ความสับสนการเริ่มต้นทำงานที่แรกของเด็กจบใหม่

ภาพประกอบจาก https://www.pexels.com/photo/late-running-work-job-24068/

ณ เวลานี้ ตำแหน่งงานที่เกิดขึ้นมีตำแหน่งงานที่ทำให้เด็กจบใหม่ส่วนมากสับสนว่า “ตำแหน่งนี้ทำอะไรกันแน่” “แล้วฉันจะทำตำแหน่งนี้ได้ไหม” และก็นั่นแหละที่ทำให้ตัวเด็กเองเริ่มทำงานในทางที่ผิดได้

สิ่งที่ผมพิมพ์ต่อไปนี้เป็นเพียงมุมมองเล็กๆ ของผมด้านนึงเท่านั้นนะครับ


ชีวิตเริ่มตั้งแต่ความชอบส่วนตัวก่อน สังเกตจากทุกช่วงชีวิต แต่เริ่มตั้งแต่เด็กหรือช่วงมัธยมได้ยิ่งดี เพราะความชอบส่วนตัวเนี่ยแหละที่จะเห็นภาพชัดขึ้นว่าเราจะทำอะไรได้ดี ได้นาน “ต่อให้มีปัญหา เราก็ยังอยู่ยังสนุกกับมันได้”

ช่วงอายุ 15 กับ 18 (หรือช่วง ม.3 กับ ม.6) ช่วงนี้คือช่วงเปลี่ยนชีวิตเล็กๆ ประมาณว่าเรียนสายไหนดี หรือเข้ามหาลัยไหนดี เพราะเราต้องใช้เวลาอยู่กับสายนั้นๆเป็นเวลา 3–4 ปี ถ้าอยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบไม่ถนัด เรียนจบมาก็เหมือนฝืนๆมา มันอาจจะทำได้แต่ถ้ามันเกิดจากแรงขับเคลื่อนที่มาจากความรักความชอบมันย่อมดีกว่าแน่นอน

ต่อจากนี้ผมจะเล่าแต่ละข้อยาวหน่อยล่ะ เพราะเนื้อหาจะเน้นว่าจุดเปลี่ยนการทำงานคืออะไร


ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย – จนถึงการทำงาน (ไม่ว่าจะปริญญาตรี หรือถึงปริญญาเอก) ผมขอแบ่งส่วนนะครับ

เริ่มจากตอนเริ่มเข้าเรียน อาจจะมีหลายคนที่เลือกเรียนในสายที่ตัวเองไม่ได้ชอบก็ได้ แต่เรียนเพราะ “คะแนนฉันถึง ฉันก็เลยเรียน” จริงๆมันก็ไม่ได้ผิดอะไร(อีกละ) ผมก็เป็นคนนึงที่เรียนเพราะไม่ได้ชอบ แค่คิดว่าน่าจะเรียนได้ (ผมเรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์ปริญญาตรีครับ) แต่การเลือกเรียนก็ควรจะมีอย่างน้อยสักอย่างที่ชอบและถนัด ผมชอบคอมพิวเตอร์ครับ เล่นคอมได้ทั้งวัน (ฮ่าๆ) แต่กลายเป็นว่าแอบคิดผิด คือเขียนโปรแกรมไม่ได้เก่งมาก (ต้องบอกก่อนว่าไม่ได้แก้ตัวนะครับ แต่การที่ใครบางคนไม่เก่งอะไรสักอย่าง สาเหตุอาจมาจาก อาจจะเหลวไหล ไม่ฝึกฝน ไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่มีผู้ขี้นำ ผมเชื่อว่าทุกคนสามารถทำได้นะแค่ต้องใช้เวลากับมัน)

ระหว่างเรียน ระหว่างที่คุณเรียนคุณทำอะไรบ้าง นี่ก็คือจุดที่สามารถเปลี่ยนวิชาชีพในอนาคตได้เช่นกัน

ยกตัวอย่างแบบตอนเรียนไม่ได้ทำ ตอนจบทำอีกแบบ

เพื่อนผมที่เรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์ด้วยกัน ระหว่างเรียนไม่เคยจับกล้องใหญ่ถ่ายภาพเป็นอาชีพเลยนะ พอมันเรียนจบมาไปนั่งทำงานออฟฟิศได้แค่ 3 วัน ออกจากงานเลย มันตั้งใจว่าสมัครทำงานอะไรก็ได้ที่ไม่นั่งออฟฟิศ มันก็ได้งานเป็นเด็กยกของในกองถ่ายหนังถ่ายโฆษณา ซึ่งในกลุ่มพนักงานยกของเนี่ยส่วนมากเรียนจบชั้นน้อยๆ ป.4 ป.6 บ้างก็ไม่เรียนเลย ผิดกับเพื่อนผมคนนี้จบปริญญาตรี อย่างน้อยๆก็อ่านอุปกรณ์ที่เป็นภาษาอังกฤษได้ มันก็จำ งานในกองถ่ายมันก็เริ่มนั่นนี่ได้ สะสมประสบการณ์ ปัจจุบันมันเป็นตากล้องแล้ว ใช้เวลารวมประมาณ 7–8 ปี (เด็กจบมาตรงสายยังไม่ได้แบบมันเลย)

