แนะนำการวางแผน(ขอทุน)เรียนต่อต่างประเทศ ฉบับเข้าใจง่าย

หลายคนอาจจะมองว่าการเรียนต่อต่างประเทศนั้นยากแล้วแต่การหาเงินไปเรียนต่อนั้นยากกว่า555 วันนี้เปิ้ลขอเปิดมุมมองอีกด้านหนึงสำหรับคนไม่เก่งภาษา ไม่มีเงิน มีแต่ตัวและหัวใจกันค่ะ

ข้างล่างนี้คือกระทู้ที่เคยเขียนเรื่องขอทุนไว้ค่ะ
 https://pantip.com/topic/36058546
 
 โดยส่วนตัวเปิ้ลนั้นวิเคราะห์ตนเองออกมาว่า
 ไม่เก่งอิ้ง+เรียนไม่ยาก+เอาที่ไม่ต้องมีประสบการณ์ทำงาน+จบไม่ตรงสายที่ต่อโท+ไม่เอาแบบสัมภาษณ์ ก็เลยนั่งหาข้อมูลมาเจอ = National Formosa University, Taiwan 
 
 มหาลัยนี้เอาโทอิกน้อยมากประมาณ550 +เกรด2กว่าก็สมัครได้+ไม่มีสอบ+ไม่ต้องมีประสบการณ์ทำงาน + ไม่ต้องใช้ทุนคืน+มีค่าครองชีพให้+เรียนไม่ยากจนเกินไป
 
 แบบนี้ก็มีด้วยยยยยยย น่าสนใจใช่ไหมค่ะ

 
 ขอทุนไปเรียนต่อนั้นง่ายกว่าที่คิดเยอะค่ะ บางที่อาจจะแค่ยื่นเอกสารรอพิจารณาแล้วก็รอประกาศผล สวยๆ หากตอบรับก็ทำเรื่องของวีซ่าและซื้อตั๋วเดินทางโล้ดด
 
 ตัวอย่างทุนที่ดังและคิดว่าทุกท่านคงรู้จัก อันนี้ก็มีความยากในปัจจัยต่างๆเยอะ อาทิเช่น
 Chevening (http://www.chevening.org/thailand), 
Fulbright (http://fulbrightthai.org/default.asp), DAAD(https://www.daad.or.th/th), 
Endeavour (
https://internationaleducation.gov.au/Endeavour%20program/Scholarships-and-Fellowships/Pages/default.aspx) เป็นต้น
 
 จริงๆแล้วทุนเรียนต่อต่างประเทศก็มีทั้งหน่วยงานในประเทศทั้งภาครัฐและเอกชนของไทยที่สนับสนุน หรือเป็นในส่วนของประเทศ
 ต่างๆที่ให้ทุนกับนักศึกษาต่างชาติ บางประเทศก็มีข้อกำหนดว่าให้ทุนกับประเทศใดบ้างแต่ในบทความนี้ขออนุญาตพูดถึงทุนในต่างประเทศค่ะ

วิธีการวางแผนเพื่อขอทุน
 Overall
 1 ประเมินความรู้ความสามารถของตนเอง+หาความชอบ
 2 เลือกประเทศ+ประเภททุน และเงื่อนไขต่างๆ
 3 Timeline วางแผนการดำเนินการ, ระยะเวลาสมัคร, ประกาศผล
 4 จัดเตรียมเอกสาร
 5 upgrade profile ง่ายนิดเดียว

1 ประเมินความรู้ความสามารถของตนเอง+หาความชอบ
 
 ขั้นแรกสุดก่อนจะหาข้อมูลใดๆคือการสำรวจความสามารถของตนเองก่อนเช่น
 1.1ความสามารถในศาสตร์แขนงที่สนใจจะสมัคร
 — เรียนต่อด้านเดิมที่เรียนมา
 — เรียนสาขาใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเดิม 
 ลองสำรวจความต้องการของตนเองดูนะคะ ว่าเป้าหมายที่เรามาเรียนนี่ต้องการอะไร หรือจะนำไปใช้ยังไงต่อได้บ้าง
 
