10 เรื่องภาษีที่ผมได้เรียนรู้จากงาน ITAX insider

TAXBugnoms
Nov 4 · 3 min read

เมื่อวันอาทิตย์ 3 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปเข้าร่วมฟังงาน Workshop กับทาง iTAX insider มาครับ (บรรยายโดย ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ CEO iTAX) ซึ่งงานนี้เป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อแชร์ข้อมูลเจาะลึก แบบ exclusive จากทาง iTAX เพื่อให้นักวางแผนการเงินได้รับข้อมูลที่แท้จริงในการวางแผนภาษีเพื่อประโยชน์สำหรับลูกค้า

โดยไฮไลท์ของงานนี้คือการเปิดตัวเครื่องมือวางแผนภาษีตัวใหม่ของ iTAX ที่มีชื่อ iTAX Canvas เพื่อช่วยให้การสื่อสารระหว่างนักวางแผนการเงินและลูกค้ามีมาตรฐาน ลดความผิดพลาด และสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกันได้ดีขึ้น ซึ่งมอบไว้ให้เฉพาะนักวางแผนการเงินที่เข้าร่วมงาน iTAX insider นี้เท่านั้นอีกด้วย

ไหนๆ ก็ได้ไปฟังมาแล้ว เลยขอนำข้อมูลบางอย่างที่ได้รับจากงานนี้มาเล่าสู่กันฟังครับว่า ผมได้อะไรจากงานนี้บ้าง? และมุมมองของผมที่มีต่อการวางแผนภาษีเป็นอย่างไร?

ถ้าใครขี้เกียจอ่าน คลิกฟังในพอสแคสท์ตอนล่าสุดได้เลยครับผม


ออกตัวไว้ก่อนว่า สิ่งสำคัญที่ผมได้เรียนรู้ทั้งหมดมีมากมายนะครับ แต่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของทางผู้จัดงาน ผมขออนุญาตแชร์ข้อมูลบางส่วนเท่านั้น ถ้าใครอยากจะเรียนรู้เพิ่มเติมก็สามารถติดตามได้จากทางเพจ ITAX Thailand ครับผม

เอาล่ะครับ เรามาดูกันต่อว่า 10 เรื่องที่ผมได้รู้หลังจากเรียนเรื่องภาษี กับทาง ITAX insider นั้นมีอะไรบ้าง ?

1.มุมมองต่อเรื่องของภาษีส่งผลต่อการตัดสินใจวางแผนภาษี เช่น ถ้าหากเรามองว่าภาษี = ต้นทุนของเรา อะไรที่เราลดได้ ก็ทำให้เราประหยัดต้นทุนลง หรือถ้าเรามองว่าภาษีเป็นหน้าที่ที่ต้องจ่าย เราก็จะมองในมุมมองว่า เราต้องรู้ว่าตัวเองต้องทำอะไรบ้าง?

ดังนั้นสิ่งสำคัญ (ในมุมมองผม) คือ การมีมุมมองต่อเรื่องของภาษีที่เราใส่ใจ ยิ่งเรามองแบบไหน เราจะปฎิบัติต่อมันแบบนั้นนั่นเองครับ ซึ่งตรงนี้ก็ทำให้เราต้องกลับมาถามตัวเองว่า เรามองภาษีแบบไหน? และเราจะใช้วิธีการแบบไหนในการจัดการ

2.สิ่งที่ผลต่อความรู้สึกต่อภาษี นั่นคือ นิสัยของภาษี (ทาง ITAX ใช้คำนี้เลย) ได้แก่

2.1 เปลี่ยนแปลงบ่อย เพราะมีการผูกกับนโยบายภาครัฐต่างๆ ในการควบคุมหรือออกฎหมาย ทำให้เราต้องติดตามภาษีอย่างต่อเนื่อง เพราะเรื่องแต่ละเรื่องก็ไม่เหมือนกัน

2.2 เข้าใจยาก กฎหมายภาษีชื่อประมวลรัษฏากร มีการประกาศใช้มาหลายปีแล้ว (เกือบ 100 ปี) บางคำในข้อกฎหมายเลิกใช้ไปแล้ว เช่น ปีประดินทิน (ปีปฎิทิน)

