เกาหลีใต้ ปลาย 2019 รอบที่ 1
จะว่าโชคดีก็ไม่รู้ว่าใช่หรือเปล่า กับการที่ปีนี้จะได้ไปเกาหลีใต้ถึงสองหน โดยที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้าไว้ว่าจะไป — รอบแรกนั้นจะได้ไปทีม Blade and Soul เพื่อไปดูการแข่งขัน Blade and Soul 2019 World Championship ที่ Seoul — ส่วนรอบสองก็จะเป็นงาน Gstar ที่ Busan


เริ่มต้นจากภรรยาข้าพเจ้าได้เดินทางไปเกาหลีเพื่อพาตัวแทนทีมชาติไทยไปชิงแชมป์โลก Blade and Soul ที่ประเทศเกาหลี ถ้าทีมสามารถเข้ารอบสุดท้ายได้ ก็จะได้อยู่เกาหลีต่ออีก 7 วัน แต่หากตกรอบแรก ก็กลับบ้านเลยทันที
ทีนี้เด็กเราเก่ง เข้ารอบสุดท้ายได้สองทีม เลยเป็นที่มาของทริปที่สามีต้องบินตามภรรยาไปเพื่อไปเที่ยว ในขณะที่ภรรยาไปทำงาน.. ที่พักก็นอนฟรี เสียแค่ค่าเครื่องบิน กินก็อาจจะกินฟรี เราก็ต้องลุยล่ะ
เริ่มต้นจากการจองตั๋ว
รอบนี้ลองใช้ Skyscanner ดูว่าตั๋วช่วงนี้ราคาโอเคแค่ไหน จองวันอาทิตย์ บินพุธ กลับวันอาทิตย์อีกสัปดาห์นึง
ขาไป ได้ใช้บริการ AirAsia โดยจองผ่านหน้าเว็บ AirAsia โดยตรง
ขากลับ ได้ลองใช้บริการ JejuAir โดยจองผ่าน Trip.com
สิริรวมประมาณ 12,000 บาท ซึ่งแพงกว่าฤดูลดราคาของ AirAsia อยู่ประมาณ 4,000 บาทเลยทีเดียว เอาน่ะ ถือเป็นค่าโรงแรม 4 คืนละกัน
ออกเดินทางที่สนามบินดอนเมือง
เช็กอินผ่าน app AirAsia มาจากที่บ้าน ได้ E-Boarding Pass มา ก็เลยผ่านตม. เข้าเกทไปตั้งแต่บ่ายสอง (บินทุ่มครึ่ง) โดยยื่นมือถือแสดง E-Boarding Pass พร้อม Passport ให้พนักงานดู ผ่านตม.จักรกลสี่ขั้นตอนเช่นเคย ตรวจกระเป๋า แล้วก็มุ่งหน้าไปรอเครื่องบิน ระหว่างทางก็เห็นว่าดอนเมืองอัพเกรดขึ้น โดยเฉพาะตู้น้ำ กับจุดชาร์จแบต
ก่อนขึ้นเครื่อง พนักงานเรียกผู้โดยสารที่เช็กอินโดยไม่ผ่านเค้าเตอร์ไปตรวจเอกสาร นึกดู..ไอ้เราก็เข้าข่ายนี่หว่า เลยเอามือถือไปให้พนักงานดู พนักงานก็ถามถึงไฟล์ทกลับ ก็ให้ดูอีเมล์ แล้วก็ได้ Boarding pass แบบเขียนมือมา รอขึ้นเครื่อง

ถึงอินชอน Seoul ตอนตีสี่
เครื่องบินออกจากไทยประมาณสามทุ่ม ถึงเกาหลีใต้ช่วงตีสี่ หลับบนเครื่องไปตั้งแต่เครื่องยังไม่เทคออฟ ตื่นมาอีกทีก็ใกล้จะลงพื้นแล้ว
ตอนนี้เป็นเดือนตุลาคม อากาศที่โซลประมาณ 15 องศา ไม่หนาวมาก กำลังดี กำลังจะเข้าฤดูใบไม้ร่วง หรือก็คือเริ่มๆ จะเป็นช่วงใบไม้แดงนั่นเอง
ตม. เกาหลีใต้เข้มงวดเช่นเคย สุภาพสตรีข้างหน้ากว่า 10 คน โดนเรียกไปคุยต่อในห้องเย็น ไอ้เราก็หวาดเสียวเล็กน้อย เพราะไม่ได้เตรียมเอกสารอะไรกับตัวมาเลย
ตั๋วเครื่องบินขากลับ — อยู่ในเมล์
แผนการท่องเที่ยว — ไม่มี
โรงแรมที่จองไว้ — ไม่มี จะไปนอนแปะกับน้องที่ออฟฟิต
เอกสารยืนยันการทำงาน/มีอาชีพ — ไม่มี
เงินวอนที่แลกมา — 4แสนวอน หรือประมาณ 12,000 บาท
สรุปว่า ตม. ไม่ถามสุขภาพซักคำ ปั๊มนิ้ว ถ่ายรูป ปล่อยให้ไปเลย
ไม่รอช้า ตามล่าบัตร T-money
บัตรที่ใช้ขึ้นรถไฟที่เกาหลี กับซื้อของในพวกร้านสะดวกซื้อ เพราะข้าพเจ้าไม่อยากพกเหรียญเยอะๆ เลยจะใช้บัตรนี้แปะๆ เอา ..บัตรมันไม่เอนกประสงค์เท่าของฮ่องกงหรือสิงคโปร์หรอก แต่แค่ใช้ขึ้นรถไฟฟ้า รถเมล์ได้ ก็สะดวกไปเยอะแล้ว
เดินออกมาจากตม. นิดเดียวก็จะเจอตู้ขายบัตร T-money ราคา 4000 วอน ซื้อแล้วก็เดินไปเติมตังที่อีกตู้ก่อนจะใช้งาน

เดินออกมาอีกหน่อยก็เจอร้าน Bon Juk ขายโจ๊ก ข้าวยำ ข้าพเจ้าชอบกิน แต่ราคาออกจะสูงหน่อย เช่น โจ๊กใส่เป๋าฮื้อ 300บาท ดีอย่างนึง ของในสนามบินเกาหลีราคาเท่าข้างนอก กินไปเลยละกัน


ข้าพเจ้าเลือกนั่งรถไฟหวานเย็นสายสีฟ้าเข้าเมือง เพราะมันถูกดี และตอนนี้ก็ยังเช้ามาก ไม่ต้องรีบเข้าเมือง ปิดหมดทุกร้านแน่นอน จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ไปยังสถานี Digital Media City แล้วลงเดินอีกหน่อยก็ถึงโรงแรม
แผนที่ที่ใช้งานไดดีในเกาหลี คือ NAVER
พวก Google Map หรือ Apple Map อย่าไปใช้มัน ไม่รอด แสดงข้อมูลได้ไม่ดีเท่า



Digital Media City
ย่านคนทำงานที่มีหน่วยธุรกิจอยู่ตรงกลาง และที่พักล้อมรอบ มีร้านอาหารครบครัน KFC, Mcdonald, Burger King ที่คนไทยคุ้นเคย มากันครบครัน ยิ่งกว่านั้นยังมี Tiger Sugar ชานมไข่มุกคิวยาว (แต่ที่นี่คิวไม่ยาวเพราะเป็นย่านธุรกิจ วัยรุ่นไม่ค่อยมา) Lotteria ก็มี แต่ที่เลือกพักย่านนี้มิใช่เหตุผลข้างต้น หากเป็นเพราะโรงแรมอยู่ใกล้ร้านเกมที่นักแข่งต้องไปซ้อมต่างหาก เดินข้ามถนนมาก็ถึงร้านเกมแล้ว
พัฒนาการของชานมและกาแฟ
เดิมที่ประเทศเกาหลีใต้มักถูกคนไทยตราหน้าว่า “กาแฟจืด” 2 ปีให้หลังจากกระทู้ในพันทิปนั้น เกาหลีได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า “วิวัฒนาการ” มีอยู่จริง
แม้ว่าคนเกาหลีส่วนใหญ่จะยังเน้นที่กาแฟรสชาติค่อนข้างอ่อน คือ เป็น espresso ผสมน้ำร้อน ที่เรามักเรียกกันว่า americano ซึ่งของเกาหลีนั้นใส่น้ำร้อนเข้าไปเยอะขึ้น และใช้กาแฟคั่วอ่อน ทำให้รสมันอ่อนไปอีก จนเป็น mild americano
รอบนี้เกาหลีมาพร้อมกับวัฒนธรรมใหม่ นามว่า “Cold Brew”
จากที่ในร้านสะดวกซื้อจะเต็มไปด้วยกาแฟจืดๆ ที่ไม่ว่าจะลองกี่ยี่ห้อ มันก็จืด ไม่หอมกาแฟ เหมือนกินน้ำเปล่ากลิ่นกาแฟจางๆ คราวนี้ทั้งร้านให้อารมณ์แบบประเทศญี่ปุ่น กาแฟหลากหลายยี่ห้อแน่นเต็มชั้นวาง ส่วนใหญ่เป็น cold brew ที่ให้รสชาติหอมเข้ม แต่รสไม่เข้มตาม ทานง่าย ใส่นมก็อร่อย ทำให้เกาหลีไม่ใช่เมืองที่คอกาแฟควรมองข้ามอีกต่อไป




วัฒนธรรมชานมก็ตามมา disrupt ที่ประเทศนี้
ร้านขายชานมไข่มุกผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด (แต่ก็ยังไม่เท่าที่ประเทศไทย)
ของที่เด็ดที่สุดเท่าที่เคยชิมมามีอยู่ 2 เจ้า
ปล. ข้าพเจ้าไม่ชอบหวาน ปกติกิน espresso ได้อย่างสบายๆ
- Mangwondong Tiramisu
ที่ร้านนอกจากจะมีเทรามิสุอร่อยโพดๆ ก็ยังมีชานมสุดหอมซ่อนอยู่ในตู้เย็น - ร้านสะดวกซื้อ
แนะนำเลย Tiger Sugar จากร้านสะดวกซื้อ เข้มข้น และหวานน้อยกว่ากินจากที่ร้าน Tiger Sugar แท้ๆ เสียอีก
Cashless Society
ดูเหมือนว่าเกาหลีใต้จะเป็นประเทศที่มีความพยายามที่จะเปลี่ยนระบบเงินจากธนบัตรเป็นดิจิตอลให้หมด แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องสัมปทานกับเอกชน ทางออกก็คือการใช้ตัวกลางอย่างบัตรเครดิต

ร้านค้าส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็น Mcdonald, KFC, Lotteria (พวก Fastfood ทั้งหลาย) จึงมีตู้ Kiosk สำหรับสั่งอาหาร มีภาษาเกาหลี อังกฤษ จีน ให้เลือก
เพียงแค่จิ้มๆ แล้วก็สรุปยอด เสียบบัตรเครดิต (บัตร T-money ใช้ไม่ได้นะ) เป็นอันเสร็จพิธี จะได้ใบเสร็จพร้อมเลขคิวมา คิวมาก็ขึ้นหน้าจอด้านบน พร้อมเสียงกริ่งดังๆ แบบไม่จำเป็นต้องนับเลขเกาหลีเป็นก็เดินไปรับถูกอัน
ไม่เพียงเท่านั้น ร้านชานมบ้านๆ ที่มี 1 คูหา หรือร้านเล็กๆ ก็ยังจะมีตู้ Kiosk จ่ายตังแบบนี้ อย่างเช่นร้าน Egg drop (แซนวิสไข่ — เลี่ยน หวาน ไม่ค่อยประทับใจ)



เบียร์ 4 กระป๋อง (รวม 2 ลิตร) 10000 วอน
หรือแค่ 300 บาท หาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป เบียร์นำเข้าทั้งนั้น