ยกตัวอย่างแบบ ตอนระหว่างเรียนทำอะไรจบไปได้แบบนั้น

อันนี้ชัดเจนเห็นหลายเคสมาก ง่ายๆว่า ถ้าสมมติคุณรับงานฟรีแลนซ์เช่น รับทำเว็บไซต์, รับทำ mobile app แน่นอนละว่าจบมาคุณมีพอร์ทงานอื้อเลย ไปไหนใครก็รับ หรืออาจจะรวมไปถึงว่า ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบทำกิจกรรม นำกิจกรรมหลากหลาย หรือเป็นคนจัดงาน Event บ่อยๆ เช่น จัด Meetup, Conference ก็สามารถเข้าทำงานตอนเรียนจบในลักษณะของ Event Organizer ได้ (และมันไม่จำเป็นเลยว่าจบมาตรงสายหรือเปล่าถ้าทำเหล่านี้ระหว่างเรียนมามากพอที่คุณตอบคำถามได้อย่างฉะฉาน)


ช่วงฝึกงาน

ให้ตายเถอะ เนี่ยแหละผมว่าคือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ถ้าคิดชอบอะไรอยากทำอะไรจริงๆ ตอนฝึกงานเนี่ยแหละคือจุดที่สำคัญมาก เพราะอย่างแรกเลย มันคือจะได้บอกตัวเองละว่าไอ้ที่เราเรียนมา มันใช้กับการทำงานในอนาคตได้ไหม เราขาดอะไรไปหรือเปล่า (ต่อให้ระหว่างเรียนไม่มีงานฟลีแลนซ์ก็ตามนะ) และหลังจากเราเรียนจบ บริษัทที่เราไปสัมภาษณ์หรือสมัครงานไป เ้าจะเห็นทิศทางการทำงานที่ขัดเจนของเรา งงมะ?

ตัวอย่าง เช่น

  • เรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์
  • ไม่มีพอร์ทงานฟรีแลนซ์
  • ฝึกงาน Designer (จริงๆควรจะ Programmer ไม่ก็ SA)
  • ไปสมัครงานเป็น Copywriter (ตำแหน่งนี้ควรจะเป็นเด็กนิเทศฯ หรือวารสารฯมากกว่าใช่ไหม)

คนสัมภาษณ์งงแน่นอน ไอ้นี้อะไรของมันวะ เรียนอีกแบบ ฝึกงานอีกแบบ(โอเคมันอาจจะใกล้กัน แต่ไม่ใช่ objective ก็ใกล้เคียงเนอะ) จบมาทำอีกแบบอีก สิ่งที่เหนื่อยคือ ตอบคำถามแน่นอน ว่ามันเกิดอะไรขึ้นสายงานถึงเปลี่ยนแปลงขนาดนี้

ขอเล่าเรื่องน้องฝึกงานคนนึงครับ น้องเรียนเศรษฐศาสตร์ แต่ฝึกงาน PO (Product Owner) ในบริษัท Startup แห่งหนึ่ง เราก็สงสัยว่าน้องอยากทำตำแหน่งนี้หรือด้านนี้จริงๆหรือ ต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่น้องไม่อยากทำนะครับ เรียกว่าน้องเค้าก็ Challenge ตัวเองนะแหละ สนใจ แต่ลึกๆจริงๆแล้วน้องอยากทำงานแนว Strategic ในบริษัทเอเยนซี่โฆษณาครับ ซึ่งน้องพยายามเข้ามาโซนงานเอเยนซี่แล้วแต่ไม่ถึงสักที ก็เลยถอดใจไป ก็เลยคุยกับน้องและแนะนำน้องไป ซึ่งปัจจุบันน้องคนนี้กลับมามุ่งมั่นด้านนี้อีกครั้งและกำลังจะฝึกงานในตำแหน่ง Strategic เร็วๆนี้

ยกตัวอย่างน้องอีกคน น้องคนนี้เรียน IT ครับ เขียนโปรแกรมได้(แต่ไม่ชอบ) ทำดีไซน์ได้(แต่อยากทำแบบส่วนตัวมากกว่า) น้องบอกว่า อยากทำ PM (Project Manager) ซึ่งงานตำแหน่งนี้ น้องเองก็รู้จักในส่วนของฝั่งเอเยนซี่โฆษณา ก็เลยไปฝึกงานเอเยนซี่แห่งหนึ่ง ต้องบอกว่าตำแหน่งนี้เป็นกันชนของทุกๆฝ่ายเลยก็ว่าได้; Internal เช่น หัวหน้างาน, AE, Programmer, Designer, Creative ฯลฯ; External เช่น Supplier, Freelance, ลูกค้า หรือบางทีก็ต่องดิลกับ Supplier ของลูกค้าด้วย / สิ่งที่น้องเค้าเจอก็คือแรงกดดันจากทุกฝ่าย 1–2 เดือนแรกนี่เรียกว่าหนักเลย แต่ก็ฝึกงานพามาได้ และชอบด้วยนะ!! จนบริษัทที่ให้ความอนุเคราะห์ฝึกงาน ให้ทำงานต่อในวันที่ไม่ทีเรียนของเทอมต่อไป ทำจนครบ 1 ปี และออกมาเพื่อไปเริ่มต้นงานอีกที่นึงแล้วด้วยความรับผิดชอบ PM เหมือนเดิม!!


