Review : War For The Planet of the Apes 🦍 (2017) ถ่ายทอดความเจ็บปวดในเศษซากของสงคราม ชูคำว่า ‘เกียรติยศ’ และ ‘ศักดิ์ศรี’ ได้เต็มถ้อยคำ | 8.5/10

“นี่ไม่ใช่ Planet of the Apes ภาคที่ดีที่สุด แต่เป็นภาคที่เติมเต็มคำว่าสมบูรณ์และลึกซึ้งได้ดีกว่าภาคไหนๆ”
หลังจากได้ดู War For The Planet of the Apes มันคือความประทับใจในแบบที่ ‘อยากเห็นมานาน’ มากๆ ภาคนี้แอ๊กชั่นน้อย ความหวือหวานั้นไม่อาจสู้สองภาคแรกได้เลย แต่เรารู้สึกได้ถึง ‘พลัง’ ของมัน และ ‘ความลึกซึ้ง’ ในฉบับที่ไม่มีภาคไหนของวานรเคยทำมาก่อน ทั้งด้านประเด็นสงคราม ดราม่ากัดกร่อนหัวใจ ทั้งการถ่ายทอดเรื่องราว…งานซีจีวิชวลแบบ Motion-Stop ที่ใช้กับเหล่าวานรต่างก็มีความพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด นอกจากนั้น มันยังเป็นภาคที่ทำให้เรารู้ว่าเมื่อ ‘จิตวิญญาณ’ ถูกใส่เข้ามาในหนัง มันเป็นอย่างไร..

เรื่องราวของ War For The Planet of the Apes สืบสานต่อจากสองภาคก่อนหน้า ( Rise of the planet of the apes , Dawn of the planet of the apes) เล่าเรื่องราวหลังจากสงครามระหว่างมนุษย์และวานรที่ทิ้งให้เกิดบาดแผลในจิตใจของ ‘ซีซาร์’ ที่สูญเสียเหล่าพี่น้องและคนรักไปกับความเลือดเย็นของสงครามนี้ ความแค้นที่ว่า จึงนำเขาไปพบกับ ‘นายพล’ กองกำลังที่ยิ่งใหญ่ที่มาพร้อมอาวุธอันตรายครบมือ และคนก่อให้เกิดสงครามนี้ สงครามแห่งสัญชาตญาณที่โหดดิบระหว่างวานรและมนุษย์จึงเริ่มต้นขึ้น และยังเป็นการปิดฉากที่ห้ำหั่นพร้อมจะชี้ชะตาเผ่าพันธุ์นึงของสองเผ่าพันธุ์ที่จะเหลือรอด…

แม้จะขึ้นชื่อว่า War แต่ตัวหนังเองก็ไม่ได้พูดถึง War ในแบบที่หลายคนน่าจะคาดหวัง ฉากสงครามนั้นน้อยนิด และไม่ยิ่งใหญ่มากมาย แต่ก็ใช่ว่าน้อยจนแทบไม่มี คำว่า ‘สงคราม’ ของมัน เล่าถึงประเด็นที่เรียกว่าเป็น ‘เศษซาก’ น่าจะถูกกว่า พาคนดูเข้าไปสำรวจถึงความเจ็บช้ำและหดหู่ของสงครามนี้ ความเลือดเย็นและโหดร้ายที่ครอบคลุมและโจมตีทำลายสิ่งมีชีวิตอย่าง ‘วานร’ ทีละนิด โดยไม่ต้องมีฉากสงครามทำลายล้างกันให้เห็นเลย หนังถ่ายทอดออกมาในเชิงของ ความรู้สึก,ความเข้าใจ ที่ลึกซึ้ง ก่อให้เกิดความ ‘ดราม่า’ ที่หน่วงใจไปตลอดสองชม.ยี่สิบนาทีของหนัง ที่ใช้ ‘ความนิ่ง’ เล่าเป็นหลัก แม้จะดูค่อนข้างเรียบและไม่หวือหวาเลย แต่มันสามารถสร้างคำว่า Touching ได้อย่างรู้สึกผูกพันกับมันจริงๆ