The Famous Lamp แต่ไม่ได้ขาย Lamp
ร้านนี้เป็นร้านกาแฟชิกๆ ใกล้ๆ สถานี Hongik (หรือฮงแด) ที่ไม่ได้ขายอะไรเกี่ยวกับแกะเลย แค่มีโลโก้เป็นแกะ คั่วกาแฟสด และขายอาหารเช้า เบเกอรี่ และกาแฟรสดี




รสชาติโอเคอยู่ เป็นร้านหนึ่งที่น่าไปลองย่านฮงแด ลายแทงตามด้านล่าง

หากท่านชื่นชอบของเล่นญี่ปุ่น มาเกาหลีถือว่าถูกที่แล้ว..!?
ที่ย่านฮงแด จะมี Animate ที่เป็นร้านขายของเล่นของญี่ปุ่นมาเปิดอยู่ ทีเด็ดก็คือ ของหลายๆ อย่างที่เราหาที่ญี่ปุ่นไม่เจอ ที่นี่อาจมีหมดก็ได้




Anguk Station
นั่งรถไฟมาประมาณชั่วโมงนึงจาก Digital Media City จะมีย่านที่น่าสนใจที่เขาเรียกว่า Insadong อินซาดง ซึ่งต้องออกทางออก 6 แต่เราไม่ได้จะไปที่นั่น เราจะไปถนนคนกาแฟชิกๆ ที่เรียกว่า Gyedong เกดง (ไม่ใช่ ดงเกย์ นะ) ที่ทางออก 2 แทน
ที่นี่ เราจะพบร้านกาแฟมากมาย จุดเด่นคือ
- ร้านเบอร์เกอร์หน้าทางออก ที่คิวยาวเหลือเกิน ไม่ได้ชิม แต่น่าจะดีมาก ชื่อ Downtowner
- ร้านกาแฟที่สามารถขึ้นไปชมวิวบนหลังคาได้ Green Mile Coffee แต่ใช่ว่าจะดีแค่วิว กาแฟก็ดีมากๆ ด้วย
- ร้านขายพิซซ่า Gyedong Pizza ที่ดันมีจิมตั๊ก (ไก่ตุ๋นใส่วุ้นเส้นเกาหลี) อร่อยสัสๆ ส่วนแป้งพิซซ่าก็เป็นแป้งทำสด อบออกมาเหนียวนุ่ม อร่อยประทับใจมาก ไปอีกก็คงไปซ้ำอีก
- ร้านกาแฟ Layered ที่แสงสวย ควรไปถ่ายรูปอย่างยิ่ง แต่ที่เด็ดสุดๆ คือ เบเกอรี่เขาก็อร่อยมากๆ แครนเบอร์รี่ครีมชีสสโคน เนยหอมสุดๆ




Blade and Soul 2019 World Championship
เป็นงานเกมแรกที่ออกมาดูนอกประเทศ จัดในสนามกีฬา คนดูเยอะกว่าที่คาดไว้มาก ไม่แน่ใจว่าขายบัตรค่าเข้าเท่าไร ใช้สิทธิ์ Staff เข้าไปดูฟรี แล้วพอดีวันนั้นเป็นวันที่มวลอากาศเย็นพัดเข้าโซลพอดี ทำให้จากปกติอากาศที่ควรจะอยู่แถวๆ 15 องศา ลดลงไปเหลือ 5 องศา การนั่งดูการแข่งกลางแจ้งเลยกลายเป็นความทรมาน แต่ตลอดทั้ง 2 ชั่วโมงที่แข่ง ก็สนุกดี คนดูมีอารมณ์ร่วมในการปะทะแต่ละครั้ง ทำให้รู้สึกว่าคนเกาหลีเขาอินกับคำว่า eSport มาก นั่งดูไป เพลินไป
น่าเสียดายที่ทีมไทยได้แค่ที่ 5 กับ ที่ 8 (จาก 18 ทีม) แชมป์ตกเป็นของจีน



วันต่อมาก็กลับบ้าน อีกสามสัปดาห์มาใหม่.. กับงาน Gstar ที่เมือง Busan
