Money Management Planing มาฝึกบริหารเงินลงทุนกันเถอะ !!

Happy new year 2018 !

สวัสดีปีใหม่ทุกท่านครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ปีพุทธศักราชไทย 2561 อย่างเป็นทางการ

วันนี้จะขอเริ่มเรื่องปีใหม่ด้วยการวางแผนการลงทุนบริหารเงินต้น (Money Management) ในรูปแบบ Static Fix ที่กองทุนหลายๆกองใช้ในการบริหารกันครับ โดยบทความนี้ผมสรุปตามความเข้าใจมาจากคุณต้าน Mudley ที่ผมมีโอกาสได้รับฟังมา ก็ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

การบริหารด้วยวิธี Static fix มีด้วยกันหลายวิธีครับ หรือพูดง่ายๆ เป็นการบริหารบนที่อิงด้วยวิธีตามหลักสถิติ จะมีหลากหลายวิธีด้วยกัน ในวันนี้จะขอนำเสนอวิธีแรกในรูปแบบที่เรียกกันว่า Percentage ครับ

  • Percentage management สมมติเราวาง Zone Product ไว้ที่ราคา 10฿ — 100฿

จะสามารถกำหนดแผนออกมาในรูปแบบเชิงเส้น (Linear)ได้ดังนี้

สมมติราคาปัจจุบันอยู่ที่ 50฿ แบ่งสัดส่วนเป็น % เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารว่าจะลงทุนกี่ % โดยกำหนดเงินต้น 100,000฿ และสมมติเราวางแผนว่าที่ราคา 50฿ เราจะลงทุน 40% ของเงินต้น

เมื่อเราลงทุนตามที่กำหนดไว้คือ 100,000฿ ลงทุนที่ราคา 50฿ ด้วยเงิน 40% ผลที่ได้ออกมาจะเป็นดังนี้ครับ 40,000 @ 50฿ = 800 หุ้น โดยกำหนด TP = 100฿

(TP คือ top price ราคาสูงสุดที่เรากำหนดจุดทำกำไรไว้ในสินค้านั้นๆ)

สมมติเราซื้อไปแล้ว 40% แล้วหลังจากนั้น ราคากลับลงไปที่ 40฿ ซึ่งเป็นจุดที่เรากำหนดไว้ว่าจะซื้อตาม % ณ ขณะนั้น เราจะเหลือเงินลงทุนอยู่อีก 60,000฿

สามารถคำนวน Money management เพื่อมาซื้อที่ราคา 40฿ ได้โดยหา % ของราคาจาก 50฿ ไป 10฿ โดยนำ 50 เป็นฐาน 10 ตั้ง = 10/50 = 20%
ดังนั้นปริมาณเงินที่เราจะใช้ซื้อที่ราคา 40฿ จะเท่ากับ 20% หรือ 20,000฿ โดยที่จะได้ 20,000 @ 40 = 500 หุ้น (ยิ่งลงจะได้หุ้นเพิ่มขึ้น)
หากราคากลับขึ้นมา 45฿ วิธีการก็คือเราจะเห็นได้ว่าราคากลับขึ้นมา 5฿ จากจุดที่เราซื้อ 40฿ ก็นำ 5/50 = 10%
เราจะคำนวนได้ว่าราคาขึ้นมา 10% ก็ให้เราทำการขายออกไป 10% หรือให้เราขายออก 10,000฿
= 45/10,000 = 222 หุ้น
สมมติขายออกไป 200 หุ้น(ไม่ขายเศษ 22 หุ้น) คิดเป็นเงินประมาณ 9,000฿ ถ้าราคาลงไปอีกก็ซื้อคืนกลับอีก 10%

ถ้าหากเราวางโซนไว้ 100% ก็เท่ากับว่าอยู่ในแผนเราทั้งหมด !!

