Germany Life Episode 1 — Offenburg Hochschule

เมื่อเราลงมาเหยียบที่สถานี Offenburg ก็พบกับบัดดี้ของเรา ซึ่งเดินมาข้างหน้าพร้อมกับโบกมือยิ้มให้ 1 หน่วย ไม่คิดว่าพี่แกจะมาเร็วขนาดนี้เพราะตอนอยู่ที่ Doha ได้ Line ไปแกหลายรอบ แกก็อ่านแต่ก็ไม่ตอบอะไร ราวกับทักไปหาผู้หญิงที่เขาไม่แคร์

Jörg ได้เดินมาจับมือเราอย่างกำแน่น แล้วก็ทักทายตามแพทเทิร์นของคนเพิ่งเจอกัน กำแน่นจนตรูนึกว่ามือตรูจะไม่รอดแล้ว ทีแรกเราก็เรียกเขาว่าจอร์จ แต่พอเลเวลเราอัพ เราก็รู้ว่าชื่อเขาอ่านว่า ยอร์ก (อ่านว่า ย้อก)

คนเยอรมันปกติจะทักทายกันแบบแนบแน่น ราวกับรู้จักกันมา 10 กว่าปี นั่นคือการจับมืออันทรงพลัง ยิ่งรักมากหยิบจับแน่นมาก ไม่ใช่คนเยอรมันนะ คนชาติอื่นที่นี่ก็จับแน่นพอกัน ถ้าเจอสักร้อยคนมือคงหักไปข้างหนึ่ง

ด้วยความที่ยอร์กเคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ Kasetsart University (เขียนให้ดูอินเตอร์หน่อย) ก็เลยค่อนข้างจะคุยง่าย ยอร์กค่อนข้างจะแนะนำเราหลายๆอย่าง ตั้งแต่ก่อนจะมาถึงที่นี่ ทั้งเรื่องอาหารการกิน การเตรียมของ ความเป็นอยู่ การเดินทาง แม้กระทั่งผู้หญิง (หมายถึงผู้หญิงที่นี่ก็นิสัยดีนะ)

ยอร์กได้พาเรามาที่พักตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งเป็น Hostel ประดั่งว่าเป็นพิมาลทั้งการฝึกงานนี้ สงสัยยอร์แกกลัวเราหลงในอนาคต ซึ่งแกเดาไม่ผิดจริงๆ

เมื่อเราเก็บสัมภาระทุกอย่างพร้อมเปลี่ยนชุดเรียบร้อย เราสามคนจึงไม่รอช้าที่จะ เซลฟี่

หลังจากที่เซลฟี่แล้วอัพขึ้น Facebook เรียบร้อย ก็มุ่งหน้าสู่มหาวิทยาลัย Offenburg อ่านว่า ออฟเฟนบวก~

ระยะทางจากบ้านไปยังมหาวิทยาลัยประมาณ 4 กิโลเมตร ซึ่งขี่จักรยานใช้เวลา 15 นาที ซึ่งโชคดีมากที่ช่วงวันนี้เรารถของยอร์กไป เส้นทางที่ไปนั้นเรียกได้ว่าง่ายมาก แค่ขับตรงไป 3.5 กิโลเมตร ถนนในเยอรมันนั้นจะขับเลนขวาแบบที่เรารู้ แต่ความพิเศษคือมีเลนจักรยานด้านขวาอย่างชัดเจน แทบไม่ต้องห่วงเรื่องเส้นทาง ไปกลับวันละ 10 กิโลเมตร (ขี่ไปเที่ยวก็เพิ่มอีกประมาณ 2 กิโลเมตร) เรียกได้ว่า แค่คิดจะไปเรียนก็ผอมแล้ว

ซึ่งมหาวิทยาลัยจะเด่นมากซึ่งตามทางจะเห็นธงสีฟ้าโบกสะบัดพริ้วไหว ที่เขียนว่า Offenburg Hochschule คำหลังอ่าน โฮคชูเลอะ แปลว่ามหาวิทยาลัย พูดที่นี่น้ำลายพุ่งเลอะ (ไม่เชื่อลอง) อากาศที่นี่ดีมากอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 15–24 องศา และด้วยความที่อากาศจะชื้นๆ แทบจะเย็นสบายทั้งวัน นอนแทบไม่ต้องเปิดแอร์