 1.2 ความสามารถทางภาษา
 — บางประเทศอาจจะต้องใช้ภาษาประจำชาติเค้าร่วมด้วยเช่นบางมหาลัยในจีน,เยอรมัน
 — ผลคะแนนภาษาอังกฤษ ว่ารับในรูปแบบใด IELTS, TOEFL, TOEICอื่นๆ
 วางแผนโทอิก 600ใน1เดือนกันค่ะ https://pantip.com/topic/35662205
 
 1.3 สามารถที่จะอยู่คนเดียวๆไกลๆเป็นเวลาหลายเดือนได้ไหม
 สำหรับบางท่านที่ไม่เคยไปต่างประเทศหรือไม่เคยใช้ชีวิตอยู่ห่างบ้านนานๆให้ลองถามใจตัวเองดูก่อนนะคะ ว่าถ้าเราต้องไปนานๆ กว่าจะได้กลับทีก็อาจจะช่วงปิดเทอม เราไหวไหมพร้อมไหม
 
 1.4 ความสามารถในการจ่ายตังค่ะ555
 ในส่วนนี้ต้องเข้าใจในเงื่อนไขของการขอทุนว่ามีแบบต้องทำงานใช้คืนไม่ใช้คืน
 ทุนค่าเทอม100% 75% 50%หรือทุนที่ให้ค่าครองชีพด้วย
 
 ส่วนในเรื่องของความชอบนั้นก็สำคัญนะคะ ถามตัวเองให้แน่ใจว่าเราพร้อมไหมนอกจากทางด้านร่างกายและความสามารถแล้วจิตใจก็สำคัญ หรือสิ่งที่เรียนเราเรียนๆไปเผื่ออะไร
 -บางคนอาจจะบอกว่าสนองความต้องการ 
 -บางคนเรียนเพราะความชอบ 
 -บางคนก็อาจจะนำไปต่อยอดความรู้ในด้านการทำงาน
 
 จากนั้นลองกำหนดคุณสมบัติคร่าวๆของตนเองและสาขาที่ต้องการ+อื่นๆ
 ตัวอย่างเช่นมีคะแนนIELTS 7.0 พูดภาษาเยอรมันได้ประมาณ B1 ต้องการทุนฟรีไม่ใช้คืน+มีค่าครองชีพให้สนใจด้านบริหารธุรกิจ (หากยังไม่สอบภาษาก็ประเมินระดับภาษาตนเองคร่าวๆ)+เป็นประเทศแถบยุโรป
 
 
 2 เลือกประเทศ+ประเภททุน และเงื่อนไขอื่นๆ
 เมื่อเรารู้ความต้องการและความสามารถของตนเองแล้วจากนั้นเราจึงมาดูว่าทุนแบบไหนที่เหมาะสำหรับเรา
 ตัวอย่างทุน
 1.ทุนรัฐบาลอินเดีย ให้ตั้งแต่ ตรี โท เอก ในทุกสาขาวิชายกเว้นแพทย์ มีเงินเดือนให้ทุกเดือน พออยู่พอใช้ มีค่าเครื่องบิน มีทริปให้ไปท่องเที่ยวทั่วอินเดียทุกเทอม เจอเพื่อนจากร้อยกว่าประเทศทั่วโลกที่ได้ทุนมาเหมือนกัน ให้ค่าเทอม เรียนจบกลับไทยทันที แต่วุฒิใช้ได้ทั่วโลกครับ

2. ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ‘มงบุคะงะคุโชว’ หรือเรียกสั้นว่าทุนมง สำหรับคนที่ชอบแดนปลาดิบ ผู้คนมีระเบียบวินัย ให้ตั๋วเครื่องบิน ให้ค่าเล่าเรียน พร้อมเงินกว่าเดือนละ 50,000 บาท ที่สำคัญไม่ต้องคืนเงิน ไม่ต้องใช้ทุนครับ

