Slow Life in Hallstatt #010

Hallstatt คือเมืองในฝันของใครหลายๆคน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากรีวิวตามแหล่งข้อมูลในเวปไซต์ และเราเองก็เป็นหนึ่งในคนที่เสพข้อมูลจากรูปสวยๆจนอยากที่จะไปสัมผัสด้วยตัวเอง

แน่นอนว่าการมาเที่ยวครั้งนี้ Hallstatt จึงเป็น Highlight ที่ต้องห้ามพลาด

คนส่วนใหญ่อาจเลือกเดินทางมาจาก Vienna ไม่ก็มาจาก Salzburg บางคนที่มาจาก Salzburg ก็จะเดินทางไปต่อที่ Vienna ใครที่มาจาก Vienna ก็จะไปต่อที่ Salzburg หรือบางก็แค่มาเที่ยวแบบ Half Day Trip จาก Salzburg สำหรับพวกเราใช้วิธีทิ้งข้าวของไว้ที่ Salzburg เอาติดตัวมาแค่ของใช้จำเป็นสำหรับ 1 วัน เพื่อมาค้างที่ Hallstatt 1 คืน

วิธีการเดินทางก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเหมือนทุกที่ๆเป็นแหล่งท่องเที่ยวเค้าจะมีบริการเส้นทางรถสาธารณะไว้รองรับนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว ตามตารางเวลาจะมีเที่ยวรถออกตอนช่วง 8 โมง 2 รอบคือ 8:15น และ 8:45น เลยไม่ได้รีบที่จะตื่นเท่าไหร่ และก็ใช้เวลากับอาหารเช้านานไปหน่อย ดูเวลาอีกทีเลย 8:15น ไปแล้ว แย่ละรีบออกไปดีกว่าเดี๋ยวจะไม่ทันอีกรอบ พึ่งจะมารู้สึกตัวว่าสายตอนท้องเริ่มอิ่มนะ

พอไปถึงสถานีก็เดินไปหาข้อมูลการเดินทาง เท่าที่อ่านมาคือสามารถซื้อตั๋วกับคนขับรถได้เลย แต่ก็ยังไม่แน่ใจ เลยเข้าไปถามพี่หน้าโหดเจ้าหน้าที่ตรงห้องขายตั๋วอะไรซักอย่าง

“เราเลือกถามคนไหนดี” เพื่อนเอ่ยถามขึ้นมาในจังหวะที่กำลังเดินเข้าไป

“คงไม่ต่างกันเท่าไหร่ ดูโหดทั้งคู่เลย”

แล้วมันก็เป็นอย่างที่คิด ถามอะไรไปก็ไม่บอก ถามทางก็ไม่รู้ เริ่มสงสัยว่าเราเข้ามาผิดที่เองใช่มั้ย หรือเค้ามีหน้าที่ขายทัวร์เท่านั้น สับสนจริง เลยเดินเข้าไปถามจุดที่มาซื้อ Salzburg Card ในวันแรกที่มาถึง ก็ได้คำตอบแบบที่อ่านมาคือซื้อกับคนขับได้เลยจ้า

สถานีหลักของรถ Bus ที่นี่ก็คล้ายๆที่ญี่ปุ่น จะมีเลนให้รถเข้าจอดแยกตามช่อง โดยแต่ละช่องจะเป็นของรถคนละสาย เมื่อวานก็อุส่าดูแล้วว่าช่องไหน แต่ก็ยังเข้าใจผิดเดินไปผิดช่อง แล้วยังไปเถียงเพื่อนอย่างมั่นใจว่าช่องนี้ หลงทิศได้ตลอดสิเรา

จังหวะที่เดินไปถึงป้ายรถสาย 150 ก็มีสาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มมาขายตั๋ว

“จะไปไหนคะ”

“ไป Hallstatt ค่ะ”

“มีตั๋วยังคะ ถ้ายังต้องซื้อตรงนี้ค่ะ” พูดแล้วก็หยิบเครื่องออกตั๋วขึ้นมากดๆ และบอกราคา

