Review : The Glass Castle (2017) คฤหาสน์แก้วในอดีต…วันนี้มันคือ ‘แก้ว’ ที่ถูกเจียระไนมาอย่างงดงาม | 7.5/10

ประเภท : Biography, Drama

หนังเรื่องนี้อาจจะยังไม่ ‘ลึก’ พอที่จะทำให้มันเป็นหนังที่ยอดเยี่ยมหรือไปได้ไกลกว่า…แต่สิ่งที่เราชอบคือ ‘เรื่องจริง’ ที่สวยงาม ที่หยิบมาใช้และนักแสดงเองก็เหมาะสมกับหนัง และทำให้เรา ‘น้ำตาซึม’ ได้เล็กน้อยโดยที่ไม่ต้องเค้น และสิ่งที่ทำให้เราชอบมากกว่าประเด็นการเรียนรู้ข้ามวัยอย่างหัวเลี้ยวต่อ หรือ Coming-of-Age คือการที่ ‘คนๆหนึ่ง’ เลือกที่จะมองย้อนกลับไปในอดีตที่เธอเลือกที่จะโทษทุกอย่างและลืมมันไปแล้ว หา ‘สิ่งสำคัญ’ ที่เธอพร้อมจะมองมันใหม่ว่า ‘สวยงาม’ เพราะเมื่อเรามองเห็นมันอีกครั้ง…เราจะเห็นถึง ‘คุณค่า’ ทางจิตใจ และนี่คือสิ่งที่หนังได้มองหาและทำให้เราประทับใจ

เรื่องราวเริ่มต้นด้วยคำเล็กๆที่มีความหมายยิ่งใหญ่ คือคำว่า ‘ครอบครัว’ แต่คำว่าครอบครัวใน ‘วันนั้น’ ของ ‘เจนเนตต์’ มันไม่ง่ายเอาซะเลย เพราะเธอเติบโตมากับพี่น้องอีกสามคน พ่อเป็นวิศวกรผู้ติดเหล้าวางแผนที่จะสร้าง ‘คฤหาสน์แก้ว’ ขึ้นมาแต่ก็ทำมันไม่สำเร็จ แม่เป็นศิลปินผู้ชื่นชอบการวาดรูป แต่ครอบครัวของเธอนั้นกลับต้องดิ้นรนในการมีชีวิตเพราะฐานะที่แทบไม่มีจะกิน ถึงแม้ ‘พ่อ’ ของเธอจะตัวการหลักที่ทำให้ชีวิตทุกๆคนเป็นแบบนี้ แต่เจนเนตต์กลับจำคำพูดและคำสอนของพ่อเธอมาตลอด แม้เวลาจะล่วงเลยมาอีก 20 ปีเธอประสบความสำเร็จเป็นนักข่าวที่มีชื่อเสียง กระนั้นลึกๆแล้วเธอก็ตระหนักถึงคุณค่าของคำว่า ‘ครอบครัว’ และ ‘ชีวิต’ ที่เคยมีมา เพราะมันทำให้ ‘วันนี้’ ของเธอแข็งแกร่ง…และเป็นดังเช่นทุกวันนี้

มองในภาพรวมก่อน เราค่อนข้างเฉยๆมากกับการนำเสนอของหนัง เพราะเราไม่เห็นถึงความ ‘ต่าง’ ของหนังเรื่องนี้แนวนี้กับหลายเรื่องในแนวเดียวกันเมื่อหลายปีก่อน เอาเข้าจริงๆถ้าไม่ใช่เพราะ ‘นักแสดง’ เราจะใจหายมากเหมือนกันเพราะหนังเองนั้นเรียบไปเกือบเสียหมด เล่าเรื่องง่ายๆเป็นเส้นตรงไม่มีจุดพีค ตัดสลับปัจจุบันไปยังอดีต และเริ่มเล่าอย่างต่อเนื่องขึ้นมาจนกว่าอดีตจะมาบรรจบกับปัจจุบันในขณะที่ปัจจุบันเองก็ยังดำเนินต่อ วิธีการนี้ถือเป็นวิธีการที่ไม่สดใหม่ และพบเจอก็เยอะจนค่อนข้างเชย แต่เราแปลกใจที่หนังไม่มีจุดพีคเลยนี่สิ แถมบทของมันเองก็ยังขาดความ ‘ลึก’ แบบที่ทำให้เราเอะใจอยู่ว่าหนังเรื่องนี้จะถือเป็นตัวเต็งออสการ์จริงๆหรือ?

