โอกาสครั้งสุดท้ายในการจ่ายภาษี กับนโยบายบัญชีชุดเดียวปี 2562

TAXBugnoms
Mar 17, 2019 · 3 min read
Image for post
Image for post

ชื่อหัวข้ออาจจะดูเหมือนชวนดราม่าไปสักหน่อย แต่นี่คือเรื่องจริงครับ เขียนจากประสบการณ์จริงในวันที่ 14 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา กับการทำหน้าที่เป็นพิธีกรงานเสวนา “มาตรการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการจัดทำบัญชีให้สอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงของกิจการ” มาครับ

โดยงานนี้เป็นการลงนามข้อตกลงร่วมกัน (MOU) ของ 5 หน่วยงานครับ ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และ กรมสรรพากร

Image for post
Image for post

แหม่… เขียนเหมือนจะเปิดสำนักข่าวยังไงอย่างนั้น แต่จริงๆ สิ่งที่จะสะท้อนให้เห็นก็คือ งานนี้ถือว่าเป็นอีกมุมหนึ่งที่จะทำให้เราเห็นถึงความร่วมมือของหน่วยงานทั้ง 5 หน่วยงานในการให้ความสำคัญของการทำบัญชีเดียวนั่นเองครับ

ถ้าใครขี้เกียจอ่าน… สามารถคลิกฟังได้ที่นี่เลยครับผม

ก่อนที่จะเข้าสู่ประเด็นสำคัญของเรืองบัญชีเดียว หรือ “มาตรการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการจัดทำบัญชีให้สอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงของกิจการ”ผมข้อย้อนอดีตไปที่กฎหมายฉบับเก่าสักหน่อย นั่นคือเคยมีการออกมาตรการจดแจ้งบัญชีเดียวในปี 2559 ออกมา โดยให้สิทธินิติบุคคล (บริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วน) ที่จดแจ้งบัญชีชุดเดียวในช่วงตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2559–15 มีนาคม 2559 จะไม่ถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลังตั้งแต่รอบบัญชีปี 2558 เป็นต้นไป

ใครสนใจรายละเอียดแบบเต็มๆ ของกฎหมายฉบับเดิม สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความด้านล่างนี้ครับ พรี่หนอมสรุปไว้ให้แล้ว

Image for post
Image for post

แต่สำหรับตัวมาตรการใหม่ที่เกิดขึ้นในปี 2562 นั้น ยังเป็นร่างกฎหมายอยู่นะครับ แต่คาดว่าจะมีการบังคับใช้เร็วๆนี้ ซึ่งหลักการที่สำคัญทั้งหมด 3 ข้อมีดังนี้ครับ

  1. สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ คือ การยกเว้นเบี้ยปรับเงินเพิ่ม และค่าปรับทางอาญาต่างๆ สำหรับภาษีประเภทต่อไปนี้ (แต่ไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี)

1. ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบที่เริ่มต้นในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2559–31 ธันวาคม 2560
2. ภาษีมูลค่าเพิ่มและธุรกิจเฉพาะ สำหรับเดือนมกราคม 2559 — เดือนก่อนร่างกฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับ
3. อากรแสตมป์ทีต้องชำระเป็นตัวเงิน ที่ได้กระทำตั้งแต่ 1 มกราคม 2559 เป็นต้นไป

นอกจากนั้นยังมีการยกเว้นเงินเพิ่มสำหรับภาษีหัก ณ ทีจ่าย ทุกประเภทที่ต้องนำส่ง และเงินเพิ่มสำหรับการเสียอากรเป็นตัวเงินที่เกิดขึ้นตั้ง 1 มกราคม 2559 — วันก่อนร่างกฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับ

ถ้าให้พูดสั้นๆอีกที คือ ทั้งหมดนี้ต้องนำส่งภาษีให้ถูกต้องนั่นเองครับ…

2. คุณสมบัติของผู้ที่ได้รับสิทธิ คือ นิติบุคคล (บริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วน)

1. ต้องมีรายได้จากรอบบัญชี 12 เดือนล่าสุด (วันสุดท้ายของรอบบัญชีทีสิ้นสุดก่อน 30 กันยายน 2561) ไม่เกิน 500 ล้านบาท โดยนิติบุคคลดังกล่าวต้องยื่นภาษีเงินได้สำหรับรอบล่าสุดนี้ไว้เรียบร้อยก่อนกฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับ

2. ไม่โดนกรมสรรพากรร้องทุกข์ไว้ต่อพนักงานสอบสวน (หรือพูดง่ายๆว่าฟ้องร้อง) ว่าเป็นผู้ออกหรือผู้ใช้ใบกำกับภาษีไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีการกระทำผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้

3. ต้องไปลงทะเบียนและยื่นภาษี (ทั้งจำนวน ไม่มีสิทธิผ่อน) ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์วิธีที่กรมสรรพากรภายใน 30 มิถุนายน 2562

3. หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเพิ่มเติม หลักจากทำตามข้อ 1–2 ให้ถูกต้อง นั่นคือ ต้องมีสิทธิได้รับยกเว้นเบี้ยปรับเงินเพิ่ม และยื่นภาษีพร้อมกับจดแจ้งให้เรียบร้อย หลังจากนั้นต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีทุกแบบผ่านอินเตอร์เน็ตเป็นเวลา 12 เดือน ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2562–30 มิถุนายน 2563 ไปอีก 1 ปี

เหตุผลทั้งหมดนี้ คือ สิ่งที่กรมสรรพากรและหน่วยงานต่างๆ มองว่า ผู้เสียภาษีทุกคนควรจะเข้าสู่ระบบให้ถูกต้องนั่นเองครับ

Image for post
Image for post

ทีนี้มาดูประเด็นเพิ่มเติมจากการเสวนากันบ้างครับ โดยกรอบของคำถามที่พรี่หนอมได้รับหน้าที่หลักๆจะมีอยู่ 2 ข้อ นั่นคือ

  1. บัญชีชุดเดียว หรือ การทำบัญชีให้สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงนั้นมีความสำคัญยังไง?
  2. ทางหน่วยงานต่างๆทั้ง 5 หน่วยงานจะมีการสนับสนุนออกมาในรูปแบบไหนและอย่างไรบ้าง เพื่อให้ผู้ประกอบการหรือธุรกิจจัดทำบัญชีได้ถูกต้องจริง

ประเด็นสำคัญนั้นอยู่ตรงนี้นี่แหละครับ โดยแต่ละหน่วยงานก็ได้ให้คำตอบที่ดีและชัดเจนมากๆว่า การทำบัญชีชุดเดียวนั้นมีความสำคัญ คือ

  1. รู้ข้อมูลของธุรกิจตัวเองชัดเจน ใช้วางแผนในการจัดการกิจการได้
  2. สร้างโอกาสในการขอสินเชื่อ หรือ หาผู้ร่วมทุน จากข้อมูลที่ถูกต้อง จะทำให้เรามีโอกาสที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
  3. ป้องกันข้อผิดพลาดด้านภาษี การทำให้ถูกต้องจะทำให้เสียภาษีน้อยกว่า มีต้นทุนต่ำกว่า และแน่นอนว่ามีผลต่อการจัดกลุ่มผู้ประกอบการของกรมสรรพากรเช่นเดียวกันครับ (กลุ่มดี หรือ กลุ่มเสี่ยง)

ถ้าหากเรามองกรอบของการเชื่อมโยงในการทำธุรกิจ อาจจะเชื่อมโยงไปถึงการรู้เขารู้เรา และสร้างโอกาสในอนาคตได้ เพราะความเป็นจริงแล้วธุรกิจในประเทศไทยประกอบด้วย SMEs กว่า 90% ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตมากขึ้น เพียงแต่ต้องรู้ข้อมูลของตัวเองที่สามารถเอาไปใช้ต่อได้ด้วย และการทำบัญชีเดียวก็จะมาช่วยตอบโจทย์นี้นั่นเองครับ

ทีนี้มาส่วนของด้านการสนับสนุนกันบ้างครับ ถ้าหากมีการลงทะเบียนบัญชีชุดเดียวแล้ว จะมีการสนับสนุนอย่างไรบ้างนะครับ ผมขอแยกประเด็นสำคัญออกเป็นแต่ละหน่วยงานดีกว่า เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นครับ

  1. ธนาคารแห่งประเทศไทย : สนับสนุนโดยการเน้นให้ธนาคารพาณิชย์ต่างๆปล่อยสินเชือโดยการใช้ข้อมูลจริง หรืองบการเงินที่นำส่งกรมสรรพากรตั้งแต่ 1 มกราคม 2562 เป็นต้นไป โดยกลุ่มธุรกิจที่มีข้อเท็จจริงที่ดี ความเสียงต่ำ และข้อมูลจริง ย่อมมีโอกาสในการได้รับสินเชื่อในอัตราที่ต่ำกว่า (ขึ้นอยู่กับการพิจารณาข้อมูลต่างๆ ในการทำธุรกิจและข้อมูลงบการเงิน)
  2. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า : สนับสนุนในแง่ของการอบรมสัมมนาต่างๆ มากขึ้น รวมถึงมี Software และ Application ช่วยเหลือทีชื่อว่า Total Solution For SMEs สนับสนุนให้มีการใช้ระบบต่างๆเหล่านี้เพื่อให้ธุรกิจมีข้อมูลที่ชัดเจนและสามารถนำส่งงบการเงินได้ทันที นอกจากนั้นยังมีการเปิดช่องแก้ไขงบการเงินแบบ Fast Track ให้ กรณีที่มีการขออนุมัติตามร่างกฎหมายฉบับนี้ และต้องการแก้ไขงบการเงิน ก็จะมีช่องทางด่วนให้ส่งข้อมูลแก้ไขได้รวดเร็วขึ้นครับ
  3. สภาวิชาชีพบัญชี : สนับสนุนการแก้ไขงบการเงินของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี นักบัญชี และผู้สอบบัญชี โดยมีหนังสือซ้อมความเข้าใจให้แก้ไขงบการเงินออกมา และมีโปรแกรมอย่าง SMEs สบายใจ มาช่วยในการลงบัญชีให้ถูกต้องสำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี โดยสามารถส่งงบการเงินให้ทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือสรรพากรได้โดยตรงในอนาคตครับ
  4. คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มีการให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการให้ความช่วยเหลือในการประสานงานต่างๆ โดยออกมาในรูปแบบต่างๆ ทั้งแบบ ออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ SMEs ไทยมีความรู้มากขึ้น เพื่อนำไปพัฒนาและสร้างโอกาสในอนาคต
  5. กรมสรรพากร : ระบบการตรวจสอบต่างๆ จะแยกชัดระหว่างคนที่เสียภาษีถูกต้องกับคนที่เสียภาษีไม่ถูกต้อง มีการจัดเกณฑ์ที่ชัดเจนในการแบ่งแยกผู้เสียภาษี รวมถึงมีมาตรการในเชิงปราบปรามการทำผิดด้านภาษีมากขึ้น โดยที่ไม่เลือกปฎิบัติ
Image for post
Image for post

จะเห็นว่าภาพรวมของมาตรการนี้ มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกครั้งต่อนิติบุคคลไทย โดยเฉพาะ SMEs ที่กำลังมองว่าจะเอายังไงต่อไปเรื่องภาษี โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะทำให้ถูกต้องและปลอดภัยแล้วนะครับ

สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นจากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ นั่นคือ เรื่องของเทคโนโลยี ที่เข้ามาอำนวยความสะดวกในการทำงานของธุรกิจมากขึ้น ตรงนี้ก็เป็นอีกส่วนที่จะนำพาให้ธุรกิจเข้าระบบ รวมถึงมาตรการต่างๆที่กวดขันและเข้มข้นมากขึ้น นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องนำมาใส่ใจและตัดสินใจว่าเราจะเลือกเส้นทางไหน ระหว่างเส้นทางที่ถูกต้อง หรือ เส้นทางที่ถูกใจ

และถ้าหากเรื่องทั้งหมดที่ผมสรุปมาในตอนนี้เป็นความจริงขึ้นมาแล้วล่ะก็ ต่อไปนี้ธุรกิจที่ยังทำผิดกฎหมายจะอยู่อย่างลำบากขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอนครับ

นี่คือสิ่งที่ผมหวัง ในฐานะคนทำงานด้านภาษี และขอให้มันเป็นจริง เพื่อที่คนทำถูกต้องจะได้มีที่ยืนด้วยความภาคภูมิใจครับ

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade

Get the Medium app

A button that says 'Download on the App Store', and if clicked it will lead you to the iOS App store
A button that says 'Get it on, Google Play', and if clicked it will lead you to the Google Play store