“แต่รอบต่อไปทำไมเป็น 9:15น ในเมื่อตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา 8:45น เลยนิ”

“ถ้าจะไป Hallstatt ต้องรอบ 9:15น ค่ะ รอบ 8:45น คือรถไปแค่ครึ่งทาง”

ได้แต่อึ้ง แล้วหันไปดูป้ายตารางเวลา เลยถึงบางอ้อว่า มันมีสัญลักษณ์ตัว d ห้อยไว้ ลงไปอ่านหมายเหตุถึงเข้าใจว่ามันจอดแค่ St.Gilgen เป็นอันจบข่าว ตกรถเที่ยว 8:15น แล้วยังเข้าใจผิดอีก เลยต้องรอไปอีก 1 ชั่วโมง

งั้นซื้อตั๋วไว้ก่อนละกัน มีตั๋วแล้วยังไงก็อุ่นใจได้ขึ้นรถแน่นอน ไหนๆก็ซื้อแล้วถามข้อมูลการเดินทางซะเลย เราแพลนว่าขากลับพรุ่งนี้จะแวะ St.Wolfgang ก่อน น้องขายตั๋วก็ใจดีบริการข้อมูลเต็มที่ แอบชื่นชมอยู่ในใจ

ระหว่างรอรถ Bus เลยออกสำรวจพื้นที่รอบๆสถานี อยู่มา 2 วันยังไม่ได้เดินดูเลย แล้วเราก็พบแหล่ง Shopping รองเท้าผ้าใบในตึก Ramada Hotel ตรงข้างสถานีเลย ไว้กลับมาพรุ่งนี้จะมาดูนะ

พอถึงเวลาก็เดินกลับไปขึ้นรถ แต่กว่าจะขึ้นรถได้ก็รอคิวอยู่นาน คนส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวเกาหลี ต่างก็กำลังวุ่นวายกับการเก็บกระเป๋าเดินทางใต้ท้องรถ เมื่อทุกคนพร้อม รถก็เคลื่อนตัวออกจากสถานี

ระหว่างทางไปพวกเราไม่อยากกะพริบตากันเลย เพราะตื่นตากับวิว 2 ข้างทาง และก็ลุ้นว่าพอไปถึงฝนจะหยุดตกมั้ย

และแล้วรถก็มาจอดที่ Bad Ischl Bahnhof ซึ่งเป็นสถานีปลายทางของรถ Bus ที่มาส่งผู้โดยสารเพื่อมาต่อรถไฟไป Hallstatt อีกที

จากจุดนี้เราต้องซื้อตั๋วรถไฟก่อน โดยซื้อผ่านตู้กดได้ ไม่ได้มีความยุ่งยากอะไร เราหยอดไปสำหรับ 2 คนแต่ตั๋วออกมาใบเดียว ในใจก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะขามารถ Bus ก็ออกให้ใบเดียว แต่ทำไมชื่อสถานีปลายทางไม่ใช่ Hallstatt ละ (คืออ่านอะไรไม่ออกซักตัว) ก็พิมพ์ถูกนะ เอาละสิหรือเราจะซื้อผิด ลองถามเจ้าหน้าที่ดูเค้าก็บอกขบวนที่จอดอยู่ข้างหน้าเลยถูกต้องแล้ว

เค้าว่าใช่ก็ต้องเชื่อ เดินไปขึ้นรถไฟอย่างว่านอนสอนง่าย แต่เรานั่งรออยู่นานรถไฟก็ไม่ออกจนเกือบหลับละ เริ่มผิดสังเกตเลยคิดได้ว่าเรามีเนต เรามีแอพดูเที่ยวรถทำไมไม่ใช้ คิดได้ก็รีบเปิดดูจึงได้รู้ว่ายังไม่ถึงเวลารถไฟออกต้องรออีก 1 ชั่วโมง แต่ที่อ่านมามันแค่ 30 นาทีนะ และดูเหมือนจะ Delay ด้วย คราวหน้าควรเช็ครอบก่อนขึ้นรถไฟนะ นี่ดีไม่ได้ไปไกล ไม่ได้รีบ ถ้าต้องไปต่อรถคงตกรถแน่

