Sunday Half
Jun 30 · 6 min read

พอชีวิตมาอยู่ในช่วงที่เกี่ยวข้องกับการเทส ก็ได้จับมือถือมากมายหลายรุ่นหลายยี่ห้อ ซึ่งก็ต้องเอามาทดลองใช้งาน ทรมานมันหลายๆ แบบ หรือเอามาลองเล่นตั้งแต่ operation system มันยังทดสอบ beta ก็มี

ถ้านับตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว น่าจะเทสไปประมาณ 30 กว่ารุ่นได้ ซึ่งแบรนด์ที่ค่อนข้างได้หยิบจับมาเทสบ่อยก็จะมี Apple, Samsung, Huawei, OPPO …ไปจนถึง LAVA

รอบนี้จะมาบันทึกการเดินทาง UX (User Experience) ตั้งแต่ Huawei P10 Plus ไป Apple iPhone X และสุดท้ายมาจบที่ Samsung S9

เทสความร้อน iPhone 6s Plus ผ่านการใช้งานแบบ LAN ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง
ไอ้พวกนี้ก็ไม่เว้น.. ต้องหยิบมาเทส
  • เน้นกล้องหลัง เพราะชอบถ่ายภาพแมวตัวเองมาก (แมวดำ) รวมถึงถ่ายภาพอาหาร เก็บเป็นข้อมูลว่าชีวิตนี้กินอะไรไปแล้วบ้าง
  • สเปกเครื่องต้องระดับ high-end เพราะต้องเทสเกมหลายเกม เลยต้องเน้นเล่นให้ได้ทุกเกมก่อน
  • ไม่สนใจ chat / video call / selfie รวมถึงการโทรศัพท์เข้าออก
  • หน้าโฮมต้องมีไม่เกิน 5 app icon (อันนี้เป็นความ OCD ของตัวเอง)
  • มีรูหูฟัง 3.5mm เพราะบ้าหูฟัง มีหูฟังเต็มบ้าน จะให้หันไปใช้พวก True Wireless ก็เสียดายของ

เป็น Android เครื่องแรกที่ซื้อมาใช้เอง ซึ่งก่อนหน้านี้ใช้ iPhone มาตลอด ตั้งแต่ iPhone 4, 5 และ 6 มาถึงคราวต้องพิจารณาซื้อเครื่องใหม่เพราะว่า iPhone 6 เสียชีวิตในสนามรบ (ดับไปกลางป่าที่ญี่ปุ่น)

ช่วงประมาณต้นปี 2017 Huawei เปิดตัว P10 ออกมา ซึ่งก่อนหน้านี้บอกได้เลยว่าข้าพเจ้าไม่เคยสนใจแบรนด์นี้เลย เพราะในหัวก็ยังคงเป็นสาวก Apple แล้วก็ไม่อยากใช้ Android เท่าไร ด้วยความรู้สึกในเชิง OCD ว่า หน้าจอมันไม่ Clean มีอะไรขึ้นมายุบยับไปหมด แล้วก็รู้สึก(ไปเอง) ว่าไอ้พวกที่ขึ้นมาเยอะๆ มันกินแรมมหาศาล ทำให้เครื่องมันอืดๆ

เห็นหน้าแมวเต็มๆ ย่อมดีกว่า

พอคิดจะเปลี่ยนมือถือใหม่ ก็มองที่ประเด็นกล้องก่อนเลย พบว่า Huawei คบกับ Leica เท่านั้นแหละ ก็เลยรีบไปลอง แล้วซื้อเลยด้วยเหตุผลดังนี้

  1. กล้องที่ mod โดย Leica มันให้ภาพที่ดีจริงๆ เลนส์หนึ่งเป็น RGB เลนส์สองเป็น BW พอปรับ contrast นิดหน่อย ก็ได้ภาพขาวดำที่ประทับใจเอามากๆ พร้อม f/1.8 เสียด้วย
  2. CPU ดีที่สุดในหมู่ Android ยุคนั้น (แน่นอนว่ายังสู้ Apple ยุคนั้นไม่ได้)
  3. มันไม่มีปุ่มสะดือ! ที่เบื่อ Apple iPhone เอามากๆ คือปุ่มสะดือมันใช้ไปซักปีนึง มันก็จะเจ๊ง แล้วมันจะรำคาญมากเวลาใช้การไม่ได้.. P10 มันมีสะดือ แต่ไม่เป็นปุ่ม เป็นระบบสัมผัส ซึ่งพอใช้คู่กับระบบสแกนลายนิ้วมือแล้วพบว่า ประทับใจ สแกนเร็ว เปิดเครื่องไวมาก