ไม่มีคำว่าน่าเบื่อเลยสำหรับภาคนี้ ด้วยการเล่าเรื่องที่รู้จักสัดส่วนของจังหวะ ควบคุมความพอดีของแต่ละซีนได้ การเข้าถึงและเล่นกับความรู้สึกคนดูของผู้กำกับ ทำให้มันเป็นการเล่าเรื่องที่เปี่ยมด้วยพลังตลอดเส้นทาง บทสนทนาของมันแข็งแรง รวมถึงตัวบททั้งหมด มันหนักแน่นไปทั้งภาพรวม เดินเรื่องอย่างมีสติ ฉลาดในการเดินเรื่อง และไม่พลาดแม้สักก้าวเดียว ประเด็นของมันเล่นใหญ่มากๆ ในเรื่องของสงครามก็แล้ว การถ่ายทอดก็ดี รวมถึงเรื่องภายในจิตใจของ ‘ซีซ่าร์’ ที่ผ่านมาทั้งความสูญเสีย ความยากลำบาก การเสียสละ เพราะความรักความต้องการปกป้องเพื่อนฝูงและครอบครัว ที่ในด้านนี้ เราต้องยกการถ่ายทอดให้กับนักแสดงอย่าง Andy Serkis ที่รับบทเป็นซีซาร์ ทุกช็อตทุกอารมณ์ละเอียดอ่อนอยากให้เข้าชิงออสการ์ รวมถึงต้องชมเชยนักแสดงคนอื่นๆด้วยที่ต้องอยู่เบื้องหลังซีจีวานรทั้งหลายที่เล่นออกมาได้ ‘สุดฝีมือ’ จนไม่รู้จะชื่นชมยังไงให้ได้เท่ากับที่พวกเขาแสดง ประเด็นสำคัญอย่างวานร-มนุษย์ ก็ยิ่งใหญ่ดี มีช่วงเวลาที่ให้หนังพูดถึงตรงนี้ ทำเอารู้สึกสะเทือนใจไปด้วยมากๆ และด้านดนตรีประกอบก็มีพลังดีเหมือนกัน ให้ความรู้สึกลุ้นระทึกน่าติดตามไร้ซึ่งความเบื่อหน่าย

‘ซีซาร์’ ในภาคนี้ ไม่เหมือนทุกภาคที่ทุกคนเคยเห็นมาแน่นอน ครั้งนี้ซีซาร์แก่ขึ้นมาก นิ่งกว่าเก่า และมีความคิดที่รอบคอบ ฉลาดเฉลียวในการตัดสินใจให้เหมาะสมกับการเป็นผู้นำ โดยภาคนี้ แทบจะชูความภาคภูมิของซีซ่าร์ได้อย่างเต็มที่ เห็นได้จากซีนยืดหัวรับกระบอกปืนให้ยิงตัวเอง แสดงถึงศักดิ์ศรีและเกียรติยศที่ทำให้หนังภาคนี้เปี่ยมด้วยคำว่า ‘ทรงพลัง’ อย่างเต็มถ้อยคำ พิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นผู้นำวานรที่ไม่มีใครเหมาะไปมากกว่าซีซาร์อีกแล้ว ซึ่งมันก็มาพร้อมกับความน่าสะเทือนใจไม่น้อย และสงสารซีซาร์ถึงมากที่สุด ที่ผ่านเรื่องผ่านราว ผ่านการสูญเสียมานับไม่ถ้วน แต่ก็ยังอดทน ยืนหยัด เสียสละที่จะปกป้องฝูง แม้ตัวเองอาจเอาตัวไม่รอด

