Day21 -คำถามที่ต้องย้อนถามตัวเอง..
#ทางบ้านแม่ปาน
ทุกวันนี้แค่เดินไปหลังบ้าน หรือนอกหน้าต่างก็เห็นวิวไร่นา ไร่สวน เราก็ตั้งคำถามหลายๆครั้งว่า หากหมดเกษตรกรรุ่นนี้ไป ใครจะรับช่วงต่อ? บางบ้านมีที่หลายไร่ จะปล่อยทิ้งไว้ก็เสียดายแสนเสียดาย ลูกหลานคนที่นี่ก็เรียนครูกันหมด เป็นกระแสเขาล่ะ
“จะจ้างใครเขาก็ไม่เหมือนกับที่เราทำเอง” นี่คือประโยคที่แม่อุ๊ยบ้านพ่อโรจน์เคยบอกเรา ..เออเนอะ เราจะรู้ได้ไงว่าเขาทำให้เราดีที่สุดหรือเปล่า .. เออใช่เลย นี่มัน Principle agent problem ชัดๆ
พอเราถามน้องสไปร์ท น้องก็บอกยังไม่รู้เลย เราว่าอาจเพราะน้องเพิ่งม.3เอง
แต่ถ้าถามพี่มิ้นท์ลูกสาวพ่อโรจน์ที่เพิ่งจบครูมาคงได้คำตอบที่เข้าท่ากว่า
“มันพูดยากนะ จะจ้างเขาก็เปลืองมาก มันไม่ต้องดูแลทุกวัน ไร่เรา เราก็อยากทำเอง อย่างที่แม่อุ๊ยบอกนั่นแหล่ะ แต่มันเหนื่อย ” พี่มิ้นต์ตอบ
“งั้นพี่มาดูแลมันบางช่วงสำคัญๆก็พอนิคะ”
“ใช่ แต่อย่างนี่น้องเห็นไหม เวลาเขาทำ เขาทำกันเป็นอาทิตย์ๆ มีการเอาวัน-แตนวัน(เหมือนการลงแขกทำนา) เขามาช่วยเรา เราก็ต้องไปช่วยเขา พี่ต้องหยุดงานหลักหลายวันมาทำ มันนานไป บทจะจ้างก็จ้างก็ไม่คุ้มกำไรหรอก”
ในฐานะพวกเราเป็นเด็กรุ่นใหม่ บอกได้เลยว่าเราไม่อยากทำแบบนี้ มันเหนื่อย ตัวอย่างก็มีให้เห็นชัดๆอยู่ทุกวัน อย่างแม่อุ๊ยกว่าจะได้เลิกทำก็60กว่าแล้ว เสาร์อาทิตย์ก็ไม่หยุด หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ฝนตกปรอยๆก็ยังทำ เพื่อราคาที่เอาแน่เอานอนไม่ได้เนี่ยะนะ ปีนี้ลำไยที่นี่บางวันถูกจำกัดโควตาส่งรวมกันห้ามเกินกี่ตะกร้า แต่ละเจ้าจึงมีลิมิตการเก็บ
เราเลยคิดว่า สิ่งที่ท้าทายคือแล้วมันต้องปรับยังไงล่ะ ต้องทำแบบไหนถึงคนรุ่นใหม่จะสนใจเกษตรกรรมขึ้นมาได้ ให้สืบทอดต่อไป เกิดเป็นคำถามหนึ่งที่ย้อนถามตัวเองในฐานะ “คนรุ่นใหม่”
อย่างพ่อโรจน์ที่เชื่อว่า “ยังไงก็มีคนทำต่อ เรามีที่มีทาง แต่คนสมัยใหม่ทำเขาจะไม่ทำแบบรุ่นพ่อแล้ว รุ่นพ่อนี่รุ่นลองผิดลองถูกกัน แต่นี่เขามีความรู้ เขาจะต้องทำได้ดีกว่าแน่ๆ”
.
ตกเย็นเราขับมอไซด์ไป “ดอยบนนา” กับน้องสไปร์ท เห็นว่าจะเห็นวิวตัวเมืองแม่แจ่ม แต่กลายเป็นฝนตกระหว่างทาง และทางผิดไม่ให้ขึ้น กลายเป็นแบบนี้แทน..

#ทางบ้านสันเกี๋ยง
วันนี้แม่ พี่มิ้น และน้องมิคจะพาพวกเราไปซื้อผ้าซิ่นตีนจกเพื่อเป็นของฝากไปให้ครอบครัว โดยพวกเราได้นั่งรถกระบะเข้าไปในตัวเมืองแม่แจ่ม และลัดเลาะเข้าไปตามตรอกซอกซอย เพื่อจะไปร้านที่ขายของที่ระลึกเกี่ยวกับผ้าซิ่นตีนจก ร้านจะอยู่ลึกในซอยเปรียบเหมือนกับมีแต่คนพื้นที่เท่านั้นที่รู้ที่อยู่นี้

ซอยที่มามีร้านอยู่สามสี่ร้านขายผ้าซิ่น เสื้อผ้า และของที่ระลึกที่ทำจากผ้าลวดลายแปลกตา ซึ่งดรีมได้ซื้อเสื้อมาสามตัว ตัวละสองร้อยบาท ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับเสื้อผ้าในกรุงเทพ เป็นเป็นเสื้อแขนกุดทำจากผ้าฝ้ายลวดลายเย็บมือแบบน่ารักมากๆ ทั้งร้านที่ได้ไปซื้อนั้นมีของฝากมากมายเช่น หมวก ผ้าซิ่น ที่มีราคาแพงเนื่องจากทอด้วยมือทั้งผืน กระเป๋าลายนกฮูกน่ารัก จึงเป็นเหตุให้เงินในกระเป๋าสตางค์ของทุกคนหมดตัวได้อย่างไม่รู้ตัว
หลังจากนั้นแม่และพ่อ ซึ่งตามมาทีหลัง พาไปกินมื้อเย็นที่ร้านหมูกะทะร้านเล็กๆ ที่มีบรรยากาศกันเองร้านหนึ่ง อาหารอร่อยและที่สำคัญไม่จำกัดเวลาในการกิน กินเท่าไหร่ก็ได้แค่คนละ 139 บาท ราคาแบบนี้หาไม่ได้ในกรุงเทพแน่นอน..