ประทับใจรุ่นนี้ถึงขนาดตอนวันเกิดภรรยา ก็ซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดด้วย

ตอนนี้แม่เอาไปใช้งานต่อเป็นที่เรียบร้อย

โปรแกรมนึงที่ต้องลงตลอดเวลาใช้งาน Android คือ Evie Launcher สิ่งนี้แหละที่ช่วยให้ความ OCD มันหายไป เพราะมันเป็น Launcher ที่เรียบง่าย เอาอะไรเละๆ เทะๆ บนหน้าจอออกไปหมด แล้วเวลาอยากใช้ app ไหนก็ไถลงมา พิมพ์หาเอา หรือไถขึ้น ก็จะเป็น app drawer และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ มันสามารถซ่อน app ได้..

ไม่ได้เอาไปซ่อนอะไรจากใครหรอก ซ่อนจากตัวเองนี่แหละ เพราะมีช่วงนึงเริ่มรู้สึกตัวว่าตัวเองติด social network มากเกินไป ตื่นเช้ามาก็เสียเวลาเป็นชั่วโมงกับการไถเฟสบุ๊ค ซึ่งมันไม่ใช่ความสุขนะ ลึกๆ แล้วมันคือการปฏิเสธที่จะออกไปเจอโลกของความเป็นจริง

ตัว Evie launcher นี้สามารถซ่อน app จาก app drawer หรือแม้กระทั่งซ่อนจากการค้นหาก็ได้ กล่าวคือ หากเราซ่อน facebook แล้วติ๊กให้มันค้นหาไม่เจอ เราก็จะไม่สามารถเปิดได้เลย ยกเว้นจะมาค้นหา Evie Setting > Hide App > เอาติ๊กถูกออก ซึ่งมันกินเวลาและความพยายามค่อนข้างเยอะ

ช่วงนั้นเลยสามารถบำบัดอาการติด social network ได้ชะงักมาก ..hide all

และยังมีฟังก์ชั่นอื่นๆ ที่ป้องกันอาการ OCD อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการปรับขนาด icon ปรับการแสดงชื่อ เปิดปิดก้อน noti ..ปรับให้มันสบายใจไป ไม่กินแรม

สำหรับการใช้งานทั่วไป Huawei P10 Plus ก็ทำออกมาได้ดีมาก โดยเฉพาะส่วนของ “สะดือ” ที่ปกติแล้ว Android จะมี 3 ปุ่ม คือ back, home และ show running apps

Huawei แก้โจทย์ตรงนี้ออกมาได้ดี โดยการมีออฟชั่นปรับให้เมนูที่น่ารำคาญสามปุ่มนั้นหายไป แล้วใช้แค่ “สะดือ” อย่างเดียวในการคอนโทรล โดยการแปะนิ้วลงไปหนึ่งครั้ง คือ back, การถูนิ้วบนสะดือ ถือเป็น show running apps และการแปะนิ้วแช่ เป็น home ซึ่งทุก action เราสามารถตั้งให้เครื่องมันสั่นได้ เป็นการส่งสัญญาณตอบผู้ใช้ว่า “ฉันรับคำสั่งแล้วนะ” เพราะการมีปุ่มแบบสัมผัสนี่แหละ ที่ทำให้ UX ตรงนี้หายไป จากเมื่อก่อนที่การ “เด้งกลับ” ของปุ่ม คือ UX ว่า “ฉันรับคำสั่งแล้วนะ” กลายเป็นสั่นแทน ถือว่าทดแทนกันได้ดี

