วันสุดท้ายของการเป็นนศพ.ปี6 (Extern) บันทึกวันที่ 28/03/2560

. วันนี้เป็นวันสุดท้ายของกิจกรรมการเป็น Extern คือวันปัจฉิมนิเทศน์ แต่ก่อนอื่นที่จะกล่าวถึงจุดๆ นี้ คงต้องใช้เวลาคิดทบทวนถึงช่วงเวลาก่อนหน้านี้

. ย้อนเวลาไปหลายๆ ปี ตั้งแต่เข้ามาปี1 เด็กน้อยวัยใสผู้เปลี่ยนผ่านจากวัยมัธยมสู่รั้วมหาวิทยาลัย ว่ากันว่าเป็นวัยที่มี Ideal สูงส่งมาก แต่ prefrontal cortex ยังโตไม่สุด เรียกได้ว่ามีภาพอุดมคติแรงกล้าแต่ยังตาบอดอยู่แบบ hemianopia สักรูปแบบหนึ่ง ทำให้บิดเบือนความจริงไปบ้าง เข้ามาด้วยการหาความหมายในชีวิต อะไรคือคุณค่าในชีวิต ตอนนั้นคิดว่า relieve suffering น่าจะเป็นคำตอบ ชีวิตก็ต้องหาคุณค่าต่อไป ทางเดินสายแพทยศาสตร์จะเป็นคำตอบคุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่ได้ตั้งคำถามกับตัวเองเอาไว้. ตอนนั้นมุมมองของแพทย์ในสายตาเด็กน้อยคงไม่แตกต่างอะไรจากคนทั่วไป ภาพของหมอที่ดีโดยสังคมภายนอกมันเป็นอย่างไร ตอนนั้นคงรู้ดี คำตอบตอนนั้นจดไว้ที่ตรงไหนก็ไม่รู้แล้ว นอกจากนี้ยังมีหนึ่งในคำถามที่ตั้งแต่แรกเริ่มเข้ามาได้ยินบ่อยๆ คือ มามหาวิทยาลัย มาหาอะไร..? การมาหาอะไรบางอย่างคงเป็นโลกใบใหม่ของการเป็นนักศึกษาน้องใหม่ไฟแรงตอนนั้น

ชีวิตมหาวิทยาลัย เราต้องเหวี่ยงเพื่ออะไรบางอย่าง

อยู่ๆ ปี1 ไปก็ได้ quote เด็ดว่า ในชีวิตมหาวิทยาลัย “เราต้องเหวี่ยงเพื่อให้ได้อะไรบางอย่าง” ชีวิตตอนนั้นมันเป็นการปรับตัวกับสังคมแบบใหม่ที่เราไม่เคยพบเจอมาก่อน ต่างความคิด ต่างพื้นเพ ต่างการเลี้ยงดู ต่างสภาพสังคมของแต่ละคน. มันไม่เหมือนกันตอนมัธยมที่เราก็อยู่กันไปในห้อง ความแตกต่างก็มีแต่ไม่เห็นเด่นชัดนัก เพราะต่างคนก็ถูกเบ้าโรงเรียนหลอมมาเหมือนๆ กัน อยู่กันในโรงเรียนเดิมมาตั้ง 12 ปี เจอหน้าก็พอจะรู้ไส้พุงว่าไอ้นี่นิสัยใจคอเป็นอย่างไร. เหมือนมาเจอสังคมที่แข่งขัน ไม่พึ่งพา ตัวใครตัวมัน เห็นแก่ตัว มากขึ้น ทำให้ต้องรู้สึกว่าเราก็ต้อง take action ให้เพื่อรักษาสิทธิของเราหรือให้เราไม่ถูกเอาเปรียบด้วยอะไรประมาณนั้น ไม่ใช่ว่าเพื่อนๆ ที่เจอไม่ดี แต่ความรู้สึกในภาพรวมมันเป็นแบบนั้น (จริงๆ ก็ไม่ได้ทำอะไรหรอก)พอขึ้นมาพรีคลินิก ชีวิตได้เรียนวิทยาศาสตร์การแพทย์ เวชศาสตร์ชุมชน ได้เรียนศิลป์ของแพทยศาสตร์บ้าง ทำให้พอเห็นภาพแพทย์ชัดเจนขึ้นบ้าง แต่เห็นเป็นในเชิงวิทยาศาสตร์ ในเชิงโมเลกุล ในเชิงสภาพสังคม เรียนรู้ทั้งวิชาการและทักษะต่างๆ ผ่านกิจกรรมของคณะมาร้อยแปดพันล้านกิจกรรม แทบไม่เคยไม่เข้าร่วมอันใด เป็นโรคจิตติดมาจากที่โรงเรียนแล้วล่ะว่าต้องทำให้มันหมดทุกอย่าง หยุดทำกิจกรรมไม่ได้ (ทำมาตลอดการเรียนมัธยมเป็นนิสัยไปแล้ว) ตอนเรียนพรีคลินิกก็พยายามบอกตัวเองว่า ต้องตั้งใจเก็บประเด็นสำคัญเอาไปใช้ต่อในอนาคตนะ (แต่ตอนนี้ก็จำไม่ได้อยู่ดี) ช่วงนี้สมองส่วนหน้าเริ่มพัฒนามากขึ้น 555 รู้สึกการใช้เหตุผลในชีวิตจะดีขึ้น การเรียนทุกอย่างพยายามมองให้กว้างเข้าไว้ ชอบเรียนพวก ethics, self development ต่างๆ หลายๆ คนชอบมองมุ่งแต่เนื้อหาวิชาการที่เป็นวิทยาศาสตร์ และชีวิตส่วนตัว(เช่น เที่ยว เล่น กิน นอน บลาๆ) ตลอดการเรียนวิชาไม้เบื่อไม้เมาของเพื่อนหลายๆ คนเหล่านี้ ตัวเรากลับชอบ เพราะมันได้ทำให้มุมมองของเรากว้างดี และมันก็ไม่ใช่เนื้อหาทางวิทยาศาสตร์หรือการแพทย์ยากๆ อะไรหนักหัวพวกนี้ พอรู้เรื่องแล้วเหมือนได้ผ่อนใจให้ลอยขึ้น ให้ตัวมันเบาลง อารมณ์ประมาณสุนทรียและความงามขัดเกลาจิตใจของมนุษย์แบบนั้น ภาพของแพทย์ในวัยนั้นก็ไม่ค่อยต่างกับตอนเข้ามานัก มีความคิดที่ว่า “ต้องยึดมั่นในความ ideal ตอนปี1 ให้ดีที่สุด ไม่ให้สังคมความเป็นแพทย์และการเรียนแพทย์กัดกร่อนไปเสียหมด”