และนี่ก็คือการวางแผนแบบที่เรียกว่า Static fix นั่นเองครับ โดยถามว่า กองทุนเค้าใช้ยังไง? สมมติว่ากองทุนกองหนึ่ง ได้รับเงินจัดสรรให้มาลงทุนในตลาดน้ำมัน โดยที่เขาจะกำหนดจุดซื้อเป็นโซนไว้ ไม่ว่าจะจากการคำนวนยังไงก็แล้วแต่ เช่น มองกรอบราคาน้ำมันระยะ 5 ปีไว้ที่ 10$ — 90$ เขาก็จะนำเงินที่ได้จัดสรรมา ไปแบ่งลงทุนตามหลัก Static fix ไว้ โดยที่ไม่ต้องมากังวลว่า ราคาจะขึ้นหรือลงภายในวันยังไง ข่าวดีข่าวร้ายจะส่งผลแค่ไหน และอินดิเคเตอร์จะบอกอะไร โดยวิธีนี้ ขอแค่ให้ราคาน้ำมันเคลื่อนไหว เค้าก็พร้อมจะซื้อเพื่อเก็บเข้าแผน หรือขายเพื่อทำกำไรได้ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่เค้าได้รับคำสั่งมาให้ลงทุนครับ (หมายเหตุ — เป็นวิธีที่พูดให้เข้าใจง่ายๆเฉยๆ ไม่ได้หมายความว่าเค้าจะทำแบบนี้เป๊ะๆนะครับ)

มาเริ่มวิธีต่อไปกันอีกสักวิธีดีกว่าครับ :)

ขอบคุณรูปภาพจาก : Google.com

อีกวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือวิธีที่เรียกว่า BELL CURVE

การบริหารแบบ Bell curve สิ่งสำคัญคือการวาง Zone

ขออธิบายตามภาพเลยครับ

จะเห็นว่า สมมติเราเข้าตลาดวันแรกแล้วราคาอยู่ที่ 50฿ เราทำการซื้อ 50% ที่ราคา 50฿ เมื่อราคาขึ้นไปที่ 75% ตามในภาพ ก็แบ่งทยอยขายออกมา 25% ตามเส้นประที่กำหนดได้เลย

หลังจากเราซื้อ 50฿ ไปแล้ว ตลาดปิด และเปิดในวันถัดมา ราคาขึ้นมาอยู่ที่ 55฿ แล้วเราอยากซื้อเพิ่ม สามารถคำนวนได้โดยนับจาก 55–100 = 45%
ให้เราทำการซื้อ 45% ของพอร์ต และสมมติว่ากำหนดจุดขายแรกไว้ที่ 70฿ จะสามารถคำนวนได้ว่า 55–70 = 15% ก็ให้ทำการขายออกมา 15%
และสมมติราคาอยู่ที่ 35% (ตามภาพ) เดิมทีเรามี 45 ขายไป 15 เท่ากับเหลือ 30
คำนวนจาก 35 ไป 100 [35–100 = 65] แต่เดิมเรามี 30 ก็ให้เราทำการซื้อกลับอีก 35%
ดังนั้นถ้าหุ้นลงไป 35 เราต้องมีหุ้นในพอร์ต 65%

โดยจะเห็นได้ว่า การลงทุนด้วยวิธีแบบนี้ กลยุทธ์ทั้งหมดจะถูกปรับลงไปใช้กับ Money management ทั้งหมดโดยที่แทบไม่ได้ไปแตะต้อง Indicators ใดๆเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การลงทุนวิธีนี้จะต้องมาจากการเลือก และทำการบ้านกับ Product นั้น ๆ อย่างละเอียดรอบคอบแล้ว จากนั้นจึงจะนำมาใช้กับวิธีการลงทุนดังที่กล่าวมาแล้วเบื้องต้น

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่สนใจหรือเริ่มต้นการลงทุนเพื่อนำไปปรับใช้กับการลงทุน อาจนำไปใช้กับการลงทุนหลังตลาดเปิดวันพุธนี้ได้เลย หรืออาจไปใช้กับการลงทุนอื่นๆได้เช่นกันครับ

หากสงสัยหรือต้องการสอบถามเพิ่มเติมสอบถามมาได้เรื่อยๆนะครับ สวัสดีปีใหม่ครับ :)

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.