เราไม่ซึ้งกับตัวหนังก็จริง แต่เรามาซึ้งเพราะ ‘นักแสดง’ เล่นได้ ‘ลึกซึ้ง’ เอามากๆ มันทำให้เรารู้สึก ‘เชื่อ’ ในความเรียลของเรื่องราวนั้นผ่านตัวละครได้ เชื่อว่าแต่ละคนนั้นได้ ‘ผ่าน’ แต่ละจุดที่ย่ำแย่ในชีวิตอย่างที่มันสมควรจะเป็นดังเรื่องราว Brie Larson ผู้เคยได้ออสการ์มาแล้ว ในเรื่องนี้ถือเป็นหญิงแกร่งที่ต้อง ‘ฉายเดี่ยว’ และนำความทะเยอทะยานที่มีถ่ายทอดความซับซ้อนทางความรู้สึกของตัวละคร อีกฝ่ายนักแสดงหญิงที่เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์มาด้วยเช่นกันก็คือ Naomi Watts หูยยย…เล่นดีจริง บทแก่ดูแก่ แต่การส่งบทส่งอารมณ์นั้นมันกลมเกลียวมากๆ

เราไม่ค่อยเห็น Woody Harrelson จะมาเล่นหนังที่มีบท ‘ดราม่า’ ซะเท่าไหร่ เพราะก่อนหน้านี้พี่แกมาทางคอมเมดี้ แต่ผลงานหลังๆมานี้ก็เริ่มชัดมาทางสายดราม่าและนี่ก็เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ทำให้พี่แกได้พิสูจน์ฝีมือการแสดงที่ยอดเยี่ยม…เฮ้ยยย บทนี้มันไม่ง่าย แต่พี่แกทำให้เรา ‘เชื่อ’ อย่างหมดใจ ดีโคตรจริงๆ…นักแสดงทำให้เราเห็นว่าการเวิร์คกันเป็นทีมแบบนี้มันคือ ‘ทีมเวิร์ค’ ตัวจริง ที่พอเล่นออกมาแล้ว มันเลยทำให้เกิด ‘จิตวิญญาณ’ ขึ้นในตัวหนังที่เราเองต้องชื่นชมมากจริงๆ ดูจบแล้วอยากจะส่งทั้งทีมเนี่ยแหละเข้าชิงออสการ์อีกครั้ง

แม้หนังจะมีพลังในการสื่อสารที่ ‘น้อย’ แต่ต้องยอมรับว่าหนังได้อิทธิพลมาจาก ‘เรื่องจริง’ และ ‘นักแสดง’ มากพอควรที่จะทำให้มันมี ‘พลัง’ ที่สามารถชดเชยกันได้ เราชอบช่วงหลังที่มันทำให้เรา ‘น้ำตาซึม’ ไปกับ ‘พลัง’ ที่ว่านี้ และชอบความเรียบของหนังเรื่องนี้นี่แหละ เพราะมันทำให้เรารู้ว่าหนังไม่ได้พยายามที่จะปลุกปั้นและใส่ความพยายามให้มันมากในการทำให้หนังดูเรียลและได้เป็นหนังที่ยอดเยี่ยม แต่สิ่งที่หนังได้คือความธรรมดาที่ดูแล้ว ‘มีอะไร’ แฝงไปด้วยข้อความดีๆ…ข้อคิดที่ดี มันทำให้เราหวนกลับมาตระหนักถึง ‘ครอบครัว’ และ ‘ตัวเอง’ อย่างไม่รู้ตัว ในขณะเดียวกันที่เราค้นพบว่า ‘ชีวิต’ ไม่ได้สวยงามเสมอไป เราก็ได้พบคำว่า ‘โชคดี’ ในชีวิตที่เรามี ไม่ว่าเราทุกคนจะพบเจออะไรมาบ้าง แต่สิ่งสำคัญที่สุดเรารู้ว่าไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า ‘ความสัมพันธ์’ ในครอบครัว ซึ่งต้องใช้ความ ‘เข้าใจ’ กันเท่านั้น และมีเพียงอดีตที่เจ็บปวดเท่านั้น…ที่จะสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับเราที่เป็นเราได้ในวันนี้

#สะดุดรีวิวหนัง #สะดุดขอบหนัง #TheGlassCastle

Show your support

Clapping shows how much you appreciated สะดุดขอบหนัง’s story.