ระหว่างนั้นเลยเดินเล่นถ่ายรูปไปเรื่อย และก็สังเกตเห็นมีรถ Bus มาส่งนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ ทุกคนต่างมุ่งหน้ามาที่รถไฟ เลยตัดสินใจรีบเดินขึ้นรถไฟดีกว่า เดี๋ยวจะไม่ได้นั่ง

พอรถไฟออก คุณลุงเจ้าหน้าที่ (หรือเรียกคุณตาดีดูแกอายุมากแล้วและแกก็ค่อยๆย่องเลยอะ) เดินมาตรวจตั๋ว เราก็ควานหาตั๋วและส่งให้ พอรับกลับมาก็อึ้งๆไป เราส่งตั๋วผิดให้อะ มันเป็นตั๋วรถ Bus ที่นั่งมา คุณลุงแกก็ปั้มวันที่มาให้ซะงั้น มองตามแกไปนี่จะตรวจครบก่อนถึงปลายทางรึเปล่าเนี่ย

ตื่นเต้นตลอดทางเลยวันนี้ นี่ยังไม่หมดนะ พอรถไฟไปจอดที่ Hallstatt คนทั้งขบวนรถไฟก็ลงกันมาหมด และที่สถานีก็มีคนส่วนนึงรอขึ้นรถไฟ ระหว่างนั้นก็ยังเดินชื่นชมสถานีโดยไม่ได้คิดว่าต้องไปต่อเรือ พอรู้ตัวอีกทีก็รีบเดินลงไปที่ท่าเรือ คนยืนต่อแถวกันยาวเพื่อทยอยขึ้นเรือ โดยต้องหยุดซื้อตั๋วกับคนขับเรือที่ละคน ราคาที่เขียนไว้คือเที่ยวละ €5 ไปกลับ €10 แล้วจะเขียนทำไม ไม่ได้ลดอะไรให้เลย อย่างเราก็ซื้อแค่เที่ยวเดียวสิ เดี๋ยวกลับก็มาซื้อใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงในการทำตั๋วหาย คนขับเรือก็ดูโหดมาก นักท่องเที่ยวเกาหลีที่อยู่ก่อนหน้าเรากำลังเถียงกับคนขับเรือเค้าจะเอาตั๋วไป-กลับ แต่คิดช้าไปนะเค้าฉีกตั๋วให้แล้ว คนขายตั๋วก็ไล่ให้เดินขึ้นเรือไปได้แล้ว อยากไปกระซิบบอกอย่าเสียเวลาเลยมันราคาเท่ากัน

อย่างที่บอกคนเยอะมาก ไม่มีที่นั่งต้องยืนไป ฝนก็ตกแรงขึ้น ระหว่างเรือกำลังข้ามฝากเราไม่ได้มีอารมณ์จะชื่นชมวิวเลย ทำไมหรอก็คนเต็มเรือมองไม่เห็นอะไร แถมหมอกลงจัด ไม่รู้จะมองอะไรเลย

ใช้เวลาไม่นานไม่น่าเกิน 5 นาทีในที่สุดพวกเราก็มาถึง Hallstatt แล้ว แต่ฝนจ๋าไม่คิดจะหยุดบ้างเลยหรอ

จะเดินไปทางไหนก็เจอแต่ผู้คนเดินกันขวักไขว่ไม่มีใครกลัวฝนกันเลย เนื่องจากเราจองที่พักไว้ใกล้ๆท่าเรือ เดินหาไม่นานก็เจอ แต่ก็ยังไม่สามารถ Check In ตอนนี้ได้ เพราะมันยังไม่ถึงเวลา ได้แต่ฝากกระเป๋าและออกเดินสำรวจเมือง ว่าแต่จะเดินยังไงฝนตกขนาดนี้ เอาไงต่อดี เดินหาของกินละกัน เดินไปเดินมาวนกลับมาที่พัก มากินพิซซ่าที่นี่แหละไม่ต้องเสียเวลาเลือกร้านละ เข้ามาพักใจรอฝนจะพอใจหยุดตกไปเอง

เมื่ออิ่มท้องแล้วก็ลุยต่อ อย่าไปกลัวฝน เริ่มจากสำรวจบริเวณรอบๆก่อน โบสถ์ Chiestuskurche ที่อยู่ตรงท่าเรือนี่แหละ เรียกว่าเป็นโบสถ์ประจำเมืองเลยก็ได้มั้ง เพราะรูปถ่ายเกือบทุกรูปที่ถูกถ่ายจากเมืองนี้จะต้องมีโบสถ์นี้ติดอยู่

ด้านในก็เรียบๆไม่ได้ตกแต่งอะไรมากมาย คนก็ไม่ได้เยอะอะไร ว่าแต่เค้าไปไหนกันหมด ตะกี้ยังยั้วเยี้ยเต็มถนนเลย

ถัดจากโบสถ์ก็เป็นทางเดินขึ้นเนินไปเรื่อยๆ เรามาหยุดอยู่ตรงทางขึ้นสุสาน

สุสานแห่งนี้ได้รับการโหวดให้เป็นสุสานที่น่าเที่ยวกันเลยนะ ทำไมสุสานถึงน่าเที่ยวละ เนื่องจากพื้นที่อยู่บนเนิน เมื่อมองลงไปก็จะเห็นวิวทะเลสาป และภูเขา เหมือนมาพักผ่อนรีสอร์ทริมทะเลสาปมั้ยหละ ใครอยากมาบ้างเอ่ย

ความแปลกของที่นี่คือเค้าจะหมุนเวียนศพที่ฝั่งไว้อยู่ตลอด เนื่องจากพื้นที่อันจำกัดทำให้ศพเก่าจะถูกขุดย้ายออกไป และทดแทนด้วยศพใหม่ มิน่าหละดอกไม้สวยเลยดินแถวนี้ได้ปุ๋ยใหม่อยู่ตลอดเวลา

เดินขึ้นไปดูหนึ่งรอบและก็วนกลับลงมาอีกด้าน เดินไปเดินมาก็มาอยู่หน้าที่พักแล้ว และก็ได้เวลา Check In พอดี

เหมือนว่าจะมีคนดูแลเพียงคนเดียวทั้งรับ Order อาหาร ทั้งรับเรื่อง Check In ราคาที่พักก็ถือว่าแพงที่สนุกในทริปแล้ว มีแต่ห้องและห้องน้ำรวมไม่มีอาหารเช้า ก็ทำใจตั้งแต่จองแล้ว เพราะที่นี่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก แถมยังเป็นช่วงเที่ยวของฝรั่งเค้าละ ที่พักหรือจะเรียก Homestay ก็ไม่น่าผิด เพราะเหมือนพักบ้านญาติ (อีกแล้ว ใครญาติเธอ)

โชคดีที่ไม่ได้แบกกระเป๋าเดินทางมาด้วย (ทำการบ้านมาดี) ทางขึ้นเป็นบันไดแคบๆชันๆ ห้องพักเราอยู่ชั้น 2 (ซึ่งก็คือชั้น 3 บ้านเรา) ลองเลื่อนกลับขึ้นไปดูรูปบน ห้องจะอยู่ตรงขวามือที่ร่มหุบ ถือว่าได้มุมดี เห็นวิวภูเขาติดแม่น้ำนิดๆ

เก็บของและสำรวจห้องเรียบร้อยก็สมควรแก่เวลาที่จะออกไปสำรวจเมืองกันต่อ

เป้าหมายเราคือ เดินไปถ่ายรูปมุมมหาชน ว่าแต่มันอยู่ตรงไหน

ถึงฝนจะตกอยู่ เราก็ไม่กลัว ระหว่างเดินไปก็รู้สึกมันไกลเกินไปมั้ย ลองหาข้อมูลดู สุดท้ายคือเดินเลยมา มิน่าหละตรงนั้นมีป้ายเขียนบอกว่า “กรุณาอย่าเสียงดังนะจ๊ะ” เพราะเป็นมุมมหาชนนี่เอง

พอเราเดินวนกลับมาจากตอนแรกไม่มีใคร ตอนนี้คนมากันเพียบ เรายืนรออยู่สักพักจนคนเดินจากไป ถ้ามีคนตั้งแต่แรกคงไม่เดินเลยไป (นั่นหลงเองยังไปโทษคนอื่นอีก)

บริเวณหน้าบ้านที่เรายืนหลบฝนรอคนหมด ก็แอบเห็นปุ่มลับซ่อนอยู่ โดนบังมิดเลยกลืนไปกับธรรมชาติมาก

เราใช้เวลาเก็บบรรยากาศของมุมมหาชนอยู่พักใหญ่ จนรู้สึกตัวเริ่มเปียกก็ได้เวลาโบกมือลาเดินจากกัน เหมือนจะไม่มีอะไรติดค้างกัน แต่ลึกๆก็แอบรู้สึกเสียใจว่าเรามาเจอกันไม่ถูกจังหวะไม่ถูกเวลาเลย ก็แค่อยากจะมาทักทายกันในวันที่อากาศเป็นใจ ได้เห็นหน้ากันชัดๆก็เท่านั้นเอง

เดินกลับมาบริเวณที่พัก บริเวณนี้เรียกว่า Markt Platz หรือ Market Square ที่เป็นจตุรัสกลางเมืองนั่นเอง ด้วยฝนที่ยังคงตกแบบเสมอต้นเสมอปลายทำให้ตอนนี้นักท่องเที่ยวหายไปจากบริเวณนี้แล้ว

หลังจากเดินวนอยู่ในบริเวณรอบๆที่พักจนไม่รู้จะทำอะไรต่อ เพราะเดินไกลกว่านี้ก็ไม่ไหวกับฝนที่เหมือนจะตกแรงขึ้น สุดท้ายก็หนีไม่พ้นการกิน

มาที่ Hallstatt ใครๆก็บอกให้มากินปลาเทราต์ (Trout) แน่นอนเราไม่พลาดที่จะลองชิม จากการ Search หาข้อมูลก็ได้คำตอบว่าต้องกินร้านนี้ Gasthof Zauner อย่ารอช้าเข้าไปจัดเลย

ก่อนอาหารจะมาเสริฟ ก็มีขนมปังมาวางอีกแล้ว ยังไม่จำยังไม่เข็ด ยังมองโลกเข้าข้างตัวเองว่ากินฟรี ก็จัดไป ก็โดนอีกสิคะ

หน้าตาปลาเทราต์ ปลาสดดีแต่อีกแล้วนะ เธอมากับความเค็มอีกแล้ว สรุปไปเลยละกันว่าคนแถบนี้กินเค็ม

จานนี้เป็นบาบีคิวรวมฮิตเนื้อต่างๆตามแต่จะมี ที่เพิ่มเติมมาคือ Spicy Sauce (ราคาก็บวกเพิ่มเหมือนกัน)

อยากกินผักก็จัดมา สั่งคู่กับปลาเทราต์ก็ได้ในราคาลดลงมานิดนึง

และก็ไม่พลาดที่จะลองสั่งเบียร์มากินกับอาหารบนโต๊ะ คืนนี้จะได้นอนสบายหลับฝันดี แต่ไม่ต้องฝันเห็นเธอก็ได้นะ

สุดท้ายในคืนนี้ขอปิดท้ายด้วยรู้นี้ จะว่าเป็นรูปแรกที่ถ่ายได้ภาพตอนฟ้า Twilight ก็ว่าได้ เพราะไม่เคยอยู่ทันให้พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าก็หมดแรงก่อนทุกที

แล้วตอนหน้ามาช่วยลุ้นกันต่อว่าจะมีโอกาสได้เห็น Hallstatt ในวันฟ้าเปิดทีเถอะ

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.