ความป่าเถื่อนของตำนานกรีก
(กำเนิดการสนทนา 1)

อ่านหัวข้อแล้วอาจจะสงสัยว่า การสนทนามันมีกำเนิดด้วยหรือ? การสนทนามันก็น่าจะเกิดมาพร้อมกับภาษาแล้วไม่ใช่หรือ?

ไม่ใช่ครับ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในกรีกโบราณ

อดีตกาลนานมาแล้ว

กรีกโบราณมีความสนใจเรื่องวาทศิลป์มากกว่าหลายๆวัฒนธรรมโบราณ โดยปกติแล้ว วัฒนธรรมโบราณจะดูแคลนการพูด ยกยอการกระทำ ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะสมัยก่อนการลงมือล่าสัตว์น่าจะสำคัญกว่าการพูดจาต่อรองกัน (แม้ว่าจริงๆแล้วคนเราจะเก่งทั้งสองอย่างก็ได้)

วีรบุรุษในมหากาพย์ของกรีกจึงเป็นที่กล่าวขานเพราะคนเหล่านี้ไม่เพียงเป็นนักลงมือที่เก่งกาจแต่ยังเป็นนักพูดฝีปากดีอีกด้วย

“เห็นไหม” ท่านผู้อ่านสะกิดผม “การสนทนามีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”

ไม่เห็นครับ!

“อ้าว!?”

ไม่เห็นเพราะว่าการเป็นนักพูดผู้เก่งกาจในความหมายของโฮเมอร์นั้น ไม่เกี่ยวอะไรกับการสนทนาเลย แต่เป็นความสามารถของผู้นำที่จะสั่งงานผู้ตามได้อย่างมีศิลปะ รู้วิธีการชักจูงให้คนทำตาม

มีฉากหนึ่งในมหากาพย์อีเลียดที่สร้างความฉงนให้กับผู้อ่านที่ไม่ทราบพื้นเพความคิดกรีก ฉากที่ว่ามีเนื้อหาดังนี้ครับ

อกาเมมนอน ผู้นำชาวกรีกได้ลองใจเหล่าทหารด้วยการชักชวนให้ผู้คนแยกย้ายกันถอยทัพเพราะคงตีเมืองทรอยไม่แตกแน่ๆ ได้ยินอย่างนั้น เหล่าทหารก็สับสนตื่นตระหนก ทัพเริ่มรวน
โอดิซซีอุสเห็นท่าไม่ดีจึงกล่าวปลุกปลอบขวัญนายทหารจนทัพเริ่มสงบ
ในตอนนั้นเอง เธอร์ไซธีซ ทหารกรีกคนหนึ่งลุกขึ้นมาพูดชักชวนให้ถอยทัพโดยพูดจาแบบเดียวกับอกาเมมนอน แต่คราวนี้ไม่เกิดความวุ่นวาย มิหนำซ้ำเขายังถูกโห่ไล่และโบยตีอีกด้วย
Thersites คนหลังค่อมด้านขวามือ

โฮเมอร์อธิบายเหตุผลที่คนกรีกมีปฏิกริยาเช่นนั้นไว้สองข้อครับ

  1. เธอร์ไซธีซเป็นคนรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ที่สุดในกองทัพ
  2. เธอร์ไซธีซมียศต่ำ

ใช่ครับ แค่นั้นจริงๆ

หากใครเคยอ่านเพจ ผมเป็นคนจริงจังเกินไปสินะครับ ของผม ก็น่าจะเคยเห็นผ่านตาว่าสังคมกรีกโบราณเป็นสังคมที่ตัดสินกันที่เปลือกนอก คนดีคือคนรวย คนหน้าตาดี คนมีตำแหน่งสูงๆ

ไอ้ความเชื่อที่ว่าคนสมัยนี้จิตใจต่ำลง หันมองกันแต่เปลือกเนี่ย ไม่ค่อยมีหลักฐานสนับสนุนสักเท่าไหร่ครับ

อย่างที่ผมบอกครับ การพูดเก่งในสมัยกรีกโบราณหมายถึงการที่ผู้มีอำนาจกว่าสามารถสั่งคนที่มีศักดิ์ต่ำกว่าได้อย่างมีศิลปะ

การคิดเช่นนี้ไม่ได้มีแต่ในกรีกหรอกนะครับ ตัวอย่างเช่น ฟินแลนด์ซึ่งขึ้นชือลือชาเรื่องความเงียบ มองว่าเพื่อนควรจะใช้เวลาด้วยกันโดยนั่งเงียบๆอยู่ใกล้ๆกัน ถึงขั้นมีตำนานที่คนฟินแลนด์ชอบเล่าให้คนพูดมากฟังว่า มีชาวนาคนหนึ่งวิ่งไปหาเพื่อนที่บ้าน หลังจากเงียบอยู่นาน เพื่อนจึงถามว่า มีธุระอะไร ชาวนาจึงตอบว่า บ้านไฟไหม้!

หลายๆวัฒนธรรมมองการพูดเป็นเรื่องของอำนาจ เป็นการสั่งการ เช่น เทพสั่งมนุษย์ ครูสอนลูกศิษย์

การที่เธอร์ไซธีซพูดในที่ชุมนุมจึงเป็นการละเมิดผู้ที่มีศักดิ์สูงกว่าทุกคน พวกเขาจึงยินดีที่จะโบยตีและโห่ไล่เขา

ในที่สุดก็มีผู้ท้าทายวัฒนธรรมนี้ครับ

แต่เชื่อไหมครับว่าผู้ที่มาล้มล้างวัฒนธรรมอันป่าเถื่อนนี้กลายเป็นตัวร้ายในประวัติศาสตร์ไป?

เพราะเหตุใด ติดตามได้ในตอนหน้า “การชิงอำนาจของชนชั้นกลาง”