เมื่อถึงเวลาช่างเหมาะเจาะมาก เสียงแห่งสรวงสวรรค์ก็แว่วมา
“คุณหิวมั้ย?” ยอร์กแค่พูดลอยๆ แต่หน้าตรูลอยไปโรงอาหารแล้ว
เราเลยตกลงที่จะไปทานอาหารกลางวันกันก่อน ซึ่งโชคดีมากเพราะ Mensa ใหม่เพิ่งเปิดไม่นาน เราก็ไม่รอช้าที่จะเข้าไป Mensa~ (Mensa คือ โรงอาหาร ตอนเลเวลน้อยเรียก Canteen)

โรงอาหารที่นี่ต่างจากบ้านเราคือเปิดปิดเป็นเวลาเป๊ะมาก ในช่วงเวลา 11.00 AM — 02.00 PM จนกว่านักเรียนจะต่อแถวกันหมด มีให้เลือกทั้งแบบ Menu ที่จะเป็นอาหาร 1 อย่างพร้อมสลัด ซึ่งเมนูจะเปลี่ยนไปแต่ละวัน วันหนึ่งจะมีประมาณ 3 อย่าง 1 ในนั้นจะมี vegetarian และมีของหวานด้วย แต่ต้องจ่ายเพิ่มซึ่งราคาอยู่ที่ 2.99 € จ่ายโดยบัตรนักเรียน (ถ้าไม่มีราคาจะเป็น 5.69 €) และเราตัดสินใจที่จะทานแบบ menu เพราะดูน่าจะสั่งง่ายที่สุด เมนูแรกของเราคือ สปาเกตตีโบโลเนส ก็ไม่เลวเลยทีเดียว แต่ปริมาณนี่เยอะมาก จานนึงบ้านเขา = ประมาณ 2 จานของบ้านเรา มื้อเย็นไม่ต้องกินกันเลยทีเดียว

“ในตอนนี้ รูปด้านขวาล่างเป็นอันที่อร่อยที่สุด เป็นสเต๊กปลาที่ราดสีชมพูทีเปรี้ยวๆ กับมันบด”

และอีกแบบหนึ่งคือ Buffet ซึ่งไม่เหมือนบ้านเราที่จ่ายเป็นหัว แต่เป็นการที่ตักอาหารเท่าไหร่ก็ได้ตามที่เขาจัดไว้ให้ โดยราคาจะคิดเป็นกรัมซึ่ง 100 g = 0.80 € ปกติแล้วที่บ้านเราบุฟเฟ่ต์จะเป็นอาหารที่รสชาติสู้พวกตามสั่งเป็นจานไม่ได้เพราะด้วยราคาที่ถูกกว่า แต่สำหรับยุโรปแล้วตรงกันข้ามเลยนะ คือบุฟเฟ่ต์ของเขาจะแพงกว่าและอาหารจะอร่อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด ที่เลือกได้เลยไม่ว่าจะสายกล้ามกินแต่เนื้อ สายเฮลตี้กินแต่สลัด หรือสายขนมซึ่งหยิบแต่ขนมหวานอย่างเดียวเลย

ภายใน Mensa จะมีตู้ขายกาแฟ กับตู้ขายน้ำอยู่ด้วย ซึ่งราคาก็แพงกว่าบ้านเรานิดหน่อยแต่ก็พอถูไถได้

หลังจากที่เราอ้วนจาก Mensa มาแล้ว เราก็ต้องเบิ่งหน้าไปหา Lidija (ตอนแรกเรียกลิเดีย แต่เพิ่งรู้จากรุ่นพี่ว่าเขาชื่อ ลิดิยา) เขาเป็นคนประสานงานทุกอย่างให้กับเรา
“Halo!” พร้อมกับจับมืออีก 1 หน่วย เช่นเคย
“You made it!” คุณทำได้! ใช่เลย หลงไปตั้งหลายเที่ยว

ลิดิยาแกเป็นคนที่ใจดีและคุยสนุกมาก ไม่ว่าจะถามแกเรื่องอะไรแกก็ตอบหมด ทั้งเรื่องเรียน ทำงาน การกิน เบียร์ ไวน์ แม้กระทั่งลูกแก แต่เสียอย่างเดียว หาตัวแกยากยิ่งกว่าดารา อาจารย์ที่นี่เขาจะมีเวลาทำงานบอกไว้หน้าห้อง ส่งอีเมลล์หาแกตอนเวลาทำงานนี่ไม่เกิน 1 ชั่วโมง ตอบมาแน่นอน แต่นอกเวลาเท่านั้นแหละ หายแน็บ เงียบ ติดต่อไม่ได้ ทำงานตามเวลาเป๊ะมาก

BBQ International

ทุกๆปีที่ Hochschule นี้จะมีงานเลี้ยงหนึ่งที่เรียกว่า BBQ International คือจะเป็นงานรวมตัวของนักเรียนนานาชาติมาร่วมพบปะคุยกัน แล้วแต่ละคนก็จะเอาเนื้อมาทำบาร์บีคิวกัน แต่ก็เป็นงานที่เป็นกันเองมาก และคนที่นี่ใจดีสุดๆ ผมหลิ่วตาตามพี่แกก็เลยไปซื้อเนื้อมาวางปิ้งบ้าง พี่แกที่ปิ้งอยู่กลับเนื้อให้ผมด้วย แทบจะรู้สึกปลาบปลื้มคนเยอรมัน

สักพักมันจิ้มไปแดร๊กเอง อ่าวยู…

คนที่นี่เขาคุยง่ายและเป็นกันเองมากครับ แค่คุณพูด “Halo!” เพียงคำเดียว เขาจะคุยกับคุณต้องแต่เยอรมันยันภูเก็ตเลยทีเดียว

แน่นอนว่าที่เยอรมันสิ่งที่จะขาดไม่ได้ในการผูกมิตรคือ เบียร์ คนที่นี่เขาชอบคุยกับเราร่วมกับการดื่มเบียร์มาก ผมซื้อเบียร์ดื่มแค่ขวดเดียว แต่จบงานผมได้ไป 8 ขวด ก็พอผมกินหมดขวดปุ๊บ
“เบียร์ยูหมดแล้ว”
“เอ่อ… ผมอิ่มแล้ว ไม่เป็นไรฮะ”
“แต่ไอว่ายูต้องการเบียร์เพิ่มนะ”

ตามนั้นแหละ ขับจักรยานเป๋กลับบ้านเลยทีเดียว

และโชคดีมากที่ช่วงที่ผมไปนั้นเป็นเทศกาลฟุตบอล Euro 2016 ซึ่งคนที่นี่เชียร์ฟุตบอลกันอย่างจริงจังมากแค่เริ่มเปิดสนามก็เฮกันทั้งฮอลแล้วครับ สิ่งที่ผมชอบคือ เวลาที่นักเตะเล่นได้ดีไม่ว่าจะเป็นทีมชาติตนเองหรือฝั่งตรงข้าม พวกเขาจะร้อง โอ้ว! ด้วยความตื่นเต้น พร้อมกับเสียงปรบมือของทุกคน

แล้วพอทำประตูได้ทีนี่ดีใจกันนึกว่าได้แชมป์แล้ว คือ เสียงเฮดังได้ยินทั้งเมือง แต่ละคนต่างกอดเพื่อนตนเอง หนุ่มสาวก็กอดจูบกัน (อย่าให้ตรูมีบ้างนะ)

สำหรับคนที่ต้องการจะหาเพื่อนและทำความรู้จักกับคนที่นี่ ไม่ยากเลยครับแค่คุณเปิดใจ แล้วทักทาย สิ่งต่างๆก็จะตามมา ทั้งมิตรภาพ เพื่อน

และเบียร์ …

Like what you read? Give Runyasak Chaengnaimuang a round of applause.

From a quick cheer to a standing ovation, clap to show how much you enjoyed this story.