2.3 กฎหมายเยอะ เนื่องจากกฎหมายเยอะหลายฉบับ ต้องทำความเข้าใจ มีกฎหมายลูกออกมามากมายเต็มไปหมด ไม่ใช่ว่าจะอ่านฉบับเดียวแล้วจบได้เหมือนกฎหมายประเภทอื่นๆ ดังนั้นต้องใช้แรงและพลังเยอะมากในการทำความเข้าใจ

3. คำถามที่น่าสนใจ คือ ทำไมต้องเสียภาษี? ถ้าให้ตอบง่ายๆ คือ เป็นกฎหมาย ถ้าไม่ทำ ย่อมต้องถูกลงโทษ ซึ่งภาครัฐใช้นโยบายตรงนี้เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมต่างๆของประชาชนอย่างที่บอกไป

โดยการบริหารจัดการจะอยู่ที่ทฤษฏี คือ Laffer Curve ที่เป็นกราฟแสดงความสัมพันธ์ของ รายได้ของรัฐ กับ อัตราภาษี ในรูปพาราโบลา นั่นคือ ถ้ารัฐเก็บภาษีในอัตราที่สูงเกินไป รายได้ของรัฐก็จะน้อยลง ดังนั้นรัฐต้องบริหารจัดการเก็บภาษีตรงนี้ให้ดีครับ

โดยรัฐอาจจะเลือกใช้ตัวนี้เป็นการลดแรงจูงใจของประชาชน หรือใช้ควบคุมพฤติกรรมด้วย เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ถ้ารัฐตัดสินใจเก็บภาษีเหล้าสูงเกินไป คนหันไปบริโภคเหล้าเถื่อนมากขึ้น ถ้าภาษีมากขึ้นเกินไป ทำให้เกิดความคุ้มค่าในการเลี่ยงภาษี ต้นทุนเลี่ยงภาษีถือว่าคุ้ม

ตรงนี้จะวนกลับไปที่เรื่องของมุมมองและแนวคิดต่อภาษีของเรา นั่นคือ ความคุ้มค่าที่เกิดขึ้นในการตัดสินใจเลี่ยงภาษีนั้น มันคุ้มค่าจริงหรือไม่ ถ้าเริ่มจะคุ้มค่าก็ทำให้คนมีแรงจูงใจหลีกเลี่ยงภาษีมากขึ้นนั่นเองครับ

4. ในมุมของนักวางแผนการเงิน ต้องเข้าใจคน (ลูกค้า) ว่าลูกค้ารู้สึกว่าต้นทุนในการวางแผนภาษีตรงนี้มันสูงไหม และการเลี่ยงภาษีคุ้มค่าหรือเปล่า นั่นคือสิ่งที่ต้องสะท้อนให้เห็น ถ้าลูกค้ารับได้คือจบ มันไม่สามารถตัดสินได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง

ในมุมมองผม มองว่าตรงนี้เป็นอีกประเด็นสำคัญ เพราะอาชีพนักวางแผนการเงินคือทำงานตามความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก แต่คำแนะนำของเราก็ช่วยให้ลูกค้าทำงานดีขึ้น ดังนั้นต้องบริหารจัดการให้ดีครับ ทั้งเงินที่ประหยัดภาษี และความต้องการของลูกค้า

5. การจัดการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเริ่มจากความหมาย โดยเริ่มต้นจากทำความเข้าใจว่า มันประกอบด้วยคำสามคำ คือ ภาษี + เงินได้ + บุคคลธรรมดา นั่นแปลว่า บุคคลธรรมดามีเงินได้ต้องเสียภาษี

ยกตัวอย่างเช่น การเอาหมาไปเข้าฉาก รายได้ต้องเป็นของเจ้าของหมา เพราะหมาเป็นทรัพย์สินของบุคคลธรรมดา รายได้นั้นจึงต้องเสียภาษีในนามบุคคลคนนั้น

หรือนิยามคำว่า เงินได้ คือ อะไรก็ได้ที่ทำให้เรารวยขึ้น? อะไรก็ตามที่ทำให้เรามีมากขึ้น ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี

ประเด็นสำคัญในส่วนนี้ คือ ถ้าทุกอย่างชี้แจงได้มีคำตอบครบถ้วนย่อมแปลว่าโอเค นี่แก่นของการประเมินของเจ้าพนักงานสรรพากร ดังนั้น เราต้องมีคำตอบของคำถามและหลักฐานที่ชัดเจนคือสิ่งที่สำคัญ

6. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีวิธีคำนวณหลักจาก เงินได้สุทธิ x อัตราภาษี ซึ่งเงินได้สุทธินั้นมาจาก เงินได้-ค่าใช้จ่าย-ค่าลดหย่อน ซึ่งแนวทางในการวางแผนภาษีนั้นจะสัมพันธ์กับ 3 ตัวนี้ (ลดรายได้ เพิ่มค่าใช้จ่าย และเพิ่มค่าลดหย่อน)

โดยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ถือว่าเป็น ภาษีทางตรง = ผลักภาระให้คนอื่นไม่ได้ ทุกครั้งที่มีคนจ่ายให้ต้องถือเป็นเงินได้ของเราในการคำนวณภาษี โดยยึดหลักคำว่า เกณฑ์เงินสด = รับรู้เมื่อได้รับเงินว่าเป็นรายได้เมื่อไร (Cash basis) ดังนั้นถ้ารับเงินเมื่อไร ถือเป็นรายได้วันนั้นทันที อันนี้คือหลักการเบื้องต้นที่ต้องทำความเข้าใจ เพื่อใช้วางแผนภาษี

7. ความสัมพันธ์ของการคำนวณภาษีและแรงจูงใจในการวางแผนภาษีนั้น สะท้อนอะไรบางอย่าง อย่างเช่น มุมมองว่าค่าลดหย่อนนั้นจริงๆมีไว้เพื่อบรรเทาภาระภาษี แต่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ตัวค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาทก็จะเห็นว่าจริงๆเราไม่สามารถใช้เงินเดือนละ 5,000 บาทได้จริงหรอก มันมากกว่านั้น

การวางแผนลดหย่อนภาษีต่างๆ จึงต้องดูจากความเหมาะสมและความสัมพันธ์ โดยแบ่งคนที่รายได้และความรู้ภาษี ออกเป็น 4 กลุ่ม

ความรู้น้อย รายได้น้อย = ไม่มีความจำเป็น
ความรู้น้อย รายได้มาก = ต้องการตัวช่วย

ความรู้มาก รายได้น้อย = ไม่มีเงิน
ความรู้มาก รายได้มาก = จัดการตัวเองได้

ดังนั้น กลุ่มเป้าหมาย คือ คนที่รู้น้อย รายได้มาก คำถามสั้นๆ ที่เช็คว่าเป็นคนแบบนี้หรือไม่ นั่นคือ คำถามว่า คุณมีวิธีการจัดการภาษียังไงแบบไหนบ้าง?

8. โดยหลักการวางแผนภาษีทาง ITAX insider แนะนำนั้น เป็นหลักการที่ถูกต้องตามกฎหมาย นั่นคือ รายได้ที่ใช้ในการคำนวณภาษีแบบไหนได้ประโยชน์ที่สุด เป็นค่าใช้จ่ายแล้วไม่ต้องคำนวณภาษีต่อได้ไหม? แนวทางการค่าใช้จ่ายตามกฎหมายที่ให้สิทธิตามแต่ละประเภทของรายได้ และการใช้สิทธิค่าลดหย่อนให้ถูกต้องครบถ้วนตามแนวทางที่กฎหมายกำหนด

โดยส่วนที่ผมชอบในการ Workshop ครั้งนี้ คือ ความสัมพันธ์ของเทคนิคในการวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เช่น

รายได้ คุณรู้ไหมว่า การจ่ายเงินเดือนแบบเหมารวมค่าใช้จ่ายกับการเบิกจ่ายมีความสัมพันธ์แตกต่างกันอย่างไร ตรงไหนคุ้มค่ามากกว่า

ค่าใช้จ่าย รายได้แต่ละประเภทที่สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้นั้น มันมีความสัมพันธ์ที่แตกต่างกัน ตามประเภทของรายได้ การหาโอกาสเป็นรายได้ประเภทที่หักค่าใช้จ่ายได้มากกว่าย่อมจะดีกว่า และสามารถทำได้ แต่บางทีก็ไม่ใช่ว่าจะสามารถใช้สิทธินี้แล้วคุ้มค่าตลอด ต้องดูหลายอย่างประกอบกันด้วย