. พอมาปี4–5 ขึ้นคลินิกแล้ว เผชิญชีวิตจริงมากขึ้น ได้เจอคนไข้ ได้ราวน์วอร์ด ได้สัมผัสรสชาติของการเรียนชั้นคลินิก มันไม่ง่ายเลย ภาพของแพทย์ที่เจอเทียบกับในอุดมคติเหมือนเป็นอนุเสาวรีย์ที่ถูกค้อนทุบ เราเจอแพทย์หลายๆ คนที่เป็นต้วอย่างที่ไม่ดี ดูแลคนไข้ในแบบที่ไม่น่าทำตาม แต่ในความโชคร้ายยังมีโชคดี ยังเจอพี่ที่ดีหลายๆ คน และอาจารย์ที่ดีมากๆ เป็นเหมือน idol ของ นศพ.รุ่นจิ๋ว สอนตั้งแต่ชีวิตจะ survive อย่างไร จะต้องราวน์อย่างไร พี่ต้องดูแลน้องนะ ต้องเล่าเคสอย่างไรให้น้องรู้เรื่อง อาจารย์ท่านก็ราวน์คนไข้อย่างดี คุยกับคนไข้ คุยกับญาติ ดูอย่างเป็นองค์รวม ไม่หลุดปัญหาของคนไข้ นับว่าเป็นอาจารย์ที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่เคยเจอมา. การเจออาจารย์หรือพี่ดีๆ ทำให้เรารู้สึกว่า อยากเป็นหมอแบบนี้บ้าง ภาพของแพทย์ที่ดีมันก็เป็นความจริงมากขึ้น ชัดเจนในแนวทางของมันมากขึ้น ส่วนการเจอแพทย์ที่อาจเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ก็มีข้อดีเหมือนกัน ทำให้เรารู้ว่าแบบไหนที่โตไปแล้วไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง การเรียนตั้งแต่วันที่ขึ้นปี4 ต่อมาจนปี5 ก็เป็นทางที่ยากลำบากขึ้น เดินเซๆ หลงๆ วนๆ งงๆ ไปมาจนสุดท้ายก็พอใช้ได้อยู่บ้าง. ทั้งการเรียนและการงานกิจกรรมอันมากมาย (กนพ.!!!) ทำให้ได้เข้าใจถึงฤทธิ์กรดกัดกร่อนหัวใจของความเป็นมนุษย์อันเป็นครึ่งหนึ่งของหัวใจของความเป็นแพทย์ ไม่ว่าจะเป็น ความเหนื่อยล้า ความขี้เกียจ ความไม่กล้า ความเกรงใจบางอย่าง การอดนอน เป็นต้น. ทำให้ตระหนักว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอย่าลืมดูแลใจตัวเราเอง ถ้าเราสภาพจิตใจดี attitude ดี การกระทำจะดีเอง