บทที่ดี ยังส่งผลถึงตัวละครอีกด้วย นั่นหมายความว่า ทุกๆตัวละครของหนัง ไม่มีตัวไหนรู้สึกโดดเด่นไปกว่าใคร เริ่มจาก Apes ซึ่งไม่เพียงแต่มีวานรที่คุ้นหน้าคุ้นตา ภาคนี้มีตัวละครใหม่อย่างลิงชิมแปนซีชื่อว่า ‘Bad Apes’ ที่หลุดรอดหนีออกมาจากสงครามที่พังทลายสวนสัตว์ที่เคยอยู่ แต่กลับมาสร้างสีสันให้กับเรื่องราวที่ตึงเครียด ได้ดีและโดดเด่นเรียกรอยยิ้มไปถึงเสียงหัวเราะได้ ตัวละครใหม่อีกตัวที่เราจะได้พบคือ ‘นายพล’ ชั่ว ที่รับบทโดย Woody Harrelson แม้จะเป็นการปรากฏตัวครั้งแรกในหนังเฟรนไชส์ของ Apes แต่ไม่ได้ดูใหม่เลย เขาดูกลมกลืนไปกับเรื่องราว มีมิติด้านตัวละคร และสร้างสัมพันธ์เชื่อมโยงกับตัวละครเล่นออกมาได้ดีเยี่ยม บทบาทเขาเด่นเอาพอๆกับซีซ่าร์เลยนะ ส่วนตัวคิดว่าออกน้อยไปหน่อย แต่เป็นการออกมาที่คุ้มค่า ใช้เวลาที่มีทำให้ตัวละครตัวนี้กลายเป็นความน่าจดจำตั้งแต่ฉากแรกที่ทำให้คนดูเชื่อถือได้อย่างหมดใจ บุคลิกนิ่งๆสุขุมแต่เลือดเย็นนี้ จะว่าเกลียดก็ไม่สุด แต่ ‘ไม่ชอบ’ รุนแรง ที่ไม่เกลียดเพราะตัวละครนี้มันมีเหตุผลบางอย่าง อยู่ในมิติที่มีความน่าเชื่อถือไปจนถึงความ ‘น่าเห็นใจ’ พอสมควร และสามารถพูดถึงต่อได้อีกยาว สรุปเป็นว่าตัวละคร ‘ทุกตัว’ มีเรื่องราวและมิติแต่ละด้านที่น่าสนใจ ไม่รู้คนอื่นมีความคิดเห็นยังไง แต่เรามองว่าเรื่องตัวละคร หนังให้ความสำคัญมากพอๆกับเนื้อหา ยิ่งมาวิเคราะห์ยิ่งเห็นอะไรชัดเจนมากขึ้นทีเดียว

จากสิ่งที่คนดูได้ดูมาตั้งแต่ต้น ถึงจุดนี้หลายคนอาจจะเริ่มเชื่อและเห็นว่า ‘มนุษย์’ ทำตัวเป็นพระเจ้า กวาดล้างสัตว์ป่า ,เหล่าวานรกันได้อย่างโหดเหี้ยม และเริ่มตัดสินว่ามนุษย์ ‘เลว’ ทั้งที่ตัวเราเองก็เป็นมนุษย์ แต่มันเป็นคำพูดที่แทนต่อทหารกลุ่มนั้นในเรื่อง ตั้งแต่ต้นเรื่อง…หรือย้อนกลับไปตั้งแต่ภาคแรก ทุกคนเห็นถึงวานรที่เป็นฝ่าย ‘ถูกกระทำ’ โดยไม่เห็นและรับรู้ถึงเหตุผลและความคิดของ ‘มนุษย์’ ด้วยซ้ำ ว่าทำไมพวกเขาถึงคิดเช่นนั้น ทำเช่นนี้ และฆ่าวานรได้อย่าง ‘ใจร้าย’ เรารู้สึกขอบคุณที่หนังมีพาร์ทนึงที่เกิดการอธิบายถึงเหตุผลของมนุษย์บ้างที่ฟังแล้วถึงกับจุกไม่น้อย เพราะไม่ว่า ‘การกระทำใด’ ที่ดู ‘โหดเหี้ยม’ มันมีเหตุผลอยู่เสมอ เชื่อหรือไม่เชื่อ แต่ความจริงทั้งสองฝ่ายนั้นต่างมีเหตุผล ‘เดียวกัน’ อย่างไรนั้นอยากให้ไปดูเอง และอาจจะเห็นถึงภาพรวมที่กว้างขึ้น และอาจไม่ตัดสินใครว่า ‘ผิด’ ไปหมดทุกส่วน เพียงเพราะมีใจ ‘รักสัตว์’ สงสารสัตว์เท่านั้น หลังจากนั้นค่อยไปคิดเอาเองว่าใครผิดไม่ผิด ทำเกินขอบเขตหรือไม่ ซึ่งตรงนี้เป็นอีกประเด็นที่หนังให้เวลากับมันเล่าเรื่องได้อย่างพอเหมาะ กระชับ เป็นรายละเอียดที่เราว่ามันคือ ‘ไฮไลต์’ สำคัญ สำหรับการที่จะสะท้อนความ ‘ใจร้าย’ ที่เราเพิ่งตัดสินใจไปจากการที่เห็น ‘วานร’ โดนกระทำโดยฝีมือ ‘ทหาร’ ซึ่ง ณ ตรงนี้เราก็ไม่ได้บอกว่าทหารถูก หรือวานรผิดแต่อย่างใด แต่อยากให้ไปลองพิจารณาเองมากกว่า ซึ่งถ้าถามส่วนตัว การที่ทหารทำสิ่งเหล่านั้น…มันเกินไปจากหน้าที่ซึ่งมันกลายเป็น ‘ไร้คุณธรรม’ และไม่ควรมีเหตุผลดีๆเรื่องไหน ที่จะต้องหาทางออกด้วย ‘การกระทำที่โหดร้าย’ แบบนี้ ซึ่งจริงๆทางออกมันก็มีแหละ…