ช่วงก่อนทำงาน-สมัครงาน

ช่วงนี้ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นครั้งสำคัญครับ เพราะมันจะทำให้เราเริ่มรู้แล้วว่า พร้อมไหมกับการทำงานที่ที่อยากจะไปทำ บางคนตั้งความฝันเลยว่าจบแล้วจะต้องได้งานที่นี่ที่นั่น

หรือบางที การสัมภาณ์งานที่ต่อไปหลังจากเราทำงานที่แรกมาแล้ว ก็ทำให้เราได้รู้ด้วยว่า ที่ที่เราทำงานมาที่แรก มันเป็นแค่จุดเล็กๆของการทำงานที่สเกลใหญ่ๆก็ได้

เพราะฉะนั้น ควรตั้งคำถามการสัมภาษณ์งานเพื่อถามกับ HR หรือหัวหน้าทีมของที่ที่เราไปสัมภาษณ์ด้วย เพื่อให้ได้ประโยชน์กับตัวเอง เช่น “ที่นี่มีการทำงานอย่างไรบ้าง” “ใช้ tool อะไรบ้างครับที่นี่” หรืออาจจะถามเรื่องของตัวเองเลย “พี่ว่าผมต้องปรับปรุงอะไรบ้างครับเพื่อการทำงานที่ดีของสายงานนี้” “พี่มีเทคนิคการทำงานยังไงบ้างครับ”


ช่วงระหว่างการทำงาน

ผมว่านี่ก็เป็นอีกจุดนึงที่สำคัญครับ การทำงานอาจจะทำให้เราเจอตัวเองได้เช่นกัน เช่นว่า แบบนี้ชอบ แบบนี้ไม่ชอบเลย อาจจะนึกภาพไม่ออก

สมมติว่าทำงานตำแหน่ง Designer (อาจจะ Web Designer, UI Designer) ระหว่างที่เราทำเนี่ยก็ต้องมีติดต่อสื่อสารกับฝ่ายอื่นๆด้วย ร่วมไปถึง AE หรือ Account Executive ที่เป็นคนรับบรีฟงานจากลูกค้ามา ซึ่งการรับบรีฟมาเนี่ย ด้วยความเป็นคนกลางอาจจะมีตกหล่นระหว่างทาง สื่อสารไม่ครบ บางคนทำงานไม่ดีก็เรียกได้ว่า “บรีฟhere” นั่นเอง บรีฟไม่เคลียร์ คนทำงานอย่าง Designer ก็คงเหนื่อยหน่ายใจ อะไรของมันวะ วันหนึ่งก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า “ฉันทำงานได้ แต่รับบรีฟมาแบบเนี่ยไม่ไหวนะ ฉันขอไปรับบรีฟเองละกัน!!” และนั่นก็อาจจะเป็นขุดเปลี่ยนชีวิตก็ได้ว่า “ไปเป็น AE ดีกว่า”


ระหว่างการทำงานเราอาจจะเจอจุดดีจุดเสียมาครับ เพราะฉะนั้น การทำงานก็เหมือนการเรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่ง สิ่งไหนดีก็สานต่อทำต่อให้ดีขึ้น สิ่งไหนไม่ดีก็ให้เป็นบทเรียน เรียนรู้และปรับปรุง หรือบางทีก็อาจจะต้องหลีกเลี่ยง บางคนอาจจะรู้ตัวละว่าต้องการทักษะเพิ่ม บ้างก็ลงคอร์สเสริม บ้างก็ต่อปริญญาโท ปริญญาเอก

หัวหน้าเก่าผมคนนึงเคยบอกว่า “การเรียน มันคือการที่เราต้องรู้ตัวเองก่อนว่าเราขาดอะไร อยากเสริมตรงไหน แล้วเราจะเอามาใช้จริงได้ยังไง ตอนไหน” เพราะเรียนไปแล้วไม่ได้ใช้ ก็อาจจะไม่ได้มีความหมายมากเท่ากับการได้นำมาใช้จริง


สุดท้ายนี้ ไม่ว่าจะเด็กจบใหม่ จบนานแล้ว ต่างก็ต้องนึกถึงเป้าหมายชีวิตของตัวเองว่าต้องการอะไร อาจจะจินตนาการถึง 5–10 ปีข้างหน้าก็ได้ และระหว่างทางจะถึงเป้าหมาย มันก็ต้องมีอุปสรรคระหว่างทาง หรือเปลี่ยนเส้นทางได้ :) จงทำวันนี้วันนี้ให้เต็มที่ เพื่อนผมคนนึงเคยกล่าวว่า “ทำแล้วเสียใจ ดีกว่าเสียใจที่ไม่ได้ทำ”

ผมก็เอาไว้ #เตือนตัวเอง ด้วยเช่นกัน :)