Once upon a time in Neuschwanstein #014

ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง จะได้ไปเห็นปราสาท Neuschwanstein ของจริงแล้ว แต่จากข้อมูลก่อนมาสะพาน Marienbrucke ปิดปรับปรุง แล้วมุมในฝันเราก็อดเห็นนะสิ ไม่เป็นไรไม่ใช่ไม่เสียดาย แต่คงทำอะไรไม่ได้ เราไปเก็บเรื่องราวดีๆอย่างอื่นก็ได้

การเดินทางวันนี้มีให้เลือก 2 เวลาคือ 6:30 หรือ 7:30 สุดท้ายก็เลือกไป 7:30 หมายความว่า 7 โมงเราควรพร้อมออกแล้ว ที่เลือกเวลานี้เพื่อที่ว่าจะมีเวลาทานอาหารเช้าที่โรงแรม 10 นาทีนี่เราสามารถอิ่มท้องได้เหมือนกันนะเนี่ย

ปกติการเดินทางไป Fussen สถานีปลายทางเพื่อต่อรถ Bus ขึ้นไปยังปราสาท เราสามารถนั่งรถไฟต่อเดียว แต่ครั้งนี้พิเศษหน่อย ต้องต่อรถ Bus ที่สถานี Lengenwang เนื่องจากสถานี Fussen ปิดซ่อม เรียกว่าเป็นโชค 2 ชั้นเลย สะพานซ่อม สถานีซ่อม แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไหร่นัก พอรถไฟจอดก็มีรถ Bus มาจอดรอหลายคันเพื่อรับนักท่องเที่ยวทั้งขบวนได้ครบไม่มีตกหล่นเพื่อมุ่งไปยัง Fussen โดยไม่มีใครต้องยืนเลย

จากนั้นก็ต่อรถ Bus จาก Fussen เพื่อไปยังทางขึ้นปราสาท ที่เมือง Schwangau คราวนี้เป็นรถวิ่งปกติละ จากรถ 3 คันจะมารวมกันอยู่ในคันเดียวยังไงกัน ดีที่บางคนก็ไปจุดหมายอื่น ลดทอนไปได้บ้างแต่ก็ยังแน่นอยู่ดี เราสามารถใช้ Bayern Ticket ที่ซื้อเมื่อเช้าเพื่อขึ้นรถไฟมาใช้ขึ้นรถ Bus ต่อได้เลยนะไม่ต้องเสียเวลาซื้อกับคนขับรถอีก

อีกอึดใจไม่เกินครึ่งชั่วโมงเราก็มาถึงทางขึ้นปราสาทแล้ว ดูเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดๆ คนมากมายเดินกันเต็มไปหมด แต่ที่น่าตกใจกว่าคือแถวซื้อตั๋วยาวจนไม่คิดว่าจะมีความอดทนต่อได้ ขดไปขดมาไม่รู้กี่ตลบ แต่อย่างที่เคยบอกไว้เรามีบัตรเบ่ง รู้สึกเป็นอภิสิทธิชนก็ตอนนี้แหละ แค่เดินสวยๆผ่านคนเป็นร้อยเข้าไปช่อง Reserved Ticket (แต่ถึงจะย่นระยะเวลาแล้วก็ยังต้องรอคิวอยู่กว่า 10 นาที ถ้าไม่มีบัตรเบ่งก็คูณ 10 เข้านั่นคือเวลาที่คุณต้องรอ)

หลังจากได้ตั๋วมาแล้ว ก็เดินเล่นแบบไม่เร่งรีบ ตอนนี้พึ่งจะ 10:48น (เวลาที่ได้ตั๋ว) แต่เวลาที่จะเข้าชมปราสาทคือ 14:25น นั่นมันตั้ง 3 ชั่วโมงเลยนะ เดินๆหยุดๆ เดินๆวนๆกันไปหลายรอบก็ยังไม่ถึงเวลา

Hohenschwangau ปราสาทที่ King Ludwig II เคยอาศัยอยู่ตอนที่ยังทรงพระเยาว์ ตั้งอยู่ปากทางขึ้น Neuschwanstein แน่นอนเรามีเวลาเยอะขนาดนี้ ก็ต้องเดินขึ้นไปเที่ยวชมกันหน่อย แต่ขอเข้าห้องน้ำกันก่อน ไม่น่าเชื่อคนต่อคิวยาวไม่เบา ไม่เข้าก็ได้ทนได้ บอกกับตัวเอง และขึ้นไปเที่ยวต่อ ปรากฏว่าห้องน้ำข้างบนไม่มีคนเลย สบายเลยเรา