อีกทั้งการ capture ภาพหน้าจอ ทำได้โดยการเอาหลังนิ้วเคาะ 2 ทีบนจอ ..ไอ้ตรงนี้แหละที่คู่ค้าอื่นเขาไม่ทำกัน อย่าง Apple ก็ต้องกดสองปุ่ม หรืออย่าง Samsung ก็เอาสันมือปาดหน้าจอเอา ..แต่เคาะสองทีมันสะดวกกว่ากันเยอะมากเลยนะ! แล้วมันมีโอกาสพลาดยากกว่าสองคู่ค้าข้างต้น เพราะการกดสองปุ่ม อาจทำให้จอปิด หรือการปาด อาจทำให้เกิดการ “กด” โดยไม่ได้คาดไว้ ไอ้ “เคาะ” เนี่ย มัน genius มากตรงที่มันสัมผัสเฉพาะ “หลังมือ” คือเอานิ้วเคาะก็ไม่ติด ถ้าไม่เอาตรงหลังข้อนิ้วไปเคาะ

สรุปว่า ปลื้มมาก กับ Huawei P10 Plus ซึ่งแทบจะใช้แทนกล้อง Fuji X-E2 ตอนไปเที่ยวได้เลยทีเดียว..

ขวา Fuji X-E2 || ซ้าย Huawei P10 Plus

ถึงคราวที่ชีวิตจำเป็นต้องพก iPhone ติดตัวไว้ตลอดเวลา เพราะต้องเทสเกมบนทั้ง Android และ iOS ก็เลยเอาเครื่องเทสที่บริษัทมาพกไว้ ประทับใจ iPhone X ที่มันไม่มีปุ่ม ซึ่งไม่มีปุ่ม = เราไม่ต้องเปลี่ยนปุ่ม = มือถือเจ๊งยากขึ้น

UX ส่วนนี้มันดีมากส์

ตอนแรกก็ไม่ค่อยชิน ใช้ซักพักเริ่มปรับตัวได้ แล้วก็เริ่มสนุกกับมัน ถึงขั้นไปซื้อ iPad Pro รุ่นที่ไม่มีสะดือมาใช้ต่อเลยทีเดียว แล้วก็เข้าใจเลยว่าระบบประมวลผลของ Apple มันล้ำหน้า Android ไปมากแค่ไหน ถึงกับใช้ iPhone X เป็นเครื่องเล่นเกมประจำตัวช่วงนั้นไปเลย Huawei P10 plus ก็มีไว้ตอบ Line

เรื่องความสามารถของกล้องนั้น.. Apple ไม่ได้ทำให้ผิดหวังแต่อย่างใด ถ้าเป็นภาพวิว หรือภาพ Still live นั้น ต้องยกให้ iPhone X โดยเฉพาะภาพ BW ซึ่งกิน Leica บน Huawei P10 Plus ขาดลอย

ภาพจาก AppleiPhone X

เรื่องลำโพง บอกได้เลยว่า iPhone X เป็นสิ่งที่พัฒนาต่อมาจาก Stereo speaker ของ P10 เนื่องจาก P10 เป็นรุ่นแรกเลยที่ทำให้การวางภาพในแนวนอน จะเปิดเสียงแบบ Stereo คือ ออกจากทั้งซ้ายทั้งขวา อย่างชัดเจน ทำให้ประสบการณ์การดู Youtube หรือ Netflix ดีขึ้นอย่างชัดเจนมากกกก..ก

แต่กระนั้น Huawei ที่เป็นเจ้าแรกๆ ที่พัฒนา ยังไม่สามารถทำให้มัน seamless ได้ คือ ถ้าวางจอแนวตั้งฟังเพลงอยู่ แล้วหันเป็นแนวนอน เสียงจะขาดไปชั่วครู่นึง แล้วถึงจะเป็น Stereo

ในขณะที่ Apple iPhone X แก้ไขจุดนี้มาเรียบร้อย จะตั้งจะนอนยังไงก็ Stereo

แต่แล้ว.. เรื่องมันอยู่ที่ภาพสองภาพนี้ครับ

ภาพทางซ้าย จะเห็นว่า contrast มันสูงกว่า รายละเอียดดี แต่สีผัก..น่ากลัวไปนิด
ภาพทางขวา จะเห็นว่ามันพอดีแล้ว ดูน่ากิน รายละเอียดโอเค

