อย่าลืมว่าความมืด …เป็นอีกด้านของแสงสว่าง {ตะกอนความรู้สึกจากการดูสตาร์วอร์}

**คำเตือน! พลังสปอยระดับสูง แต่จะไม่สปอยดีเทลเรื่องมากนะจ้ะ

ตืออออตือดื่อดือดื๊อออ ตือดือดื๊อดื่ออออออ~ (คือกว่าอินโทรแม่งจะจบ)
‘ แม่งยังกะลิเกอวกาศ ’

หลังจากกระหน่ำดูสตาร์วอร์สรวดเดียวหกภาคแบบแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน หนังมันก็ตัวละครประหลาดๆพิลึกพิลั่น ยิงกันตู้มต้ามฟิ้วฟ้าวสะแด่วแห้วตามประสาหนังอวกาศปกติดีๆนี่เอง (บางฉากแม่งก็ดราม่าแบบตลกๆดี) เคยได้ยินคำนี้มาตอนยังเด็กๆ ว่ามันคือลิเกอวกาศ เออมันก็จริงของมัน 555555555555

แต่ส่วนตัวรู้สึกว่ามีประเด็นนึงที่น่าสนใจมากๆ คือประเด็นของตัวเอกไตรภาค (1–2–3) อย่าง ‘อนาคิน สกายวอล์คเกอร์’ ซึ่งเป็นอันรู้กันดีว่า คือคนคนเดียวกับ ‘ดาร์ธเวเดอร์’ ผู้การตัวร้ายระดับจักรวาลในตำนาน ซึ่งมาโป้ะเเตกเอาตอนภาค 5 ว่าเค้าเนี่ยแหละเป็นพ่อแท้ๆของตัวเอกฝ่ายขาวแบบสุดโต่งอย่าง ‘ลุค สกายวอล์คเกอร์’ จนมีประโยคเด็ดติดปากคนทั้งโลกมาจนวันนี้อย่าง ‘I am your father’

โห…เจ๊ดแม่ง นี่มันโคตรลิเกเลยสัด

อ้อเผื่อใครยังไม่รู้นะคะ… จะบอกก่อนว่าสตาร์วอร์สมันสร้างลำดับแปลกๆยังไงก็ไม่รู้ 5555 คือมันจะมีการดูสองแบบใหญ่ๆ (ไม่รวมการดูแบบ Flashback )

  1. 4–5–6–1–2–3 เรียงตามปีที่สร้าง
  2. 1–2–3–4–5–6 เรียงตามลำดับเหตุการณ์ในเรื่อง

การดูแต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป แต่ส่วนตัวดูรูปแบบที่หนึ่ง จริงๆก็เคยดูมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ แต่เกิดไม่ทันยุค ไตรภาคแรกจริงๆค่ะ ณ จุดนี้ 5555555 ถ้าคนไม่รู้เรื่องแล้วอยากเตรียมความพร้อมก่อนไปดูภาค 7 ในโรงกลางเดือนนี้ แนะนำให้ดูแบบ แรก ที่เรียงตามลำดับเค้าสร้างนั่นแหละ เซอร์ไพรส์จะเพียบมากทีเดียว 55555

‘ ตรงข้ามด้านสว่างคือเงามืด ’

ในที่นี้ขอพูดถึงภาค 1–2–3 เราจะเห็นว่าอนาคินเดิมทีเป็นคนเก่ง มีพลัง มีความสามารถ หล่อและฉลาดมาก เรียกได้ว่าพร้อม พร้อมเป็นสามีเรา… (หยุดก่อน) อะกลับมาจริงจัง! ถ้ามองข้ามเรื่องที่หนังมันปูเรื่องแปลกๆอย่างการที่เอาอิตัว จาร์จาร์อะไรนั่นเข้ามาสร้างความรำคาญ ก็เรื่องการดำเนินความสัมพันธ์ของตัวละครที่มันปุ้บปั้บวุ้บวั้บจนเราไม่อินเอาซะเลย ใช่ค่ะ… ข้ามค่ะ มันไม่เกี่ยวกับที่จะพูด (อ้าวอิเวร)

เราชอบมากที่มาสเตอร์โยดาบอกตั้งแต่ครั้งแรกตอนเจออนาคินว่า ‘ข้ายังเห็นความกลัวในตัวเจ้า เจ้าไม่เหมาะที่จะเป็นเจได’ ตอนนั้นเราก็แบบ อ้าวอิผีนี่!! คนเรามันจะไม่กลัวอะไรเลยได้ยังไงวะ แถมมันก็ยังเด็ก จะให้ฝึกจิตบำเพ็ญเย็นชาเป็นตอหม้อที่ปักนิ่งอยู่ข้างถนนเลยรึไงวะ แต่หารู้ไม่ว่า… สิ่งนั้นแหละคือจุดเริ่มต้นของของการเปลี่ยนแปลงคนดีๆอย่างอนาคินให้เข้าสู่ด้านมืดเต็มตัว

‘ ความรักมักจะมาพร้อมความกลัว ’

ไม่ได้จะบอกว่าการไม่ห่วงหาอาทร หรือมีความรักให้คนอื่นเนี่ยเป็นเรื่องต้องห้ามนะ แต่เมื่อมีความรัก ความกลัวก็จะติดตามมาด้วย ซึ่งที่เห็นได้ชัดในเรื่องนี้คือ ‘อนาคินกลัวจะสูญเสียแพดเม่ไป’ เค้าจึงต้องการที่จะเรียนรู้ความเป็นอมตะ ซึ่งถือเป็นศาสตร์มืดขัดกับวิถีแห่งความดีของเจได

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องนี้คือแม่ของเค้า… เดิมทีอนาคินต้องการเป็นเจไดเพื่อให้ได้ปลดปล่อยแม่ตัวเองจากการเป็นทาส แต่เมื่อเค้ากลับมาแล้วต้องมาเห็นแม่ตัวเองตายในอ้อมกอดของตัวเอง โดยที่ยังไม่ทันได้ช่วยอะไรเลยเนี่ย… มันน่าเจ็บปวดมาก

เมื่อถึงคราวเค้าต้องกลัวการที่จะต้องสูญเสียแพดเม่ คนรักของตัวเอง ในฐานะของคนที่กุมพลังยิ่งใหญ่ไว้ แต่รู้สึกเหมือนไม่สามารถใช้ปกป้องใครได้เลยด้วยเพราะกฏต่างๆของสภาเจไดที่ขัดไปซะหมด บวกกับแรงอวยไส้แตกแหกไส้ฉีกของแฟนบอยตัวปลอมอย่างอิชั่วร้ายฝ่ายซิธ และเหตุผลนานัปการแต่ไม่ขอกล่าวถึง จากผู้ที่เคยอาบเพียงแต่แสงนภาแห่งความดีสีขาวผ่องมาตลอด(อิห่า คนหรือต้นไม้สังเคราะห์แสง)แล้วพบว่ามันไม่โอเคย์กะกูเลยอ้ะ!! ในที่สุดเค้าก็เผยด้านมืดของตัวเองออกมา อารมณ์แบบว่า ‘เป็นคนดีแล้วกูต้องเสียใครอีก กูไม่เป็นแม่งละคนดี’ ซึ่งสิ่งนี้นี่แหละเราเรียกมันว่า ‘ความกลัว’ เป็นความกลัวที่เกิดจากความรัก …

และไอ้เจ้าด้านมืดที่ซ่อนอยู่เพื่อรอเวลาเปิดตัว ก็ได้ถูกเผยออกมา….

“ come to the dark side ”

แน่นอนว่าพอพี่แกเลวปุ้บ พี่แกก็เลวซะแบบลืมชาติกำเนิด ลืมบุญคุณ ลืมแม่งทุกอย่างเลยทีเดียว เลวระดับเตะทั้งหมา ฆ่าทั้งแมว ไล่กระทืบยันรังมด (เว่อร์ละ) ซึ่งตรงนี้มองว่า คงเพราะเป็นหนังแหละ เลยจำเป็นต้องเลวปุ้บ ต้องให้เลวแบบสุดโต่งขนาดนี้ ในที่นี้ถ้าเราดูแต่ภาค 4–5–6 เราจะไม่มีทางเข้าใจตัวร้ายอย่างลอร์ดเวเดอร์เลย ว่ามาถึงจุดนี้ได้ยังไง! เอาง่ายๆกูเป็นลุค กูก็อดขนลุค (คนละลุกละมึง) ตามชื่อกูนี่ไม่ได้ละวะ

การกระทำของอนาคินหลังเข้าดาร์คไซด์นี่ก็จัดได้ว่าเลวสึด ไม่ได้น่ายกย่องหรือน่าให้อภัยแต่อย่างใด คือไม่ยอมรับความอ่อนแอของตัวเอง ความยโสที่คิดว่าตัวเองแน่ แล้วโดนอวยจากตัวร้ายอีก สุดท้ายด้วยความที่หน้ามืดตามัว ไม่ยอมรับว่าสิ่งที่ตัวเองคิดมันไม่ใช่ทางออกที่ดีเสมอไป มันเลยบึ้มมมมมม จากสุดหล่อกุกลายเป็นไอ้หน้ากาก ฮื่อ! T^T

ซึ่งสุดท้ายแล้วหนังก็แสดงให้เห็นว่า… ความรักก็กลับมาชนะความกลัว(ด้านมืด)จนได้ ชนะยังไง อยากให้ไปดูเอง T^T อะไรมันจะลิเก๊ลิเกได้ขนาดนี้ แต่ก็ชอบนะ 555

“ สู่ความเป็นจริง ”

ลองคิดดูนะ จากการที่คนดีๆคนนึงอย่างอนาคิน ยังเลือกที่จะก้าวเข้าสู่ด้านมืดจนเลวแบบสุดขั้ว ก็เพราะความกลัวที่จะสูญเสียคนรักไปอีกครั้ง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะคนเราทุกคน ล้วนมีทั้งด้านมืดและด้านสว่างอยู่ในตัวเอง และเรารู้สึกว่า การที่เราจะเลือกแสดงด้านไหนออกมา มันไมไ่ด้ขึ้นอยู่กับเราแค่คนเดียว… แต่มันรวมถึงพ่อแม่ คนรอบข้าง คนรอบตัวเรา ทุกคนที่รายล้อม สังคมที่หล่อหลอม พวกเค้าเคยยอมรับอีกมุมมองที่มันไม่ได้สวยงามของคุณบ้างมั้ย?

‘มืดและสว่าง เป็นเหมือนอีกด้านของกันและกัน’

จริงๆแล้ว เราแค่เลือกที่จะแสดงออกมาเท่านั้น การแสดงออกมันแค่ฉากหน้าที่ฉาบฉวยเท่านั้นเอง ลองถามความรู้สึกตัวเองดูจริงๆว่า มั่นใจแล้วหรอว่าเป็นคนที่สมบูรณ์พร้อม ไม่มีข้อเสียเลย ไม่เคยทำผิดเลย ไม่เคยคิดร้ายเลย ไม่เคยกลัวเลย คงไม่มีมั้ง ? ก็แล้วถ้ามันไม่ดี วันนี้เรายอมรับตัวเองและพร้อมจะปรับตัวแล้วรึยัง? หรือเราแค่กำลังพยายามฝังกลบมันเอาไว้ ทั้งๆที่มันก็ยังอยู่ที่เดิม ที่เมื่อพอเปิดออกมาแล้ว มันอาจจะทำลายทั้งตัวเราและคนรอบข้างแบบนี้หรอ?

… ซึ่งมันก็เหมือนๆกับที่เราเคยได้ยินเค้าพูดกันมาอยู่ประโยคนึง “อย่าเป็นคนดีเพราะคนอื่นบอกว่าเป็น” :’)