ท่ามกลางเศษซากสงคราม ความเจ็บปวดทุกข์ทนของซีซาร์และวานรที่ต้องสูญเสีย สิ่งที่ถือเป็น ‘ความสวยงาม’ ท่ามกลางความชอกช้ำเหล่านี้ คือหนูนั้นนามว่า ‘โนวา’ ที่ปรากฏตัวขึ้นและทำให้ตัวเธอเองคือ ‘ความหวัง’ ใหม่ของโลกที่กำลังพังทลายนี้ เธอเป็นใบ้ รับบทโดย Amiah Miller ที่ต้องบอกว่า ‘ให้ตายเถอะ น้องน่ารักมากก’ น่ารักเหลือเกิน น่ารักจริงๆ…เป็นเด็กและเป็นผู้หญิงคนเดียวในเรื่องที่มีเสน่ห์ เฉิดฉาย ความธรรมดาและความธรรมชาติของเธอ มันคือ ‘ความหวัง’ ใหม่ของมวลวานรในเรื่องจริงๆ บทบาทของเธออาจไม่ใช่อะไรที่ใหญ่เลย แต่ก็สำคัญมากๆ หากขาดเธอคนนี้ ก็อาจจะขาดรสชาติความมีเสน่ห์ รวมถึงเรื่องราวจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่มี Hope เป็นสิ่งที่พึ่งพา

โดยรวมบอกได้เลยว่ามันคือ Movie of this Summer ได้อย่างเต็มปาก และกล่าวได้ว่ามัน Best มันยอดเยี่ยม หนังเล่าเรื่องเปี่ยมด้วยพลัง น่าจดจำทุกตัวละคร การเดินเรื่องที่สนุกลุ้นระทึก ดราม่าหนักแต่ไม่ถึงกับหน่วงและดาร์คเหมือนที่คิดเลย ซีจีวิชวล เทคนิคงานภาพ และเอฟเฟ็คต่างๆยังดีเช่นเคย แต่รับประกันว่ามันดีกว่าเดิมแน่นอน สมการรอคอยอย่างไม่มีผิดหวัง แต่ก็ไม่ควรคาดหวังด้วยความเข้าใจผิดๆว่าหนังจะแอ๊กชั่นระเบิดตูมตามสงครามมาเต็ม อาจต้องโทษที่การนำเสนอของค่ายหนังเองด้วยที่ตัดตัวอย่างออกมาได้นึกว่าหนังจะสงครามจริงๆ เอาจริงๆมันก็มีสงครามนะ…เยอะกว่าที่คิดว่ามันจะน้อย โดยรวมหนังดึงประเด็นต่างๆ ดราม่าเรื่องสงคราม ปิดท้ายภาคนี้ได้อย่างสมบูรณ์ เต็มไปด้วยความลึกซึ้ง เปี่ยมด้วยพลังซึ่งท้ายที่สุดนี้ จะไม่กล่าวว่ามัน ‘สนุก’ หรือ ‘ดี’ ไปกว่าภาคไหนๆเพราะความชอบใครความชอบมัน เป็นเรื่องส่วนตัว อีกอย่างกลิ่นอายแนวทางของเรื่องราวมันก็ไม่เหมือนกันสักภาค แต่ความลึกซึ้งที่เข้าใจถึงบทบาทและ ‘จิตวิญญาณ’ ที่สุด ภาคนี้คือใช่ต่อความรู้สึก ภาคไหนก็เทียบไม่ได้เลย