3. ทุนสหภาพยุโรป (Erasmus Mundus) ในหลักสูตรเดียวให้เลือกเรียนได้ถึง 2–3 ประเทศ อยู่ประเทศละเทอมสองเทอม กว่าจะเรียนจบก็ได้เที่ยวหลายที่ ให้เงินเดือน มีค่าที่พัก มีกิจกรรมทัศนศึกษา แถมที่สำคัญเรียนจบก็ไม่บังคับ อยากกลับบ้านก็ได้ อยากทำงานในยุโรปก็ได้ ขอแค่สมัครเอง แล้วบริษัทรับก็เป็นพอ

4. ทุนประเทศฝรั่งเศส (Franco-Thai) อันนี้ให้สำหรับปริญญาโทเอก มีทั้งแบบทุนเต็มจำนวนและกี่งหนี่งก็ว่ากันไป แต่ช่วงเวลาที่อยู่ที่นั่นจะได้รับการคุ้มครองทั้งกายและใจ รวมถึงมีสวัสดิการสังคมให้เต็มที่

5. ทุนฟูลไบรท์ อันนี้ของสหรัฐอเมริกานะครับ ให้ทุนด้านภาษาวัฒนธรรม เศรษฐกิจและวิทยาศาสตร์ โดยรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดทั้งมวล ขอแค่เรียนจบห้ามหางานในอเมริกา 2 ปี หลังจากนั้นจะตีตั๋วกลับมาก็เอาตามที่สบายใจเลยนะครับ

6. ทุนรัฐบาโมรอกโก อันนี้สำหรับคนที่พอได้ภาษาฝรั่งเศสหรืออาหรับนะครับ สมัครเรียนได้ทุกสาขาไม่จำกัดอายุ ไม่ต้องอยู่ใช้ทุน แต่อาจต้องพกพาเงินเดือนไปเพิ่มเติมบ้าง อันนี้ก็ถือว่าลงทุนเพื่อการศึกษานะครับผม

7. ทุนรัฐบาลจีน (CSC) อันนี้ก็ขอแนะนำเลย คนไทยได้กันเยอะมาก เรียนจบไม่ผูกมัด แถมอยู่ใกล้เดินทางไปกลับได้สะดวก ได้ภาษาจีนมาเพิ่มด้วย แถมบางหลักสูตรเรียนเป็นภาษาอังกฤษนะครับ ส่วนทุนที่ได้ครอบคลุมทั้งการเดินทางทั้งในทั้งนอกประเทศ ทั้งค่าอุปกรณ์เครื่องใช้ไม้สอย ที่พัก สวัสดิการ เงินเดือน ถ้าไม่อยากใช้ทุนก็น่าสนครับทุนนี้

8. ทุนไต้หวัน อันนี้สำหรับป.โท ได้เงินเดือนเดือนละ 30,000 บาทโดยประมาณจนจบหลักสูตร รวมทุกอย่างที่อยากได้ครับ ทั้งเครื่องบิน ที่พัก ค่าหนังสือ แถมยังมีหลักสูตรปรับพื้นฐานภาษาจีนให้ด้วย

9. ทุนมาเลเซีย อันนี้ก็น่าสนใจครับ มีค่าใช้ให้หลายประการ เริ่มตั้งแต่เรียนตรียันเรียนเอกเลยทีเดียว นอกจากนี้ที่นี่ยังใช้ภาษาอังกฤษสำหรับการเรียนการสอน ทำให้ผู้เรียนได้เปรียบมากมาย แต่มีข้อแม้ว่าหลังเรียนจบห้ามทำงานในมาเลเซียเท่านั้นเอง

10. ทุนรัฐบาลเมกซิโก สำหรับใครที่อยากไปผจญภัย เรียนรู้วัฒนธรรม พูดภาษาสเปนด้วยอังกฤษด้วย ที่เม็กซิโกก็เป็นตัวเลือกหนี่งที่น่าสนนะครับ ดูแลตั้งแต่เงินรายเดือน ถึงค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บไข้ได้ป่วย เผลอๆ หากเรียนสายวิทย์ บริษัทในประเทศหากดึงตัวให้ทำงานต่อก็เป็นได้

11. ทุนอังกฤษ Chevening สำหรับผู้ที่สนใจด้วย ไม่มีข้อผูกมัด ยกเว้นต้องกลับมาทำงานที่ไหนก้ได้ (ไม่จำเป็นต้องเป็นภาครัฐ) ในเมืองไทยสองปีหลังเรียนจบ ใครอยากมาใช้ชีวิตเมืองผู้ดี ก็ลองสมัครทุนนี้ดูนะครับ ทุนนี้มีเครือข่ายผู้รับทุนที่ใหญ่และมีเกียรติแห่งหนี่งของโลกเชียวนะ

12. ทุนรัฐบาลเกาหลีใต้ สำหรับใครที่หลงใหลในประเทศเกาหลีใต้ และอยากที่จะศึกษาหาความรู้ในประเทศที่ให้ทั้งทุนเรียนภาษาและทุนปริญญาแบบ (1+2 ปี) โดยไม่ต้องใช้ทุนแต่อย่างใด

13. ทุน UN ไปเรียนด้านสันติภาพ ที่คอสตาริกาและฟิลิปปินส์ ทุนนี้ก็เป็นทุนให้เปล่าเช่นเดียวกันเพื่อสร้างเครือข่ายผู้นำสันติภาพในระดับโลก ใครอยากไปใช้ชีวิตชาวเกาะ พร้อมทุนการศึกษาและโอกาสทำงานในองค์การระหว่างประเทศก็อันนี้เลยครับ

14. ทุน DAAD ของเยอรมัน อาจได้ทำงานในเยอรมันต่อ ได้ทุนเรียนภาษา ที่สำคัญใครมีลูกภรรยาสามีพาไปด้วย เค้าก็ให้เงินทุนเพิ่มด้วยนะเออ แถมมีสาขาให้เลือกเยอะ หากใครมีความสามารถจริง มหาวิทยาลัยอาจารย์หางานให้ทำต่อด้วยนะครับ

15. ทุนรัฐบาลตุรกี เรียนที่นี่ได้อยู่ทั้งยุโรปและเอเชียในประเทศเดียว มีหลายคอร์สให้เลือกจากตรีถึงเอก แถมยังได้ภาษาตุรกีและอังกฤษอีกด้วย สำหรับผู้สนใจด้านศาสนา อิสลามศึกษาก็น่าสนนะครับ

16. ทุน Singa ของสิงคโปร์ สำหรับสายวิทย์ วิศวะ เทคโนโลยี อันนี้ให้เงินก็เยอะ นอกจากฟรีแล้วเรียนที่ NUS หรือ NTU ถือว่าระดับโลกเลยทีเดียว อีกอย่างบินไปกลับไทย สิงคโปร์ก็ใช้เวลาไม่นาน 
 
 เครดิต: http://www.wegointer.com/2016/02/16-scholarships/ 
 
 ยังมีอีกเยอะนะคะ ไม่เชื่อลองถามอากู๋ดูได้เลยค่ะ อิอิ

ประเทศที่อยากไป 
 -อยากอยู่ใกล้ไทยเพื่อเดินทางสะดวกช่วงวันหยุดหรือปิดภาคเรียนค่าใช้จ่ายต่ำก็คงไม่พ้นแทบเอเชียเช่น จีน, ไต้หวัน, มาเลเซีย
 — อยากท่องเที่ยว อยู่ในประเทศที่สวยงาม ค่าครองชีพก็จะสูงตามมาด้วย เช่น โปแลนด์, เยอรมัน, ฝรั่งเศส
 -อยากอยู่ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก เช่น USA, UK, AUS
 
 สำคัญมากอย่าลืมตรวจสอบสำหรับผู้ที่จะทำงานราชการว่า มหาลัยหรือหลักสูตรนั้นๆเป็นที่ยอมรับของ ก.พ.หรือไม่
 
 เงื่อนไขของทุน
 อันนี้ก็สำคัญไม่แพ้กันครวตรวจสอบให้ดีก่อนเพื่อไม่ให้เป็นปัญหาตามมาทีหลังค่ะ
 — ทุนเต็มจำนวน+ค่าครองชีพ+ไม่ต้องใช้ทุนคืน
 ค่าครองชีพนี้แต่ละมหาลัยนั้นอาจจะให้มากน้อยไม่เท่ากันแต่เท่าที่เห็นมาเค้าจะแจ้งไว้เลย ว่า Master degreeให้เท่าไหร่ Doctoral degreeให้เท่าไหร่
 — ทุนเต็มจำนวน + ไม่ต้องใช้ทุนคืน/ทำงานใช้ทุน
 — ทุน 75% 50%
 — อื่นๆ เป็นเรื่องของคุณสมบัติด้วยเช่น บางที่เอาเกรดขั้นต่ำหรือไม่, ต้องมีประสบการณ์ทำงานไหม, ต้องจบป.ตรีตรงสาขารึเปล่า
 **บางทุนมีเงื่อนไขว่าต้องได้เกรดตามที่กำหนด เทอมต่อไปถึงจะได้ทุน
 
 3 Timeline วางแผนการดำเนินการ, ระยะเวลาสมัคร, ประกาศผล
 หลังจากเราหาทุนที่ใช่สำหรับเราแล้วต่อมาก็คือการวางแผนตามระยะเวลาที่ทุนกำหนดเพราะเอกสารต่างล้วนใช้เวลา เช่น resume, recommend letter, research proposal, autobiography, การทำ Passport, ตรวจสุขภาพ, เอกสารทางด้านการเงิน, ทรานสคริฟ เป็นต้น ในส่วนของวันประกาศผลก็แล้วแต่ที่เลยของเปิ้ลประมาณ1เดือนนิดๆก็ทราบผลทางอีเมล์ค่ะ ช่องทางการประกาศผลก็แตกต่างกันไปตามข้อกำหนดมหาลัย
 
 สำหรับน้องมัธยมสนใจอยากต่อปริญญาตรี/โทในอนาคต
 แนะนำว่าให้เตรียมตัวเรื่องภาษา(อังกฤษ,ภาษาประจำชาตินั้นๆ)และทักษะที่จำเป็นไว้ให้มากเช่นความรู้รอบตัว, ทักษะการปรับตัว, ทักษะการพูด พรีเซ็นท์งานต่างๆ ช่วงอายุของน้องค่อนข้างได้เปรียบในเรื่องการเตรียมตัวเพราะค่อนข้างมีเวลา มีความพร้อมเท่ากับมีชัยไปกว่าครึ่งแล้วนะคะเด็กๆ ^^ อยากฝึกทักษะการพูด ต้องกระทู้นี้เลยค่ะ https://pantip.com/topic/36936731
 
 สำหรับน้องปริญญาตรีสนใจอยากต่อปริญญาโทในอนาคต
 หากน้องๆยังอยู่ในช่วงปี1–2 น้องๆมีเวลาในการอัดภาษาได้เต็มที่รวมถึงเตรียมความพร้อมในด้าน อื่นๆอีกด้วย
 
 * อย่าลืมวางแผนในเรื่องของStatementกันด้วยนะคะ แต่ละที่เค้ามีกำหนดขั้นต่ำอยู่ 
 
 *บางทุนเปิดทุกเทอม เช่นที่ไต้หวันเปิดรับชาวต่างชาติทุกเทอม เราสามารถส่งได้ตามระยะเวลาที่เค้ากำหนด ปีหนึงสอง-สามรอบแหนะ
 
 ** สำหรับน้องๆที่ไม่ค่อยเก่งภาษา +ไม่ค่อยจะมีตัง+ อยากได้ภาษาที่สาม
 แนะนำไต้หวันเลยค่ะทุนเยอะมากรวมทั้งมีค่าครองชีพให้ไม่ต้องใช้ทุนคืนสมัครง่าย
 แค่ส่งเอกสาร ระดับภาษาส่งโทอิกได้เริ่มต้นเท่าที่เห็นรับกันประมาณ550เองมั้งค่ะ
 บางที่สูงต่ำขึ้นอยู่กับกฎของมหาลัย
 
 
 4 จัดเตรียมเอกสาร
 หากน้องๆตัดสินใจได้แล้วว่าจะสมัครมหาลัยไหนต่อมาก็เริ่มในการจัดเตรียมเอกสารซึ่งแต่ละมหาลัยก็มีข้อกำหนดต่างกันเช่น
 — Resume or CV 
 เทคนิคคร่าวๆ
 -ประสบการณ์ต่างๆ
 -ใบประกาศนียบัตร 
 — อาจจะลงเรื่อง hard skill, soft skillลงไป
 — ความสามารถพิเศษ
 — ทักษะทางภาษาหากมีคะแนนสอบด้วยยิ่งดีค่ะ
 
 — Autobiography
 ประวัติส่วนตัวบางที่อาจจะมีกำหนดขั้นต่ำนะคะเช่น1,000คำ+ 
 เทคนิคคร่าวๆ
 — หากกรณีให้เขียนเป็นพันคำ ให้ลองร่างแต่ละย่อหน้าที่ต้องการ
 — ดึงจุดเด่นที่น่าสนใจของเราออกมาให้ได้
 — จบไม่ตรงสายที่จะเรียนต่อก็สามารถพูดถึงความสนใจที่อยากเรียนต่อได้
 — เขียนเกี่ยวกับกิจกรรมที่เคยทำมาหรือเรียนเพิ่มเติม
 — อวยๆประเทศเค้าว่าทำไมเราถึงอยากไปเรียนต่อ อาจจะเพราะระบบการศึกษาดี
 สามารถสร้างคอนเนคชั่นได้, แลกเปลี่ยนประสบการณ์ รวมไปถึงเขียนว่าทำไม
 อยากได้รับทุนนี้ ที่มหาลัยนี้ 
 — เขียนเกี่ยวกับเมื่อเรียนจบแล้วจะนำความรู้ไปต่อยอดหรือใช้ต่อได้อย่างไร
 — เขียนเกี่ยวกับนิสัยส่วนตัวเช่น เป็นคนเข้ากับคนง่าย ชอบเรียนรู้ เป็นคนอุตสาหะ
 
 — Recommend letter
 ไม่แน่ใจว่าสามารถเป็นจดหมายจากเจ้านายได้ไหมหรือว่าต้องจากอาจารย์มหาลัยเพียงอย่างเดียว (หลายๆที่อาจจะเอา2–3ท่านค่ะ)
 เทคนิคคร่าวๆ
 — หาอาจารย์ที่ติดต่อง่ายๆ
 — มียศต่างๆทางการศึกษายิ่งดีค่ะ555
 — หากอาจารย์ชิวๆเราก็อาจจะร่างหรือบอกความต้องการไปว่า
 อยากให้เขียนประมาณไหนเช่น ความประพฤติดี, เคยทำกิจกรรมในมหาลัยเป็นยังไง, เรียนดี อะไรก็ว่ากันไป
 — Sealไปเลยก็ดีนะคะ บางที่กำหนดชัดเจนในคู่มือการสมัคร อาจจะSealและให้อาจารย์เซ็นชื่อทับรอยเปิดปิดหลังจดหมาย
 *อย่าลืมติดขนม นม เนย เข้าไปฝากท่านด้วยนะคะ อิอิ เพื่อผูกสัมพันธ์ศิษย์ อาจารย์
 
