โอกาสครั้งสุดท้ายในการจ่ายภาษี กับนโยบายบัญชีชุดเดียวปี 2562

ชื่อหัวข้ออาจจะดูเหมือนชวนดราม่าไปสักหน่อย แต่นี่คือเรื่องจริงครับ เขียนจากประสบการณ์จริงในวันที่ 14 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา กับการทำหน้าที่เป็นพิธีกรงานเสวนา “มาตรการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการจัดทำบัญชีให้สอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงของกิจการ” มาครับ

โดยงานนี้เป็นการลงนามข้อตกลงร่วมกัน (MOU) ของ 5 หน่วยงานครับ ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และ กรมสรรพากร

แหม่… เขียนเหมือนจะเปิดสำนักข่าวยังไงอย่างนั้น แต่จริงๆ สิ่งที่จะสะท้อนให้เห็นก็คือ งานนี้ถือว่าเป็นอีกมุมหนึ่งที่จะทำให้เราเห็นถึงความร่วมมือของหน่วยงานทั้ง 5 หน่วยงานในการให้ความสำคัญของการทำบัญชีเดียวนั่นเองครับ

ถ้าใครขี้เกียจอ่าน… สามารถคลิกฟังได้ที่นี่เลยครับผม

ก่อนที่จะเข้าสู่ประเด็นสำคัญของเรืองบัญชีเดียว หรือ “มาตรการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการจัดทำบัญชีให้สอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงของกิจการ”ผมข้อย้อนอดีตไปที่กฎหมายฉบับเก่าสักหน่อย นั่นคือเคยมีการออกมาตรการจดแจ้งบัญชีเดียวในปี 2559 ออกมา โดยให้สิทธินิติบุคคล (บริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วน) ที่จดแจ้งบัญชีชุดเดียวในช่วงตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2559–15 มีนาคม 2559 จะไม่ถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลังตั้งแต่รอบบัญชีปี 2558 เป็นต้นไป

ใครสนใจรายละเอียดแบบเต็มๆ ของกฎหมายฉบับเดิม สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความด้านล่างนี้ครับ พรี่หนอมสรุปไว้ให้แล้ว

แต่สำหรับตัวมาตรการใหม่ที่เกิดขึ้นในปี 2562 นั้น ยังเป็นร่างกฎหมายอยู่นะครับ แต่คาดว่าจะมีการบังคับใช้เร็วๆนี้ ซึ่งหลักการที่สำคัญทั้งหมด 3 ข้อมีดังนี้ครับ

  1. สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ คือ การยกเว้นเบี้ยปรับเงินเพิ่ม และค่าปรับทางอาญาต่างๆ สำหรับภาษีประเภทต่อไปนี้ (แต่ไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี)
1. ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบที่เริ่มต้นในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2559–31 ธันวาคม 2560
2. ภาษีมูลค่าเพิ่มและธุรกิจเฉพาะ สำหรับเดือนมกราคม 2559 — เดือนก่อนร่างกฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับ 
3. อากรแสตมป์ทีต้องชำระเป็นตัวเงิน ที่ได้กระทำตั้งแต่ 1 มกราคม 2559 เป็นต้นไป

นอกจากนั้นยังมีการยกเว้นเงินเพิ่มสำหรับภาษีหัก ณ ทีจ่าย ทุกประเภทที่ต้องนำส่ง และเงินเพิ่มสำหรับการเสียอากรเป็นตัวเงินที่เกิดขึ้นตั้ง 1 มกราคม 2559 — วันก่อนร่างกฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับ

ถ้าให้พูดสั้นๆอีกที คือ ทั้งหมดนี้ต้องนำส่งภาษีให้ถูกต้องนั่นเองครับ…

2. คุณสมบัติของผู้ที่ได้รับสิทธิ คือ นิติบุคคล (บริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วน)

1. ต้องมีรายได้จากรอบบัญชี 12 เดือนล่าสุด (วันสุดท้ายของรอบบัญชีทีสิ้นสุดก่อน 30 กันยายน 2561) ไม่เกิน 500 ล้านบาท โดยนิติบุคคลดังกล่าวต้องยื่นภาษีเงินได้สำหรับรอบล่าสุดนี้ไว้เรียบร้อยก่อนกฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับ
2. ไม่โดนกรมสรรพากรร้องทุกข์ไว้ต่อพนักงานสอบสวน (หรือพูดง่ายๆว่าฟ้องร้อง) ว่าเป็นผู้ออกหรือผู้ใช้ใบกำกับภาษีไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีการกระทำผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้
3. ต้องไปลงทะเบียนและยื่นภาษี (ทั้งจำนวน ไม่มีสิทธิผ่อน) ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์วิธีที่กรมสรรพากรภายใน 30 มิถุนายน 2562

3. หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเพิ่มเติม หลักจากทำตามข้อ 1–2 ให้ถูกต้อง นั่นคือ ต้องมีสิทธิได้รับยกเว้นเบี้ยปรับเงินเพิ่ม และยื่นภาษีพร้อมกับจดแจ้งให้เรียบร้อย หลังจากนั้นต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีทุกแบบผ่านอินเตอร์เน็ตเป็นเวลา 12 เดือน ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2562–30 มิถุนายน 2563 ไปอีก 1 ปี

เหตุผลทั้งหมดนี้ คือ สิ่งที่กรมสรรพากรและหน่วยงานต่างๆ มองว่า ผู้เสียภาษีทุกคนควรจะเข้าสู่ระบบให้ถูกต้องนั่นเองครับ

ทีนี้มาดูประเด็นเพิ่มเติมจากการเสวนากันบ้างครับ โดยกรอบของคำถามที่พรี่หนอมได้รับหน้าที่หลักๆจะมีอยู่ 2 ข้อ นั่นคือ

  1. บัญชีชุดเดียว หรือ การทำบัญชีให้สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงนั้นมีความสำคัญยังไง?
  2. ทางหน่วยงานต่างๆทั้ง 5 หน่วยงานจะมีการสนับสนุนออกมาในรูปแบบไหนและอย่างไรบ้าง เพื่อให้ผู้ประกอบการหรือธุรกิจจัดทำบัญชีได้ถูกต้องจริง

ประเด็นสำคัญนั้นอยู่ตรงนี้นี่แหละครับ โดยแต่ละหน่วยงานก็ได้ให้คำตอบที่ดีและชัดเจนมากๆว่า การทำบัญชีชุดเดียวนั้นมีความสำคัญ คือ

  1. รู้ข้อมูลของธุรกิจตัวเองชัดเจน ใช้วางแผนในการจัดการกิจการได้
  2. สร้างโอกาสในการขอสินเชื่อ หรือ หาผู้ร่วมทุน จากข้อมูลที่ถูกต้อง จะทำให้เรามีโอกาสที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
  3. ป้องกันข้อผิดพลาดด้านภาษี การทำให้ถูกต้องจะทำให้เสียภาษีน้อยกว่า มีต้นทุนต่ำกว่า และแน่นอนว่ามีผลต่อการจัดกลุ่มผู้ประกอบการของกรมสรรพากรเช่นเดียวกันครับ (กลุ่มดี หรือ กลุ่มเสี่ยง)

ถ้าหากเรามองกรอบของการเชื่อมโยงในการทำธุรกิจ อาจจะเชื่อมโยงไปถึงการรู้เขารู้เรา และสร้างโอกาสในอนาคตได้ เพราะความเป็นจริงแล้วธุรกิจในประเทศไทยประกอบด้วย SMEs กว่า 90% ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตมากขึ้น เพียงแต่ต้องรู้ข้อมูลของตัวเองที่สามารถเอาไปใช้ต่อได้ด้วย และการทำบัญชีเดียวก็จะมาช่วยตอบโจทย์นี้นั่นเองครับ

ทีนี้มาส่วนของด้านการสนับสนุนกันบ้างครับ ถ้าหากมีการลงทะเบียนบัญชีชุดเดียวแล้ว จะมีการสนับสนุนอย่างไรบ้างนะครับ ผมขอแยกประเด็นสำคัญออกเป็นแต่ละหน่วยงานดีกว่า เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นครับ

  1. ธนาคารแห่งประเทศไทย : สนับสนุนโดยการเน้นให้ธนาคารพาณิชย์ต่างๆปล่อยสินเชือโดยการใช้ข้อมูลจริง หรืองบการเงินที่นำส่งกรมสรรพากรตั้งแต่ 1 มกราคม 2562 เป็นต้นไป โดยกลุ่มธุรกิจที่มีข้อเท็จจริงที่ดี ความเสียงต่ำ และข้อมูลจริง ย่อมมีโอกาสในการได้รับสินเชื่อในอัตราที่ต่ำกว่า (ขึ้นอยู่กับการพิจารณาข้อมูลต่างๆ ในการทำธุรกิจและข้อมูลงบการเงิน)
  2. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า : สนับสนุนในแง่ของการอบรมสัมมนาต่างๆ มากขึ้น รวมถึงมี Software และ Application ช่วยเหลือทีชื่อว่า Total Solution For SMEs สนับสนุนให้มีการใช้ระบบต่างๆเหล่านี้เพื่อให้ธุรกิจมีข้อมูลที่ชัดเจนและสามารถนำส่งงบการเงินได้ทันที นอกจากนั้นยังมีการเปิดช่องแก้ไขงบการเงินแบบ Fast Track ให้ กรณีที่มีการขออนุมัติตามร่างกฎหมายฉบับนี้ และต้องการแก้ไขงบการเงิน ก็จะมีช่องทางด่วนให้ส่งข้อมูลแก้ไขได้รวดเร็วขึ้นครับ
  3. สภาวิชาชีพบัญชี : สนับสนุนการแก้ไขงบการเงินของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี นักบัญชี และผู้สอบบัญชี โดยมีหนังสือซ้อมความเข้าใจให้แก้ไขงบการเงินออกมา และมีโปรแกรมอย่าง SMEs สบายใจ มาช่วยในการลงบัญชีให้ถูกต้องสำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี โดยสามารถส่งงบการเงินให้ทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือสรรพากรได้โดยตรงในอนาคตครับ
  4. คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มีการให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการให้ความช่วยเหลือในการประสานงานต่างๆ โดยออกมาในรูปแบบต่างๆ ทั้งแบบ ออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ SMEs ไทยมีความรู้มากขึ้น เพื่อนำไปพัฒนาและสร้างโอกาสในอนาคต
  5. กรมสรรพากร : ระบบการตรวจสอบต่างๆ จะแยกชัดระหว่างคนที่เสียภาษีถูกต้องกับคนที่เสียภาษีไม่ถูกต้อง มีการจัดเกณฑ์ที่ชัดเจนในการแบ่งแยกผู้เสียภาษี รวมถึงมีมาตรการในเชิงปราบปรามการทำผิดด้านภาษีมากขึ้น โดยที่ไม่เลือกปฎิบัติ

จะเห็นว่าภาพรวมของมาตรการนี้ มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกครั้งต่อนิติบุคคลไทย โดยเฉพาะ SMEs ที่กำลังมองว่าจะเอายังไงต่อไปเรื่องภาษี โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะทำให้ถูกต้องและปลอดภัยแล้วนะครับ

สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นจากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ นั่นคือ เรื่องของเทคโนโลยี ที่เข้ามาอำนวยความสะดวกในการทำงานของธุรกิจมากขึ้น ตรงนี้ก็เป็นอีกส่วนที่จะนำพาให้ธุรกิจเข้าระบบ รวมถึงมาตรการต่างๆที่กวดขันและเข้มข้นมากขึ้น นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องนำมาใส่ใจและตัดสินใจว่าเราจะเลือกเส้นทางไหน ระหว่างเส้นทางที่ถูกต้อง หรือ เส้นทางที่ถูกใจ

และถ้าหากเรื่องทั้งหมดที่ผมสรุปมาในตอนนี้เป็นความจริงขึ้นมาแล้วล่ะก็ ต่อไปนี้ธุรกิจที่ยังทำผิดกฎหมายจะอยู่อย่างลำบากขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอนครับ

นี่คือสิ่งที่ผมหวัง ในฐานะคนทำงานด้านภาษี และขอให้มันเป็นจริง เพื่อที่คนทำถูกต้องจะได้มีที่ยืนด้วยความภาคภูมิใจครับ