Day8.1 “สบายวัน สบายวัน ฟรีสไตล์..” ที่เฟื่องฟ้าแค้มปิ้ง
ผ่านไป1อาทิตย์แล้ว เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน
.
“เฟื่องฟ้าแค้มปิ้ง”

มาที่นี่ก็นึกถึงเพลง “วันสบาย”ของอภิรมย์ทันที จนเป็นที่มาของชื่อเรื่อง..
.
วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่เริ่มขึ้นแบบง่ายๆ เหมือนอย่างที่แม่ปาน-สันเกี๋ยงต้องการให้เราเป็น เราขับมอเตอร์ไซด์แต่เช้าไป “เฟื่องฟ้าแค้มปิ้ง” ทางก็ยังคงเป็นลูกรัง ขับยากเหมือนเดิม แว่วๆว่าวันนี้เขาจะมาทำถนนนะ (แล้วก็ทำจริงๆด้วย ทางลำบากคูณสอง)
.
“พี่เอื้อง” และ“พี่กอน”สามีจากประเทศโปรตุเกส (แต่ไปทำงานฝรั่งเศส) เจ้าของเฟื่องฟ้าแค้มปิ้งพูดว่า
“หมู่บ้านเราต้องมีการจัดการ ทำให้มันเป็นท่องเที่ยว สมัยก่อนเขาจะไม่แวะเพราะมันเป็นแค่ทางผ่านแม่ฮ่องสอน คนส่วนใหญ่จะผ่านไปแม่ฮ่องสอนเลย แต่ความจริงที่นี่ก็สถานที่ท่องเที่ยวเยอะนะ ”
เฟื่องฟ้าแคมปิ้งที่นี่เราบริหารแบบ เวลามีนักท่องเที่ยวเข้ามา พี่ก็อยากหารายได้ให้หมู่บ้านก่อน พาเขาไปเที่ยวในหมู่บ้าน ซื้อของในหมู่บ้านก่อน ถ้าขาดเหลือ/เพิ่มเติมอะไรก็ค่อยหาจากที่อื่น
.
ถ้ามีไกด์ที่นี่จะดีมาก เพราะมันก็ได้ทั้งคู่ ทั้งตัวที่พักและเด็กนักเรียนจะได้มารายได้เพิ่ม ได้ฝึกภาษา พี่ก็อยากให้มีอยู่ เผื่อลูกค้าต่างชาติเข้ามา เราจะได้ไม่เหนื่อยมาก แต่มันไม่มีเด็กสนใจเลย เขาไม่กล้าพูด”
.
พี่เอื้องมีคอนเซปคือทำให้เขารู้สึกเหมือนพักบ้านตัวเอง อย่างเช่นถ้าอยากทำเองก็ทำเลยในครัว ใช้อะไรบ้างก็บอกเดี๋ยวหาให้ได้ ผลไม้ก็เด็ดกินได้เลย อยากเปิดเพลงเต้นก็เต้นได้ เราเป็นเจ้าของก็สนุกไปกับเขาด้วย ทำไมเจ้าของต้องยืนนิ่งเต๊ะท่าด้วยล่ะ

หุงข้าวในเตาแก๊ส ,มีลูกค้าโทรเข้ามาสั่งอาหารก่อนมาถึง

ถ้าอยากร้องคาราโอเกะก็เปิดขึ้นได้ นี่พี่เขาก็ให้ลอง
.
ที่นี่จะเน้นพักแบบเต้นท์ ราคาแตกต่างกันตามแต่ละหลัง(เล็ก-ใหญ่) 4คนประมาณ600บาท ,2คน ประมาณ250บาท ถ้าลูกค้าเอาเต้นท์มาเองก็เสีย80บาท เป็นค่าสถานที่

เต้นท์หลังใหญ่
.
ที่นี่พี่ก็ซื้อที่ดินเลย พี่ไปซื้อจากคนที่มีสิทธิ์ทำกินในที่ดินของสปก.
เหตุผลที่ทำเป็นเต้นท์เพราะเขาไม่อนุญาติให้สร้าง ทำมา3ปีแล้ว เปิดมาได้ปีกว่า ถ้านักท่องเที่ยวจะไปเที่ยวในเมืองก็จะให้ลูกค้าเขาเลย ไม่หัก% (แค่หาลูกค้าให้เฉยๆ พี่เขาต้องการแค่หาลูกค้า เพื่อโปรโมทแค้มปิ้ง)
.
ลูกค้าส่วนใหญ่มาจากหลายประเทศ ทั่วโลก ,90% ของลูกค้าที่นี่เป็นคนไทย ช่วงประมาณปีใหม่คนจะเยอะมากๆ
โดยลูกค้าต่างชาติจะชอบความเป็นส่วนตัวมากกว่า ส่วนใหญ่ชาวต่างชาติจะกางเต้นท์ที่นอกๆมากกว่า แต่จริงๆก็แล้วแต่คนนะ
.
พี่กอนเล่าว่า มีลูกค้า2ประเภทที่นี่ ประเภทแรกมาดูพระอาทิตย์ขึ้น แต่อีกประเภทนึงมาเพื่อจัดปาร์ตี้ ตีสี่ก็ยังไม่นอน(แต่เสียงไม่ดัง)ทั้งๆที่อีกพวกนึงตื่นมาเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น ช่วงพีคๆนี่มี 30 เต้นท์เลย ถ้าลูกค้าอยากเช่ารถมอเตอร์ไวด์วิบาก พี่เขาจะแนะนำให้เช่าจะตัวเมืองแล้วขับเข้ามาเลย นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่นี่ดีนะ ถึงปาร์ตี้ยังไงแต่ก็สายธรรมชาติทั้งนั้น

พื้นที่ต้องปะไว้เพราะแขกมาแล้วมาเต้นกัน บอกก็ไม่เชื่อ เต้นไปเต้นมาพื้นทะลุ “go โรงบาล เลยจ้าาาา”

ไฟฟ้าที่นี่เข้าไม่ถึง เราจะใช้โซลาร์เซล บางอย่างเราก็ต้องห้ามใช้ เช่นไดร์เป่าผม แต่ถ้าช่วงเทศกาล ไฟไม่พอจริงๆพี่ก็มีเครื่องปั่นไฟอยู่ด้านหลัง
.
ทำที่พักแบบนี้ก็ต้องเสียภาษี จดทะเบียนตามปกติ ลงในbooking, agoda ก็จ่ายให้เขาประมาณ15% หน้าหนาวนี้พี่เอื้องจะทำร้านกาแฟด้วยร่วมกับแม่สอนที่ทางเข้าแม่ปานอีกด้วย (จากที่พวกเราสังเกต น่าจะเป็นร้านกาแฟร้านแรกในแม่ปาน-สันเกี๋ยงเลย)
ตอนนี้พี่ก็ติดต่ออยู่กับดีไซน์เนอร์ต่างประเทศอยู่(แขกซื้อผ้าที่นี่กลับประเทศแล้วเพื่อนที่เปนดีไซเนอร์สนใจ) เพราะว่าเขาสนใจลายผ้าแบบนี้ อยากได้ผ้าแบบนี้เพราะว่าที่นี่ถูก พี่ก็กำลังหาข้อมูลอยู่เกี่ยวกับการส่งออกอยู่ ถ้าได้นี่ก็ดีเลย
.
พี่มีความคิดที่อยากจะปลูกผลไม้เพิ่ม ให้นักท่องเที่ยวได้กินเวลามาพัก เด็ดกินได้ อย่างตอนนี้ที่อยากมีคือเงาะ มะพร้าวน้ำหอมก็ดีนะ (ตอนนี้มีลำไยเยอะแล้ว)
.
เราจะมีเรทราคานะ ช่วงนี้ลดราคาอยู่ (กำลังปรับปรุงนู่นนี่นั่นด้วย เพื่อเตรียมพร้อมหน้าหนาว)แต่ช่วงหน้าหนาวเป็นราคาปกติเหมือนเดิม ไม่ได้บวกเพิ่ม
วันนี้ก็มีนักท่องเที่ยวมา เป็นคนกทม. เดี๋ยวที่นี่จะลงไปรับ ส่วนถ้าเป็นพวกฝรั่งจะมาทำทริปกัน5 6 คนมาจากคนละประเทศ คือมา join trip กันฝรั่งที่มาเยอะๆจะเป็นแบบนี้กัน
.
แต่รายได้มันก็น้อย/มากตามแต่เดือน อย่างสิ้นปีก็เยอะ ตอนนี้ก็น้อยหน่อย ถ้าอยากจะมาช่วงสิ้นปีจะต้องจอง บางทีคนจองใน booking จองไปแล้วก็ไม่ยอมมา แล้วพี่ก็ไม่ได้เงินเพราะยังไม่ต้องจ่าย แต่ในแบบ agoda จองแล้วนักท่องเที่ยวต้องจ่ายเงินเลยก็จะแน่นอนกว่า
.
อย่างสถานที่ท่องเที่ยว พี่เอื้องพาลูกค้าไปได้ถึง พวกหอระวังไฟ พวกถ้ำเลย มีถ้ำไฟดับ จุดไฟไม่ติด(ไม่มีออกซิเจน) บางคนก็ไปไม่ถึง ,ถ้ำหลวงด้วย พี่ว่าที่นั่นถ่ายรูปสวย
.
ด้านที่จอดรถ ช่วงสิ้นปี ก็จะมีที่จอดรถ แต่ตอนนี้ลมมันพัดแรงเลยถล่มลงมา
.
พี่เอื้องปิดท้ายย้ำว่า
"พี่ทำเฟื้องฟ้าให้เหมือนบ้าน เหมือนเพื่อนมาเที่ยว มาเต้นกับคนที่มาพัก มาทำอาหาร ให้ความเป็นกันเองกับเขา"
จากการมาอยู่ที่นี่ได้1สัปดาห์พวกเราคิดว่า
ถ้าพูดถึงการท่องเที่ยว พวกเราสนับสนุนนะ ให้คนมาท่องเที่ยวที่นี่ แต่ไม่ใช่ท่องเที่ยวแบบเฮฮา ปาร์ตี้ เอาสนุกอย่างเดียวนะ ถ้าคิดจะมาที่นี่ควรมาท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ ดูวิถีชีวิต ได้ทั้งความรู้และสร้างจิตสำนึก
จุดแข็งที่เราคิดได้คือแม่ปาน-สันเกี๋ยงไม่เพียงแต่วิวสวยเท่านั้น แต่ที่นี่มียังมีชาวบ้านที่อัธยาศัยดี ให้การต้อนรับอยู่เสมอ ซึ่งส่วนนี้พวกเราคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการมาเที่ยว ลองสมมติเล่นๆว่า ถ้ามีที่นึงสวยมาก แต่โจรเยอะ มีจี้ปล้น โก่งราคา เราจะมาไหมล่ะ?
จุดแข็งนี้ทำให้ถ้าจะทำให้ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวนั้นไม่ใช่เรื่องยาก
.
แต่แม่แจ่มยังไม่ค่อยพัฒนาเมืองให้พร้อมสำหรับการท่องเที่ยว (อย่างที่พี่เอื้องว่า) เช่นน้ำบ่อเย็นที่เราเห็นมันมีตะไคร่เยอะทำให้บางส่วนไม่น่าเล่น แตกต่างจากที่พวกเราจินตนาการไว้ ถ้าที่นี่ได้รับการดูแลสม่ำเสมอ คนมาเที่ยวก็ได้ความรู้สึกดีๆกลับไปและอยากกลับมาอีก
นอกจากกลุ่มท่องเที่ยวสายธรรมชาติต่างๆแล้วเราอาจโปรโมทในกลุ่มactivityต่างๆได้ เช่น ปั่นจักรยานเสือภูเขา,วิ่งเทรลก็ได้ เส้นทางไร่นา สวน ป่าปงเปียงก็มีพร้อมให้คนตัดสินใจเลือกมาได้ง่ายๆ
“ทำแผนที่ไร่นา(ต่อ)”
ฝนตกทั้งวันทำให้เรารู้สึกเสียดายเวลา จากที่คิดไว้ว่าจะทำแผนที่วันนี้ให้เสร็จก็เริ่มไม่มั่นใจว่าจะเสร็จไหม
แต่ก็นะ ก็ต้องทำให้มากที่สุดไว้ก่อน
.
ฝนตก ถนนก็ลำบากขึ้นมาก เราไปช้าๆ เจอชาวบ้านมือขวาขับ มือซ้ายเอาจอบพาดบ่า เราก็ได้แต่งงๆ

ตอนนี้จะอยู่ช่วงทำนา ขับๆไปก็จะเจอคนตกแต่งคันนาท่ามกลางสายฝน


ลงน้ำนิดๆหน่อยๆ

ทำไปก็หยุดรถไป ปรึกษาเรื่องแผนที่

ชาวบ้านหาบต้นกล้าใส่โก๋ยไปดำนา
.
เราสงสัยเรื่องรถไถที่เอามาคราดดิน ว่าต้องทำกี่ครั้ง “พ่อผล”เล่าว่าเราเอาคันใหญ่ไถก่อน พอหญ้าเน่าสัก10-15วัน ก็เอาคันเล็กคราดอีกที ส่วนนี่ก็แต่งนาเพื่อให้เก็บน้ำอยู่

หญ้าเน่า
ทำนาตรงนี้เรียก “ข้าวเหลืองสันป่าตอง”
แต่ถ้าปลูกบนไร่ขั้นบันได บนดอย ไม่ต้องใช้น้ำ ใช้แต่ฝน จะเรียกว่า “ข้าวซิม”
ข้าวที่ปลูกบนนาได้เยอะกว่าครึ่งต่อครึ่ง
.
นานี่ทำเองไม่ปู้ตื้น(ทำเองจะไม่ขาดทุน) จะใช้ปุ๋ยไม่เยอะแบบข้าวโพด แต่ถ้าจ้างเขาจะปู้ตื้น เราเลยทำวิธีเหมือนๆทำสวน คือช่วยๆกันเอา
เราไปช่วยเขา เรียกว่า “ไปเอาวัน” (เราไม่ช่วยเขา เพื่อให้เขามาช่วยเรา)
เราไปเอาแรงใช้วันคืน เรียกว่า “แตนวัน” (เขามาช่วยเรา เราเลยต้องไปช่วยเขากลับ)

เจอชาวบ้านก็ถามไปเรื่อย “พ่อผล” อธิบายเราเกี่ยวกับการทำนา

“หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน”

พวกเราขอปิดด้วยเรื่องฮาๆวันนี้คือ แจ๋วรองเท้าลื่น เดินเท้าเปล่าแล้วเหยียบ “ขี้ม้า” หอมฉุยเลย
ปล. วันนี้ตอนกลางคืนอ.แซมมาประชุมเกี่ยวกับวิสาหกิจชุมชน เราได้รับโอกาสได้เข้าไปฟังด้วย จะมาเขียนลงภายหลังครับ/ค่ะ