 — Research Proposal
 หัวข้องานวิจัย หากเค้าไม่ได้กำหนดโครงมาให้เราๆสามารถลองค้นหาฟอร์มในอากู๋ได้เช่นเคย
 เทคนิคคร่าวๆ
 — หาหัวข้อที่น่าใจหรือที่เราอยากทำ
 — ในเนื้อหาลองหาผลวิจัยใส่ลงไป
 — เขียนเป็นสามเหลี่ยมคว่ำ คือจากกว้างเข้าไปแคบ
 — ถ้ากลัวซ้ำลองเจาะกลุ่มเข้าไปเช่น ในประเทศไทย เป็นต้น
 
 Study plan
 พยายามเขียนให้เค้าเห็นว่าเรามีความตั้งใจจริงที่จะมาเรียนที่นี่และเรามีความสามารถนะที่จะเรียนได้จนจบรวมถึงเขียนว่าเมื่อเราจบแล้วเราจะทำอะไรต่อ พยายามเขียนในลักษณะเชิงบวกที่ให้อะไรกับคนอื่นหรือสังคมเช่นกลับมาพัฒนาประเทศ กลับมาเป็นอาจารย์ รวมถึงตอนเรียนเราจะทำอะไรบ้างแล้วลองเรียบเรียงดูค่ะ ว่าถ้าเราเป็นกรรมการเราอ่านแล้วรู้สึกสนใจไหม ยิ่งที่ๆไม่ต้องสอบด้วยแล้วมันวัดกันแค่หน้ากระดาษนี่เองค่ะ 
 
 * เอกสารต่างๆที่เป็นResume, Research Proposal, Autobiography หากไม่แม่นในเรื่องของภาษาหรือแกรมม่าร์ ลองหาเพื่อนๆที่เก่งๆ หรือบริการตรวจคำจาก Native speaker ทางอากู๋ดูนะคะ ไม่แพงค่ะ จะได้เป๊ะปังกันไปเลย

* เอกสารต่างๆที่เป็นResume, Research Proposal, Autobiography หากไม่แม่นในเรื่องของภาษาหรือแกรมม่าร์ ลองหาเพื่อนๆที่เก่งๆ หรือบริการตรวจคำจาก Native speaker ทางอากู๋ดูนะคะ ไม่แพงค่ะ จะได้เป๊ะปังกันไปเลย
 
 การสมัครนั้นมีทั้งแบบOnlineและแบบจดหมาย
 ทริคส่วนตัวนะคะ อันนี้คหสต. มหาลัยที่คนสมัครน้อยอาจจะรับด้วยจดหมายมากกว่าทำระบบเพิ่มขึ้นมา เป็นช้อยท์ที่น่าสนใจมากนะคะ สำหรับท่านที่ไม่เก่งแต่อยากไปเรียนต่อ เพราะคู่แข่งอาจจะน้อยกว่าที่อื่นๆ
 
 
 5 upgrade profile ง่ายนิดเดียว
 Resume ก็โล่ง ประวัติก็ไม่รู้จะเขียนอะไร ประสบการณ์ก็ไม่มีไม่ใช่ปัญหาค่ะเพราะเราสามารถที่จะเพิ่มCertificateได้ฟรีๆหรือเสียตังก็มี555ผ่านการเรียนออนไลน์ MOOC ลองค้นหาดูนะคะ ไม่ว่าจะเป็นedX, Coursera, Udemy, Thaimoocและอื่นๆอีกมากมาย ใช้เวลาไม่มากและสามารถเลือกหัวข้อความรู้ที่เราต้องการได้ค่ะ
 แบบอยากต่อโทบริหารแต่จดทำอาหาร ก็ลองลงเรียนเพื่อเอาใบประกาศดูเพื่อที่เราสามารถนำไปเขียนได้ว่าเราสนใจและเรียนเพิ่มเติมมา