เงินได้ที่ต้องเสียภาษีมีผลต่อฐานในการซื้อ LTF RMF และประกันแบบบำนาญ การใช้สิทธิร่วมกันระหว่าง PVD RMF (เพดานของการวางแผนเกษียณรวมกันไม่เกิน 500,000 บาท) และความสัมพันธ์ระหว่างเบี้ยประกันชีวิตและประกันแบบบำนาญที่จ่ายได้สูงสุด 300,000 บาท แนวคิดและวิธีการตัดสินใจต่างๆ

9. สิ่งที่ผมประทับใจในงานสัมมนานี้ นั่นคือนอกเหนือจากเรืองของการวางแผนภาษี ยังมีเกร็ดความรู้อื่นๆ ที่ทำให้เราได้เรียนรู้เพิ่มเติมอีก เช่น

  1. ประชากรไทย 67 ล้านคน มีผู้ที่ต้องยื่นภาษี 15 ล้านคน ยื่นภาษีจริงประมาณ 11 ล้านคน โดยมีผู้ที่เกิดภาระภาษีประมาณ 4–5 ล้านคน และผู้มีรายได้จากงานประจำอย่างเดียว ประมาณ 3 ใน 4 ที่ต้องยื่นภาษี
  2. จำนวนคนขอคืนเงินภาษีมีจำนวน 3.3 ล้านคน ปีๆหนึ่งใช้ต้นทุนในการส่งคืนภาษีประมาณ 20–30 บาทต่อคน (ในกรณีคืนเป็นเช็ค) ถ้าหากรัฐไม่ต้องเสียต้นทุนทางด้านภาษีจะทำให้ประหยัดไปได้เยอะ จึงเป็นที่มาของการคืนภาษีผ่านพร้อมเพย์
  3. นอกจากนั้นยังมีคนประมาณ 5.5 แสนคนที่ไม่ขอคืนภาษี นั่นแปลว่ายังมีหลายคนที่ยังไม่รู้เรื่องภาษี และสามารถขอคืนได้ ซึ่งตรงนี้สามารถขอคืนได้ภายใน 3 ปี (นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด)
  4. กรมสรรพากรบอกว่า คนขอคืนกับการตรวจสอบมีอัตราส่วน 80/20 คนที่อยู่ใน 20% นี่คือกลุ่มที่ต้องมีการตรวจสอบ (เรามักจะเจอคนในกลุ่มนี้มากกว่า ซึ่งก็เพราะว่าน่าจะเป็นคนขอคืนเงินในจำนวนที่สูงกว่า)

10. ถ้าหากเราถามใครสักคนว่า ทำไมต้องวางแผนภาษี? เหตุผลแต่ละคนต่างกัน บางคนเอาภาษีนำ คืออยากได้คืนภาษีก่อน อย่างอื่นไม่สนใจ แต่บางคนอาจจะเอาเป้าหมายนำ แล้วได้ภาษีเป็นผลตอบแทน ซึ่งแล้วแต่เลยใครจะมองแบบไหนก็ไม่ผิด เป็นสิทธิที่เราสามารถทำได้ตามกฎหมาย

แต่ประเด็นสำคัญ คือ
ค่าใช้จ่ายในการจัดการต้องประหยัดก่อนที่จะวางแผนภาษี

โดยทฤษฏีที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรม นั่นคือ B = M+A+T

โดย B = Behevior / M = Motivation / A = Ability / T = Trigger หรือสรุปได้ว่าพฤติกรรมเกิดจากองค์ประกอบสามอย่าง ได้แก่แรงจูงใจ ความสามารถ และสิ่งเร้า ยกตัวอย่างเช่น การรับโทรศัพท์ คือ ผลลัพธ์ ต้องเกิดจากความอยากรับสาย เราสามารถรับสายและเสียงที่ดังของโทรศัพท์มันคือสิ่งเร้าให้รับ และประเด็นสำคัญ คือ ถ้าขาดตัวใดตัวหนึ่งในสามตัวนี้ไป B จะไม่เกิดขึ้นเลย

ในมุมมองของการวางแผนภาษี M = เห็นประโยชน์ที่ดีขึ้น A = สามารถวางแผนได้ รู้สึกว่าตัวเองทำได้จริง และ T = มีคนมาบอกหรือทำให้รู้ว่ามันเร้า ถ้ารู้ว่ามันดี?

ดังนั้น สิ่งที่ทำให้คนไม่ตัดสินใจวางแผนภาษี จะประกอบด้วย

  1. ไม่รู้ว่าอะไรลดหย่อนภาษีได้บ้าง? เมือไม่รู้จึงไม่ทำ หรือโยนให้เป็นภาระคนอื่นทำให้ เพราะรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่อยากยุ่ง ไม่อยากทำ (รู้สึกว่าตัวเองมีความสามารถไม่ถึง — A) = ถ้าเขารู้ อาจจะทำ
  2. รู้สึกว่าใช้งบประมาณสูงเกินไป (เปลือง) แต่ปัญหาคือไม่มีเงิน — A เหมือนกัน
  3. ทางเลือกการลงทุนอื่นได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

อย่างที่บอกไปว่านักวางแผนการเงิน กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คือ คนที่รู้น้อย รายได้มาก โดยเราจะรู้ได้โดยการถามนั่นเองว่ามีวิธีการจัดการภาษียังไงแบบไหนบ้าง?

โดยสิ่งสำคัญในการตัดสิน คือ ความเชื่อใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวางแผนการเงินควรให้ความสำคัญที่สุด เพราะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจ

แต่ความเชื่อใจมีที่มาจากฮอร์โมน Oxytocin คือ ฮอร์โมนแห่งความเชื่อใจ โดยเกิดขึ้นด้วยสาเหตุว่า เรารู้สึกสบายใจกับใครบางคน

หลักการสำคัญ คือ ถ้าอีกฝั่งหนึ่งสัมผัสได้ว่าเราเป็นผู้ให้ ไม่ใช่ผู้รับ ดังนั้นถ้าเราทำหน้าที่ให้ข้อมูล ส่วนเขาเอามาตัดสินใจ ถ้าเราตั้งใจด้วยจุดนี้ได้ มันจะออกมาทางการกระทำ ซึ่งทำให้เกิดการเปิดรับและเข้าใจได้ และให้เวลากับเขาอย่างเต็มที่

นอกจากนั้น การให้ข้อมูลที่เขาไม่รู้ (เพื่อทำให้เขารู้) เช่น การใช้สิทธิค่าลดหย่อนซ้ำซ้อนกัน อย่างค่าลดหย่อนคู่สมรส และค่าลดหย่อนมารดา เนื่องจากมีสองสถานะ สามารถใช้แยกจากกันได้ หรือการให้ความรู้นอกจากการซื้อประกันออมทรัพย์อย่างเดียว

ในขณะที่ผู้รับมีความเชื่อใจจากกรณีฮอร์โมน Oxytocin ทางฝั่งผู้ให้จะได้รับฮอร์โมน Serotonin ทำให้รู้สึกภูมิใจว่าเราได้อะไรบางอย่างกับใครบางคน ดังนั้นคำว่ายิ่งให้ยิ่งได้อาจจะมาจากสาเหตุนี้ (อันนี้มาจากมุมมองผมเอง 55)

นอกจากนั้น ฮอร์โมนที่ทำให้คนไม่เชือใจกันนั่นคือ Cortisol เป็นฮอร์โมนแห่งความหวาดระแวง ที่มนุษย์มีไว้เพื่อเอาตัวรอด ซึ่งทำให้เราเอาตัวรอด ณ สถานการณ์นั้นๆ ออกไป ตรงนี้คือสิ่งที่นักวางแผนการเงินทั้งหลายต้องสังเกตให้ดีครับ

ท้ายที่สุดแล้ว จากงานสัมมนาในวันนี้ ในมุมมองของผมเอง มองว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการวางแผนภาษีในฐานะนักวางแผนการเงินต้องประกอบด้วย 2 ข้อสำคัญ นั่นคือ ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าว่าต้องการอะไรแบบไหน และความสามารถของเราที่มากเพียงพอทำให้เขาเชื่อใจ ทั้งความรู้ ทัศนคติ และแนวคิดต่างๆกันไป

และบางทีมันจะมีประโยชน์มากกว่าเงินภาษีที่ประหยัดได้อีกด้วยครับ

TAXBugnoms

Written by

ความรู้เรื่อง #ภาษี #บัญชี #การเงิน ในรูปแบบภาษาคน

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade