München is Munich #012

มึนเชิน หรือ มิวนิค เมืองหลวงของรัฐไบเอิร์น หรือ บาเยิร์น หรือ บาวาเรีย (หลายชื่อมาก เรียกไม่ถูกเลย)

วันนี้ต้องย้ายประเทศกันแล้ว เนื่องจาก Salzburg อยู่ติดกับ Munich เหมือนเป็นชายแดนระหว่าง 2 ประเทศ ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถใช้บัตร Bayern ที่เป็นตั๋วสำหรับเดินทางในรัฐบาวาเรีย เดินทางไปมาระหว่าง Salzburg กับเยอรมันได้

เพื่อไม่ให้เสียเวลา พวกเราได้ศึกษาวิธีการกดตั๋วจากตู้ DB Ticket Machine มาแล้วเมื่อวาน จึงใช้เวลาไม่นานนักก็ได้ตั๋ว Bayern ที่สามารถใช้เดินทางด้วยรถสาธารณะในรัฐบาวาเรียได้ทั้งวัน ราคาสำหรับ 2 คน ก็ €28 ถ้ามีเพื่อนมาอีกคนก็บวกเพิ่มอีก 5€ สูงสุดได้ 5 คน แต่มีข้อแม้นิดนึงว่าถ้าเป็นวันธรรมดาจะเริ่มใช้ได้ตั้งแต่ 9 โมงเช้าเป็นต้นไป ถ้าเป็นวันหยุดจะใช้ได้เช้ากว่านั้นคือตั้งแต่ ตี3 เป็นต้นไป และวันนี้เป็นวันศุกร์เลยเป็นเหตุผลที่ไม่ต้องตื่นเช้ามากนัก แต่คำนวณเวลาผิดเลยมีเวลาทานข้าวเยอะเลย

เนื่องจากไม่ได้มีการจองที่นั่งก็ต้องเดินหาที่ว่างเอาเอง ระหว่างทางก็มีหลับบ้าง ตื่นบ้าง และก็คุยกันไป กุ๊กกิ๊กกันไป (ไม่น่าใช่อารมณ์นี้นะ)

“ถึงแล้ว ๆ” เสียงเพื่อนดังขึ้นมา และก็รีบลุกไปเอากระเป๋า พอลงจากรถไฟเท่านั้นแหละ

“ยังไม่ใช่สถานีนี้อะ ชื่อตัวหน้าใช่แล้ว แต่ตัวหลังไม่ใช่นะ” นี่ลงผิดสถานีแล้วจะทำยังไงต่อดี เริ่มสติหาย พอตั้งสติได้ก็พบว่าเข้ามาอยู่ในลิฟต์ละ แต่เดี๋ยวนะจะไปไหน หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดูสถานีนี้ห่างจากสถานีปลายทางอีกกี่สถานี ก็พบว่าอีกแค่สถานีเดียว อ้าวแล้วขบวนถัดไปหละ อีก 3 นาที พอลิฟต์เปิดเราไม่ออก คุณป้าที่ลงมาด้วยก็หันมาถาม

“ไม่ออกหรอหนู จะไปไหนหละ”

“มึนเชินค่ะ”

“ขึ้นไปสถานีนี้แหละ”

“ค่ะๆ” และลิฟต์ก็ปิดไปพร้อมกับเสียง “ขอบคุณค่ะ”

ช่างมีน้ำใจจริงๆ ยังอุส่าหันมาถามด้วยความเป็นห่วง

พอลิฟต์เปิดรถไฟก็มา ลองนึกภาพผู้หญิงตัวเล็กๆ 2 คนต้องลากกระเป๋าออกจากลิฟต์และรีบลากขึ้นรถไฟอีกรอบ ถึงตอนนี้ทุกคนอาจสงสัย แล้วขึ้นไปโดยไม่ต้องมีตั๋วหรอ อย่างที่บอกวันนี้เรามี Bayern Ticket จะลงผิดและขึ้นใหม่กี่รอบก็ได้

ในที่สุดก็มาถึง München hbf ว่าแต่นี่เราอยู่ในสถานีหรือออกมาข้างนอกแล้ว เดินลากกระเป๋ามาไกลพอประมาณเหมือนจะออกมาแล้ว แต่เดี๋ยวนะนี่ยังมีรถไฟจอดชานชลาอยู่ด้วย สรุปยังอยู่ในสถานี คือสถานีใหญ่มาก

ตั้งแต่เดินทางจากวันแรกจนถึงวันนี้ รู้สึกระวังตัวมากขึ้นก็ตอนมาลงทีนี่ ตอนที่เดินออกมาหน้าสถานี มีคนหลากหลายหน้าตา ส่วนใหญ่เป็นแขกขาว มีมานั่งขอทาน มายืน มาเดินกันเต็มไปหมด

เดินหาที่พักกันสักพักก็เจอ ที่พักอยู่ห่างจากหน้าสถานีไม่มาก แต่ด้วยสถานีใหญ่มากออกผิดประตูเลยเดินยาวเลย

ที่นี่ดีอย่างนึงถึงแม้ว่ายังไม่ถึงเวลา Check In แต่ห้องพร้อมแล้วเค้าก็ให้เข้าเลย ขอไปพักผ่อนก่อนออกเที่ยว ตอนเปิดประตูห้องก็เกิดปัญหาขึ้น พยายามเปิดห้องอยู่กว่า 10 นาที ก็เปิดไม่ได้ หันซ้ายหันขวาก็ไม่มีใครผ่านมา เลยต้องวิ่งลงไปที่ Reception ขอความช่วยเหลือ สักพักมีเจ้าหน้าที่เดินมาพร้อมรอยยิ้ม และบอกว่า

“คนจีน คนเกาหลี คนเอเชียที่มาพักไม่มีใครเปิดได้ซักคน” แล้วก็หัวเราะ อารมณ์ดีจริงๆ

“เปิดแบบนี้นะ ดูดีๆ เสียบกุญแจ หมุนแล้วก็ยกหนึ่งที หมุน แกร๊ก” มันคืออะไร ไหนๆอย่าพึ่งไปมาขอลองทำเองหนึ่งที

“เสียบกุญแจ หมุน ยกหนึ่งที หมุน แกร๊ก” เฮ้ยมันเปิดได้จริงด้วย แหมมก็บ้านเราไม่ได้เปิดแบบนี้นิเนอะ

พักผ่อนพอแล้วก็เดินตามแผนต่อ ไหนๆก็มีตั๋ว Bayern แล้วก็เลือกไปที่ที่ต้องนั่งรถออกไปละกัน

Nymphenburg Palace หรือพระราชวังนึมเฟนบูร์ก เป็นพระราชวังฤดูร้อนของราชวงศ์แคว้นบาวาเรีย นี่ยังไม่ได้เดินเข้าไปด้านในแค่ด้านหน้าก็ให้ความรู้สึกว่ามียิ่งใหญ่จัง

ก่อนอื่นก็ต้องซื้อตั๋วกันก่อน อยากจะแนะนำจากใจเลยว่าถ้าใครมีแผนจะมาเที่ยวเยอรมันในฝั่งแคว้นบาวาเรียอยากจะขอร้องให้ซื้อตั๋วนี้เลยนะ พูดจริงๆ

Mehrtagesticket คือตั๋ว Bavarian Palace multi day ราคาสำหรับ 2 คนอยู่ที่ €44 แล้วมันดียังไง ความดีงามของตั๋วนี้คือคุณสามารถเข้าชมวังต่างๆได้กว่า 40 แห่ง แถมยังใช้ได้นานถึง 14 วัน เอาแค่ 3 เมืองที่เราได้ใช้ตั๋วนี้ก็คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม แถมยังใช้เหมือนเป็นบัตรเบ่งก็ว่าได้ มาติดตามกันว่าจะเบ่งได้จริงมั้ย

เริ่มจากที่นี่เลยเอาบัตรไปยื่นให้เจ้าหน้าที่ดู ก็จะได้บัตรเข้าชม Nymphenburg Palace มาครอบครอง

ภายในพระราชวังแห่งนี้ดูหรูหราออกแนวสมัยใหม่ น่าอยู่ ไม่ใช่แนวเวอร์วังอย่างที่ผ่านมา

ภาพวาดบนเพดานดูมีมิติเหมือนนูนออกมาเลย

มีข้อดีอีกอย่างลืมบอกไปคือที่นี่สามรถถ่ายรูปได้ เลยมีภาพสวยๆมาให้ดูกัน

อันนี้เหมือนจะเป็นการปั้นจากดิน หรือเป็นแกะสลักก็ไม่แน่ใจ แต่ดูละเอียดอ่อนดีสำหรับลายบนเพดาน

เพียงแค่พู่ผ้าม่านดูแล้วให้ความหรูหรามาก

และนี่ก็เป็นตัวอย่างห้อง ดูแล้วสวยหรูร่วมสมัย

แชนเดอเลียร์ ที่มีอยู่เกือบทุกห้อง

เดินจนครบแล้ว แต่ยังมีส่วนของสวนให้เดินเล่นกันอีก แต่ที่พิเศษคือในสวนจะมีอาคารหลังเล็กที่สร้างตามศิลปะในแบบต่างๆให้เดินชมอีก 4 อาคาร หรือเรียกว่า Four Park Pavilions โดยเราสามารถใช้บัตรเบ่งเข้าได้หมดทุกหลัง ถ้าใครไม่มีบัตรนีก็ต้องซื้อบัตรที่รวมการเข้าชมอาคารเหล่านี้ด้วย

หากคิดจะเดินให้ครบก็ต้องคิดหนักหน่อยสำหรับคนที่มีเวลาน้อย หรือมาเที่ยวเช้าและบ่ายจะไปที่อื่นต่อ เพราะต้องใช้เวลาราว 4 ชั่วโมง หรือครึ่งวันสำหรับเก็บให้ครบ แน่นอนพวกเรามีเวลาทั้งบ่าย เลยไม่พลาดที่จะเก็บทุกจุด แต่ในตอนแรกก็แอบตกใจเล็กน้อย แต่ละที่อยู่ห่างกันมาก เรียกว่า 4 ทิศเลยหละ ยังสงสัยว่าจะเดินได้หมดหรอ แต่พอยิ่งเดินก็ยิ่งสนุก สวนเค้ากว้างและสงบเงียบมาก ภายในอาคารแต่ละหลังก็สวยงามมาก ไปดูกันดีกว่าที่ว่าสวยมันจริงอย่างที่โม้ไว้รึเปล่า

จากจุดแรกเริ่มเดินมาจากทางซ้าย ลัดเลาะต้นไม้เข้ามาจะเจอกับ Amalienburg เป็นศิลปะในแบบ Rococo ที่เน้นเส้นโค้ง เส้นม้วนของใบไม้ และเน้นความกลมกลืนกันของทั้งห้อง

ภายในอาคาร Amalienburg นึกว่าอยู่ในเทพนิยายเลย

จบจากอาคารแรก ก็เดินต่อลงไปเรื่อยๆ ผ่านป่าเล็กๆ มีความร่มรื่น อากาศเย็นสบาย สักพักก็มาถึง Badenburg

ลวดลายภายในให้ความรู้สึกแบบจีนๆนะ

โถงทางเข้า เค้าว่าอาคารนี้เป็นการผสมผสานระหว่างความหรูหราและธรรมชาติ (แต่ดูไม่เป็น ไม่เข้าใจ รู้แค่ว่าสวย)

ด้านในมีอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ เหมือนสระว่ายน้ำในร่มมากกว่า แต่เค้ากั้นไว้ ได้แค่ชะโงกดู

จบจากอาคารที่ 2 แล้ว ยังมีแรง และมีความสนุกอยู่ ก็เดินต่อไป แต่หลังที่สามนี่ต้องข้ามจากฝั่งซ้ายมาขวา และไกลหน่อย แต่ไม่น่าเชื่อระหว่างเดินไปไม่รู้สึกเหนื่อยเลย อาจเพราะมีธรรมชาติให้ตื่นตาตื่นใจตลอดทาง

รถตัดหญ้าคันนี้ถ้าซูมเข้าไปจะเห็นว่าคนในรถจ้องมองมา แถมขับตรงเข้ามาทางที่พวกเราเดิน คงเพราะยืนถ่ายรูปรถนานไปหน่อย จากที่รถอยู่ไกลๆจนวิ่งเข้ามา คนขับคงบอกยืนขวางทางนัก ไถ่ไปกับหญ้าซะเลย

รีบวิ่งหนีร้องเสียงหลงเลยละ พอหันกลับไปก็ได้ภาพนี้มา ชอบเป็นการส่วนตัว กดชัตเตอร์ไปรัวๆเลย

ระหว่างทางเดิน วิวมันสวยจนต้องหยุดเดินเป็นระยะ ขนาดใยแมงมุมยังมองว่าสวย

ทางเดินที่เค้าทำไว้ต้องเดินอ้อมไปมา คงเพื่อให้ชมสวน (เรียกว่าป่าก็น่าจะได้ เพราะใหญ่มาก และต้นไม้ใหญ่ก็เยอะมาก)

ในที่สุดเราก็เดินมาถึง Pagodenburg อาคารหลังนี้เป็น First of Four Park Pavilions

เห็นเล็กๆอย่างนี้แต่ด้านในดูกว้างสวยหรู แสงสวยงามมากๆ

เดินกันต่อไปเรื่อยๆ คราวนี้เดินวนกลับขึ้นมาทางพระราชวัง และเลี้ยวซ้ายเข้าไปในป่า ก็จะมาเจอกับ Park Palaces Magdalenenklause

Magdalenenklause เป็นอาคารอิฐ มองจากภายนอกเหมือนตึกร้าง

ด้านในออกแนวแปลกๆสักหน่อย เหมือนถูกประดับด้วยเปลือกหอยมาแปะบนกำแพงหิน

ไม่น่าเชื่อนี่เราเดินมากว่า 8 กิโลเมตร ในเวลา 3 ชั่วโมง แต่ที่แปลกคือไม่รู้สึกเหนื่อย หรือร้อนเหงื่อไหลเลย

ก่อนออกจากตรงนี้ ขอแวะไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ก่อน และยังมีอีก 1 อาคารด้านนอก เป็นที่เก็บรถม้า แต่ดูเวลาแล้วมีเวลาอีกครึ่งชั่วโมง ต้องรีบแล้วละ แค่แว๊ปเข้าไปเห็นหน่อยละกัน

ดูกันแบบเร็วๆ และก็รีบออกมาเพราะ 6 โมงแล้วเค้าปิดแล้ว เต็มอิ่มมากกับการมาที่ Nymphenburg Palace ทั้งได้ Luxury & Natural จริงๆ

กลับมาต่อกันที่ใจกลางเมือง Karlsplatz Stachus ที่นี่มีนักท่องเที่ยวเยอะมากๆ

มีร้านค้าแบรน์เนมมากมาย แต่ปิดหมดแล้ว ที่นี่หกโมงก็เก็บร้านปิดประตูกันหมดแล้ว ไม่เป็นไรเพราะจุดหมายเย็นนี้ไม่ใช่การ Shopping แต่เป็นการกินเบียร์และขาหมูเยอรมัน ที่ Hofbräuhaus

ตื่นตาตื่นใจเล็กๆทำไมถึงได้ใหญ่โตคนมากมายขนาดนี้ เดินวนไปสามรอบใหญ่ๆก็ยังไม่มีที่นั่ง และไม่ต้องคิดไปขอความช่วยเหลือจากพนักงานนะ ตรงไหนว่างก็เข้าไปเลย เพราะลองถามแล้วได้คำตอบว่า ตรงไหนก็ได้นั่งได้หมดเลย

กว่าจะได้นั่งก็ว่านานแล้ว แต่จะสั่งยิ่งนานกว่า จากที่สังเกตคือพนักงานจะรับผิดชอบเป็นโซนๆ ใครรับ Order โต๊ะไหนแล้ว ก็ต้องดูแลไปจนกินเสร็จเลยละ จะไปเรียกคนอื่นเค้าไม่สนใจนะ และแน่นอนก็ต้องสั่งขาหมูเยอรมัน ทานคู่กับเบียร์ ที่เห็นแก้วนั่นคือคนละครึ่งลิตร เทียบกับน้ำขวดก็ดูเหมือนน้อยนะ แต่ก็ทำให้กรุ้มกริ่ม ยิ้มหวานตาเยิ้มกันไป

ปล. ในหม้อขาวๆข้างหลังคือไส้กรอกแช่น้ำร้อน แต่เป็นไส้กรอกที่อร่อยสุดในทริปเลยละ

และนี่คือพนักงานที่ดูแลเรา พอตอนจ่ายเงิน ไม่รู้ว่าเป็นธรรมเนียมรึเปล่า แต่ก็ให้ทิปเค้าไปด้วยความงุนงน ก็ถือว่าดูแลให้เราได้กินอิ่ม

ความสนุกของการมาที่นี่อีกอย่างคือการได้เห็นผู้คน บางคนก็มานั่งดื่มเงียบๆ บางคนก็มาเป็นแก๊ง มีการท้าดวลกัน บางคนก็ยกหมดเหยือก บางคนที่แพ้ก็ลงไปวิดพื้น สนุกสนานกันไป พวกเราก็ได้แต่นั่งอมยิ้ม คุยกันไปหัาเราะกันไป เพราะเบียร์แก้วนั้นจริงๆ

Marien Platz ยามค่ำคืน นับว่าเป็นคืนแรกของการมาเที่ยวที่ได้กลับเข้าที่พักตอน 5 ทุ่มนับว่าดึกสุดละ แต่ผู้คนก็ยังเดินไปมาไม่หลับไม่นอนกันเลย

วันนี้ถือว่าได้รับการต้อนรับที่ค่อนข้างน่าประทับใจจาก Munich เมืองที่มีความแข็งแกร่งทางด้านเศรษฐกิจ และใหญ่เป็นอันดับ 3 ของเยอรมัน แค่วันแรกก็มีความน่าสนใจขนาดนี้ พรุ่งนี้จะเป็นยังไง แล้วจะมาเล่าให้ฟัง

Show your support

Clapping shows how much you appreciated Theanne’s story.