กลับลงมาแถวห้องน้ำยังยาวเท่าเดิม ขอไปต่อจุดหมายถัดไปที่ตั้งใจมาให้เห็นด้วยตาตัวเองกันดีกว่า การจะขึ้นไปที่ Neuschwanstein มีได้หลายวิธีตั้งแต่วิธีที่ไม่ต้องใช้เงินเลย ใช้แค่แรงกายแรงใจก็พอ หรือแรงกายไม่พร้อมก็นั่ง Bus ต่อขึ้นไป หรืออยากลองนั่งรถม้าแบบย้อนอดีตก็ทำได้

ในตอนแรกก็อยากจะนั่ง Bus นะแต่เห็นคนแล้ว เอาเวลายืนรอไปเดินชมวิว ดมอึม้ากันดีกว่า

เดินขึ้นเนินไปเรื่อยๆ ทำไมไม่ถึงซักทีหมดพลังงานไปพอสมควรถึงกับต้องร้องขอน้ำอัดลมเย็นๆชื่นใจมาดับกระหายคลายร้อนกันเลย

ในที่สุดก็ขึ้นมาจนได้ ถามว่ารู้สึกประทับใจเลยมั้ย บอกเลยว่ายังไม่รู้สึกว้าว อาจเพราะโดนฝังหัวด้วยภาพจากมุมมหาชน ที่ต้องไปถ่ายกันบนสะพาน ใช่ก็สะพานที่ปิดซ่อมนั่นแหละ แต่พอไม่ได้เห็นก็เลยแอบผิดหวังนิดหน่อย ของบางอย่างอาจไม่จำเป็นต้องเข้าใกล้มากๆ เพียงแค่ชื่นชมอยู่ห่างๆ มองจากมุมไกลก็เพียงพอแล้ว

มาทำความรู้จักประวัติกันก่อน ปราสาทนี้สร้างโดย King Ludwig II ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น The Fairlytale King โดยสร้างจากจินตนาการของคนออกแบบฉากละครแทนที่จะเป็นสถาปนิค เลยทำให้ปราสาทแห่งนี้ดูออกแนวเทพนิยาย และจุดเด่นอีกอันคือปราสาทแห่งนี้ไม่มีสวนหรือน้ำพุเหมือนปราสาททั่วๆไป แต่กลับมีเทือกเขาแอล์ป และทะเลสาป Alpsee ล้อมรอบแทน ถือว่าเป็นสวนธรรมชาติที่สวยงามมากๆ แต่น่าเสียดายที่ปราสาทถูกสร้างไปได้แค่เพียง 1 ในสามของแบบ พระองค์ก็สิ้นพระชนม์เสียก่อน

แต่ก็ยังมีอีก 2 ปราสาทสวยๆที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นคือ Linderhof Castle (ที่สุดท้ายที่พระองค์ประทับก่อนสิ้นพระชนม์) และ Herrenchiemsee Castle เพราะความที่พระองค์ให้ความสนใจเรื่องศิลปะมากกว่างานราชการทำให้พวกขุนนางไม่พอใจและกล่าวหาว่าพระองค์เสียสติ เลยถูกจับตัวไปขังที่ Linderhof ได้เพียงไม่กี่วันก็จากโลกนี้ไปโดยทิ้งปมปริศนาการตายไว้

และกลายเป็นว่าสิ่งที่พวกขุนนางมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระกลับสร้างรายได้และสร้างประวัติศาสตร์ที่ดังไปทั่วโลกจนทุกวันนี้

นี่เรามีเวลาอีกชั่วโมงกว่า จะทำอะไรต่อดี เดินวนรอบปราสาทก็ทำแล้ว นั่งรอ ยืนรอ เข้าห้องน้ำก็ทำไปหมดแล้ว

ตอนนี้ก็ยืนนับถอยหลังรอเลขบนหน้าจอจะขึ้นเลข 477 จะได้ไปยืนรอที่ทางเข้า คือไม่ใช่อะไรแดดมันร้อนมาก ต้องมายืนหลบแดดอยู่กับกลุ่มแม่บ้านญี่ปุ่น แบบเนียนๆเพราะเพื่อนใส่หมวกเหมือนกับพวกเค้าเลย ฮาๆๆ ระหว่างยืนรอก็เห็นว่ามีที่ฝากกระเป๋าในร้านค้า เลยจัดไป แต่ต้องจ่ายเงินค่ามัดจำกุญแจและค่อยมาแลกคืนตอนคืนกุญแจ สะดวกสบายสุดๆไม่ต้องอุ้มกระเป๋าไปด้วย

ด้านในไม่สามารถถ่ายรูปได้ และการจะเข้าชมด้านในต้องมีไกด์ จะมาเดินมั่วๆเองไม่ได้นะ โดยเค้าจะพาชมเพียงไม่กี่ห้องเท่านั้น

  • Throne Hall ห้องราชบังลังก์ มีโคมระย้าที่สามารถชักรอกเอาลงมาเปลี่ยนเทียน จำไม่ได้แล้วว่ามีเทียนทั้งหมดกี่เล่ม รู้ว่าเยอะมาก คิดดูว่าหนักถึง 900 กิโลกรัม
  • ห้องบรรทมของเจ้าชายลุดวิก 2 ที่สร้างด้วยศิลปะแบบโกธิก รูปแบบงานแกะสลักไม้อลังการมากๆ
  • Singers Hall ห้องชั้นบนสุดของปราสาท ไว้สำหรับจัดแสดงอุปรากร ฉากด้านหลังเป็นรูปป่า (แต่แวบแรกที่เห็นนี่จิตกรรมฝาผนังในวัดบ้านเราชัดๆ)

มีมุมเล็กๆของ King Ludwig II ที่นำมาสร้างอยู่ในปราสาทนี้ได้อย่างกลมกลืนคือความชอบส่วนพระองค์ที่ทรงโปรดหงส์มาก ถึงขนาดก๊อกน้ำก็ยังทำเป็นรูปหงส์เลย

ถึงจะพาเดินไม่กี่ห้อง แต่พวกเราก็อยู่ในนั้นกันเกือบสองชั่วโมง เพราะมีส่วนอื่นๆที่ให้เดินดูได้แบบไม่ต้องมีไกด์ และก็มี vdo 3D ที่นำเสนอแบบร่างของปราสาทในส่วนที่ไม่มีโอกาสได้สร้างต่อ และระเบียงชมวิวพร้อมคาเฟย์เล็กๆไว้รองรับนักท่องเที่ยวที่อยากจะนั่งเก๋ๆ บนยอดปราสาท

หลังจากลงมาจากตัวปราสาท ก็เดินต่อไปยังสะพาน Marienbrucke คือรู้ทั้งรู้ว่าปิดซ่อมก็ยังอยากเดินไปให้เห็นกับตา เพื่ออะไร ก็คงเพื่อความสบายใจหละมั้ง อย่างน้อยก็คลายความสงสัยไปได้เรื่องนึงว่า ทำไมตอนเดินขึ้นมาไม่เห็นรถ Bus เลย ก็เพราะรถจะขึ้นมาคนละทางกันนั่นเอง ถ้าใครมาตอนสะพานเปิดแล้วก็ขึ้นรถ Bus มาจะมาจ๊ะเอ๋กับทางเดินไปสะพานพอดี และก็เดินชมวิวสวยๆมายังปราสาท ขากลับก็เดินลงเขาสบายๆ ได้ครบทั้งบรรยากาศนั่งรถ และเดินแบบไม่เหนื่อยมากนัก (แอบบ่นตอนเดินขึ้นมา เหนื่อยสุดๆ ต้องเจอกับอากาศที่ร้อน และดมกลิ่มอึม้า แต่ถ้ามาหน้าหนาวอาจจะดีกว่าก็ได้)

ระหว่างทางคือหิว กลัวหมดแรงก่อนถึงข้างล่าง เลยลองขนมหน้าตาเหมือนไข่เต่า แต่ราคา Starbucks รสชาติปาท่องโก๋ซาลาเปาที่ทอดอมน้ำมันไว้นานแล้ว สรุปใครเจอก็อย่าได้ซื้อเป็นอันขาด เราเตือนคุณแล้ว

ตอนนี้ก็เป็นเวลาห้าโมงกว่าละ จะต้องเดินทางอีกหลายต่อเพื่อกลับไปมิวนิค สภาพตอนนี้คือโซมสุดๆ ขึ้นรถ Bus ต่อรถ Bus ต่อรถไฟ คือสลบแบบหมดท่าบนรถไฟ แต่ก็ยังมีสติพอที่จะตื่นขึ้นมาตอนรถไฟกำลังจอดที่ชานชาลาปลายทางพอดี คืนนั้นเราเลือกทานอาหารเย็นกันในสถานี คือนั่งทานไปมองรถไฟจอดชานชาลาไปแบบไม่มีอะไรมากั้น อะไรจะใกล้ชิดขนาดนั้น จากนั้นก็รีบกลับมาพักแต่ ขอแวะ Supermarket ก่อน ว่าแต่มันอยู่ตรงไหน ตั้งแต่มายังไม่เห็นเลย กว่าจะเจอก็เล่นเอาเดินขาลาก แถมตอนกลับยังขึ้นผิดทาง เดินอ้อมยาวๆไป

และแล้วช่วงเวลาที่มิวนิค เมืองที่ได้ชื่อว่ามีความเจริญทางเศรษฐกิจ และเมืองที่ใครๆก็รู้จักถ้าพูดถึงเยอรมัน ตอนนี้กำลังจะหมดเวลาของเราที่นี่แล้ว พรุ่งนี้ต้องออกตั้งแต่ตีห้า คงไม่มีโอกาสได้ร่ำลากัน ขอใช้เวลาคืนนี้ลาเธอละกันนะ และจะคิดถึงความสนุกตอนที่อยู่กับเธอ

Like what you read? Give Theanne a round of applause.

From a quick cheer to a standing ovation, clap to show how much you enjoyed this story.