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อย่าลืมดูแลใจตัวเราเอง ถ้าเราสภาพจิตใจดี attitude ดี การกระทำจะดีเอง

. มาถึงบันไดขั้นท้ายสุดของนักศึกษาแพทย์ คือ extern เป็นก้าวแรกที่กำลังจะก้าวสู่สนามการเป็นแพทย์จริง การเรียนที่เน้นปฏิบัติงานมากขึ้น เน้นการดูแลคนไข้มากขึ้น แน่นอนว่าความเหนื่อยล้าและความรับผิดชอบต้องมากขึ้นตามมาแน่ ขึ้นมาวอร์ดแรกอยู่ orthopedics เป็นวอร์ดที่ขึ้นมาเหมือนเป็นปี5 แต่ที่ต้องพยายามทำให้ได้คือ ต้องตรวจคนไข้ opd ortho ให้ได้เลย แม้ความรู้เดิมที่มีจะน้อยนิดก็ตาม รู้สึกว่าต้องใช้ตวามพยายามมากในการอ่านทำความเข้าใจ อาจเพราะไม่ถนัดแนววิชานี้ก็เป็นได้ ต่อมาที่ ER ฉุกเฉินนี่เป็นวิชาพลิกชีวิต ทำอย่างไรไม่ให้คนไข้ตาย ท่องไป A B C IV O2 monitor… โดนกินหัว หัวหลุดงอกใหม่ หลุดงอกใหม่ๆ ชีวิต harshๆ จนหัวใหม่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จนมาสู่สนามศัลยกรรม survival game สุดๆ ราวน์ตั้งแต่เช้า เลิกดึกๆ รับเคสบลาๆ อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ยิงรัวๆ ความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ รวมถึงเวรอันแสนระทึกใจ ไม่รู้จะ ทำไมจะ GI bleed กันกลางดึกบ่อยจัง หรือ BP จะ drop บ่อยจัง, toxic cholangitis ก็มา ตอนนั้นคิดในใจว่าดีนะผ่าน ER มาแล้ว อย่างน้อยๆ ก็พอถูไถชีวิตได้. ตอนนั้นแค่เอาตัวเองให้รอดไปวันๆ ก็โอเคแล้ว รู้สึกสอนน้องได้ไม่ cover ทั้งหมด มีเด็กๆ ในความดูแล 2 ward ก็พยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดนะ ก็ได้เท่านั้นแหละ. พอมาเมด รู้สึกวันๆ เตรียมแต่เคสๆๆ เรียนเยอะมาก educate สุดที่ มธ. ตอนนี้รู้สึกเริ่มราวน์ได้เรื่องได้ราวมากขึ้น เป็นระบบมากขึ้น สุดท้ายก็รู้สึกว่าก็พอราวน์ได้นะ ไม่แย่มาก แต่รู้สึกว่าถ้าทำเป็นเร็วกว่านี้ เห็นพอยท์ได้เร็วกว่านี้คงดี. ชีวิตที่ต้องพยายามเปิดหาการรักษาไปให้คนไข้ของเรา มันทำให้เข้าใจความ PBL มากขึ้นนะ.

. ครึ่งหลัง ไปวนแฟมเมด อิเล็กทีฟ ชีวิตดีๆ ที่ผ่านพ้นไปเร็ว แฟมเมดต้องไปวนรพช. ทำให้เห็นถึงบริบทโรงพยาบาลชุมชนมันชัดขึ้น ในความจำกัด และความไม่อัพเดต และการทำเป็น routine เป็นอย่างไร ไม่รู้ไปแล้วสร้างประโยชน์หรือความเครียดกับพี่ๆ มากกว่ากัน ส่วนอิเลกทีฟไปที่โอซากา ทำให้ได้เปิดมุมมองของการเรียนแพทย์ในต่างประเทศ ต่างกับที่เราราวฟ้ากับเหว สบายจนไม่รู้จะสบายยังไง ที่นู่นเขาเน้นให้เด็กทำกิจกรรม ชมรมต่างๆ มีมากมาย เน้นการอ่านหนังสือทำข้อสอบ คนไข้ก็ดูเหมือนกันแต่คนละ 1–2 เคส ดูเพื่อศึกษาจริงๆ ซักประวัติตรวจร่างกายอะไรเขาก็ไม่ได้ฝึกอย่างค้องเหมือนบ้านเรา พอมาวอร์ดเด็ก,สูติ รู้สึกต้องรื้อฟื้นวิชาใหม่มากๆ จำอะไรไม่ค่อยได้เลย พยายามเรียนรู้แต่ละสาขาไป เพื่อหวังว่าจบไปจะเป็นหมอที่ดี ไม่โง่จนเกินไป

. และแล้วการเดินทางชั้นแรกก็ได้สิ้นสุดลง การเป็นแพทย์ที่ดีในอุดมคติก็คงเหมือนเดิม ชัดเจนเช่นเดิม แต่ practical มากขึ้น (แต่ก็อาจจะทำไม่ได้) เหมือนที่ชอบเปรียบเทียบกันว่า skill ก็เหมือนเที่ยวบิน โรงเรียนแพทย์ได้สอนวิธีใช้อาวุธและเครื่องมือต่างๆ แต่หลังจากนี้เป็นหน้าที่ของตัวเราที่จะเลือกเครื่องมือหรืออาวุธชิ้นไหนไปใช้ ความเป็นแพทย์ที่ดีมีความเป็นมนุษย์ ก็คงเป็นทักษะที่ต้องการการลับมีด ให้สุดท้ายคงต้องหมั่นฝึกฝนและกลับมาสำรวจตัวเองอยู่เสมอ ท้ายสุดแล้วภาพของแพทย์ที่ดีกลับกลายเป็นผลของส่วนประกอบจากทักษะหลายๆ อย่าง ตั้งแต่การเข้าใจเพื่อนมนุษย์ ความเจ็บป่วย ความรู้ ความสามารถ ทักษะการสื่อสาร ทักษะการทำงานต่างๆ และอื่นๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องฝึกฝนให้ติดตัวไปตลอดการดำเนินวิชาชีพแพทย์ เหมือนที่ท่านอาจารย์หลายๆ ท่านได้กล่าวว่า “ความรู้ คู่คุณธรรม” (slogan แพทย์มธ.แทนก็ได้ มีทำงานเป็นทีมด้วย ถ้าไม่มีเพื่อนๆ โรเดต ช่วยกันฝ่าฟันและเละเทะไปด้วยกัน คงแย่แน่ๆ ตั้งแต่ติ่ง กิ๊บบอน จน ext เสื่อม)

. ทางเดินสายแพทยศาสตร์นี้ได้ตอบโจทย์คุณค่าของชีวิตที่เคยตั้งไว้ตั้งแต่แรกไหม? คำตอบคือ ใช่ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นคือความรู้สึกขอบคุณ ความรู้สึกชีวิตได้รับการเติมเต็ม ความรู้สึกขอบคุณในชีวิตที่พ่อแม่ได้เลี้ยงดูมา ขอบคุณครอบครัว ขอบคุณโรงเรียน คุณครู อาจารย์ พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ คนไข้ ขอบคุณสังคมและประเทศ สิ่งแวดล้อม ชาวโลก และทุกๆ สิ่ง จนถึงตอนนี้ตกผลึกแล้วว่า มันคือ Gratitude ที่เรารู้สึกขอบคุณ และอยากจะส่งต่อความรู้สึกเชิงบวกนี้ให้กับคนอื่นๆ เช่นกัน เขียนมาถึงตรงนี้ถึงรู้สึกชัดเจนยิ่งขึ้นว่า เรามาเป็นหมอเพราะอะไร ทำเพื่ออะไร แล้วจะทำอย่างไรไม่ให้ลืมอุดมคติของวิชาชีพ

. ท้ายสุด บันทึกนี้ก็เป็นเพียงการร้อยเรียงความทรงจำและตัวอักษร ในอนาคต เมื่อยามอ่อนล้า. เมื่อยามชีวิตหมดไฟ เมื่อสิ่งร้ายๆ เกิดขึ้นในชีวิต ก็ขอให้บันทึกนี้เป็นพลังไฟน้อยๆ ที่จะจุดความรู้สึกดีๆ ความรู้สึกขอบคุณในชีวิต ทุกอย่างที่ผ่านมาแล้วเกิดขึ้นมานี้ดีเสมอ

ชีวิตมีความหวังเสมอแม้ในยามมืดมิด เพราะ hope เป็นแสงสว่างสีขาวที่เกิดท่ามกลางความมืดมน :D
.Good luck!! my self :D
One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.