ซ้ายคือ iPhone X ขวาคือ Huawei P10 Plus
เป็นเรื่องว่า ต้องพกมือถือสองเครื่องเวลาไปเที่ยว เครื่องนึงไว้ถ่ายอาหาร เครื่องนึงไว้ถ่ายวิว แถมยังแบก iPad Pro (และ Nintendo Switch) กลายเป็นพวกบ้าหอบฟางไป

ทีนี้ อยากลดให้เหลือเครื่องเดียว.. แต่ยังคง iPad Pro และ Switch ไว้อยู่ จะกำจัดจุดอ่อนตัวไหนดี เพราะมันดีทั้งคู่ กล้องก็ยังขาด P10 ไม่ได้ เกมก็ขาด X ไม่ได้


Samsung S9

ตอนนั้นออฟฟิตซื้อ Samsung S9 มาใช้งานในปริมาณมาก แน่นอนว่าทุกเครื่องต้องผ่านมือข้าพเจ้าตั้งแต่แกะกล่อง setup และลงเกม ตอนนั้นก็ไม่ได้ชอบ Samsung แต่ทางออฟฟิตต้องการมือถือที่สามารถต่อสาย LAN ได้ ซึ่งมันมีอยู่ไม่กี่รุ่นหรอกบนโลก.. ก็เลยแนะนำเป็น S9 ไป เพราะถ้าให้ซื้อ iPhone XR ยกแผง คาดว่างบจะบานปลาย ซ้ำร้าย คนเซ็ตอัพจะตายอีกต่างหาก

จึงมาพับกับสิ่งนี้เข้าให้..

เห็นแถบข้างใต้สุดที่คล้าย iPhone X นั่นไหม

แน่นอนว่าด้วยความ OCD ทำให้หน้าจอเกลี้ยงเกลาประมาณนี้.. อีกแล้ว
โดยเอาแอพที่ “จำเป็น” มาวางไว้ข้างหน้า ซึ่งถ้าดูไอคอนแล้วจะเดายากหน่อยว่ามันคือ เครื่องคิดเลข นาฬิกาปลุก แอพจดบันทึกการใช้เงิน Google Map และ กล้อง

ตอนแรกก็ไม่ชินกับการที่มี 3 ปุ่มให้ไถ ซ้ายสุดเป็น show running apps แล้วก็ตามด้วย Home และ Back
*อันนี้เป็น function เฉพาะของ Samsung จนกว่า Android Q จะออก

แล้วเรื่องกล้องล่ะ..?

ถ่ายจาก Samsung S9

อาหาร.. ได้!
แมวดำ.. ได้!
วิว.. ได้!

เรื่องเกมก็สามารถรันเกมแบบ high frame rate และกราฟฟิคสูงสุดได้

จึงเป็นอันว่า เอา iPhone X วางแช่ในตู้มือถือเทสที่ออฟฟิต เอา Huawei P10 Plus ให้แม่ใช้แทนเครื่องเก่า และตัวเองก็พก S9 เครื่องเทสไปแทน

อีกประเด็นนึงคือ ตอนนี้ทุกเครื่องใช้ USB-C ในการชาร์จทั้งหมด iPad Pro, Switch ต่างก็ใช้ USB-C แต่ iPhone X ใช้ Lighting และ P10 ใช้ USB-C พิเศษ
ซึ่งสายของ Huawei ต้องใช้กับเต้าชาร์จ Huawei เท่านั้น และไม่สามารถใช้ชาร์จเครื่องอื่นได้! — เสียบ iPad Pro ก็ไฟไม่เข้า ทำให้เวลาไปเที่ยวต้องแบกที่ชาร์จ 3 อันด้วยกัน! (USB-C ธรรมดา, USB-C Huawei, Lighting) ชีวิตจะลำบากไปไหน ก็เลยต้องสละยานทั้งหมด


ใช่ว่า Samsung S9 จะมีข้อดีไปเสียหมด UX บางอย่างมันก็ไม่ดี

  • เวลาสแกนนิ้วมือ ต้องยกตัวเครื่องขึ้นก่อน แล้วเอื้อมนิ้วชี้ไปด้านหลัง สแกนใต้กล้องหลัง ไม่ชอบเลย ชอบสแกนจากข้างหน้ามากกว่า (ปัญหานี้ S10 แก้แล้ว)
  • faceID หรือการสแกนหน้า หนึ่งในใต้หล้าคือ Apple เท่านั้น สแกนได้เร็ว ไว และกลับหัวกลับหางได้ ใส่แว่นดำก็ได้ S9 ยังไปไม่ถึงจุดนั้น
  • ปุ่ม volume และปุ่ม power ที่วางอยู่ตรงข้ามกัน ทำให้เวลากดเปิดเครื่อง.. กลายเป็นถ่ายภาพหน้าจอโดยไม่ได้ตั้งใจทุกครั้ง — Apple ก็วางปุ่มแบบนั้น — Huawei ไม่ทำ
  • ปุ่ม Bixby …ไม่รู้จะทำ Bixby มาทำไม ในเมื่อมี Google Assistant อยู่แล้ว และ GA มันดีกว่าหลายขุม!
  • Infinity display.. หรือจอที่โค้งสุดมุม ทำให้เกิดการแตะผิดโดยฝ่ามือหลายครั้ง

แต่ทุกวันนี้เลือกใช้เพราะ UX ดังนี้

  • USB-C ที่สามารถใช้กับเต้าไหนก็ได้ สายไหนก็ได้ แค่จ่ายแรงพอก็เป็น Fast charge แล้ว และยังสามารถชาร์จจาก iPad Pro ได้อีก ซึ่งจะเป็น Fast charge ด้วย (ถ้าจำไม่ผิด)
  • กระจกหน้าจอแข็งแกร่ง! ..ครับ ใช้มันแบบไม่ติดฟิล์มมากว่า 4 เดือน ใส่กระเป๋าเดียวกับกุญแจรถ หน้าจอยังไม่เป็นรอยซักรอย
  • กล้อง 1 กล้อง ที่คุณภาพครบครัน ไม่เห็นต้องมีหลายเลนส์เลย..
  • มี Dark mode (แต่เดี๋ยว Android Q ก็จะเป็นมาตรฐานแล้ว)
  • มี สามแถบสไลด์ด้านล่าง (แต่เดี๋ยว Android Q ก็จะเป็นมาตรฐานแล้ว)
  • เสียง Stereo ที่ทำได้ดีเหมือน iPhone X
  • กดปุ่ม Bixby จะขึ้นเป็นกล้องแทน กดสองครั้ง Bixby ถึงจะขึ้น แต่ยังไงก็ไม่สามารถล้าง Bixby จากเครื่องไปได้..

ชัวร์ว่า ไม่
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยังคงไม่ชอบ Samsung อยู่ ก็คือเจ้าปุ่ม Bixby เจ้ากรรม ที่น่ารำคาญมาก ควรเลิกทำ Bixby แล้วเอาไปลงทุนกับอย่างอื่นได้แล้ว.. เพราะมันไม่ใช่ Competitive Advantage ของ Samsung เลย.. ถึงจะเอาไว้ใช้เปิดแอร์ยี่ห้อเดียวกันได้ก็เถอะ

Note10 ก็ไม่ไหว เพราะไม่มีรูหูฟัง

ถ้า Huawei ไม่โดยสหรัฐฯ หรือ Google แบน
เจ้า Huawei Mate 30 จะเป็นอะไรที่น่ากลัวมากเลยทีเดียว อย่างที่กล่าวมาข้างต้น เรื่อง UX ต้องยกให้ Huawei เขาจริงๆ แต่เรื่องความแรง CPU มันเป็นอีกเรื่องนึง ซึ่งยังไง Snapdragon หรือ Qualcomm ก็ไม่ทัน Apple chipset อยู่แล้ว.. ยังไม่เห็นท่าทีว่าจะทันเลย ยิ่งนานไปยิ่งจะโดนทิ้งห่างอีกต่างหาก แต่อย่างนึงที่ต้องพิจารณา คือ ..อยากให้ Huawei เลิกใช้สายชาร์จของตัวเอง เพราะ Fast charge หรือ PD หรือ Qi charge มันก็เร็วอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องไปทำ Ultra Super Fast charge อะไรนั่นเลย..

รอติดตามอนาคตกันต่อไป

Sunday Half

Written by

เราจะไปตามหาเรื่องคลาสสิกอะไรอีกดี..?

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade