได้รายละเอียดที่ละเอียดจับใจ ยิ่งมาตกตะกอนจะรู้เลยว่าหนังสะท้อนและให้ข้อคิดอย่างไรบ้าง แต่นี่ก็ไม่เชิงว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้เราตกหลุมรักหนังเรื่องนี้อย่างหมดใจ จริงๆแล้วมันเป็นเพราะหนังสนุก มีเสน่ห์ เดินเรื่องดีไม่มีเบื่อ แถมจบได้อย่างอิ่มเอมรู้สึกปลื้มปริ่มและชอบมากจริงๆ

ไม่ต้องกลัวว่าหนังจะดราม่าน้ำตาแตก ถึงแม้ตัวเราเองจะอยากร้องมันออกมาเพราะความประทับใจตัวละครเหล่านั้น หนังไม่สุขเกินหรือเศร้าเกิน มันกึ่งๆพอดีๆแบบในชีวิตจริงเรานั่นแหละที่มีสุขทุกข์ปนกัน เราสัมผัสได้ถึงความ ‘ตั้งใจ’ ของผู้กำกับ และการถ่ายทอดอารมณ์ที่ดียอดเยี่ยมสมกับบทแห่งออสการ์ ยิ่งเราสัมผัสได้ถึงความ ‘จริง’ และ ‘ใช่’ ในนักแสดงที่อยู่ในตัวละคร มันให้ทำเรารู้สึกดีมาก อยากบอกว่าทั้งหมดทั้งมวลมันทำให้เราชอบมากจริงๆ อบอุ่นใจนิดๆ และมันคือหนังโปรดๆๆๆที่สุดของต้นปีมานี้สำหรับเรา หรืออาจจะหลายๆปีก่อนที่เคยดูมา และเรายกให้มันเป็น ‘หนังโปรด’ เรื่อง ‘จริงจัง’ ที่เราจริงจังกับมันจริงๆ ควรค่ากับการดู ให้ดูสองรอบก็ดู! มากกว่านั้นก็จะดู!

สุดท้ายแล้วววว!! ขอทำการชื่นชมผู้กำกับอย่าง Mike Mills อย่างสูง ผู้ที่อดีตเคยเป็นอาร์ตติสท์ชื่อดังที่หันมาทำหนัง สำหรับเรื่องนี้ขอพูดว่ามันประสบความสำเร็จอย่างแรง หนังดี มีพลังมาก ดูจบอยากจะลุกขึ้นปรบมือดังๆเลย ประทับใจและชอบมากอะ ให้กราบก็กราบ อยากให้มีหนัง ‘ดีต่อใจ’ แบบนี้ออกมาอีก สำหรับเรื่องนี้มันอาจจะไม่ใช่หนังที่เพอร์เฟค 100% แต่เราพอใจกับมันมาก สนุกมากๆจริงๆ…

เอาไป 10/10

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.