เปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น แบบยั่งยืน 1

คนส่วนใหญ่อยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้นเราอยากแข็งแรง สุขภาพดี อยากมีเงินใช้ไม่ลำบากขัดสน หลายครั้งเราก็รู้ด้วยว่าต้องทำยังไง ชีวิตจึงจะดีขึ้นอย่างที่อยาก เรารู้ว่า ต้องออกกำลังกาย กินอาหารที่ดีกับสุขภาพ เลิกสูบบุหรี่ เข้านอนให้ตรงเวลา ดูละครดูซีรีย์ให้น้อยลง ขยันทำงาน อ่านหนังสือหาความรู้ให้มากขึ้น ฯลฯ
แต่ปัญหาคือ เราเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ไม่นาน
แล้วทุกอย่างก็กลับไปเป็นเหมือนเดิมถ้าคุณเป็นเช่นนั้น รู้ไว้ว่าคุณไม่ได้เป็นคนเดียว
ถ้าผมจำไม่ผิด ตัวเลขของคนที่ล้มเลิกสิ่งที่ตั้งใจภายใน 1 เดือน
จะอยู่ที่ประมาณ 95% (ต่อให้จำผิด ตัวเลขก็สูงมากประมาณนี้อยู่ดี)
แน่นอนครับ ใครๆก็รู้ว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้มันต้องมีวินัย ใจต้องแข็งต้องมีวิริยะ อุตสาหะ ต้องตั้งใจจริง ต้องมีความต้องการอย่างแรงกล้า ฯลฯ แต่คำพูดเหล่านี้มัน จับต้องยาก
คำถามคือ มีวิธีการอะไรไหม ที่จะช่วยให้การเปลี่ยนแปลงตัวเอง ทำได้ง่ายขึ้น
จับต้องได้มากขึ้น และเป็นระบบมากขึ้น
ในภาพกว้างๆนะครับ จะมีปัจจัยหลักๆที่ทำให้คนๆหนึ่ง
เปลี่ยนแปลงตัวเองได้หรือไม่ อยู่ 5 ปัจจัยด้วยกัน
1 มีเป้าหมาย (ที่ SMART)
2 มี drive จากภายใน (มี internal motivation)
3 มีทักษะที่จะทำให้เรามีวินัย (ฟังแล้วอาจจะงง เดี๋ยวอธิบายให้ฟังครับ)
4 มีแผนการในการจะไปถึงเป้าหมาย
5 จัดสิ่งแวดล้อมให้เอื้ออำนวย
ทั้ง 5 ข้อนี้ ฟังแล้วก็ยังลอยๆกว้างๆ จับต้องไม่ได้ใช่ไหมครับ
ใจเย็นครับ เดี๋ยวเราจะค่อยๆลงไปที่ละข้อ แต่ตอนแรกเขียน
5 ข้อนี้ไว้บนกระดาษก่อน สิ่งที่เราจะทำคือ เราจะทำ เช็คลิสท์
ถ้าเรามีสิ่งเหล่านี้ครับ โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้สำเร็จจะสูง
มาเริ่มที่ข้อหนึ่งกันก่อน “มีเป้าหมาย (ที่ SMART)”

จะเดินทางไปไหน เราต้องรู้อย่างน้อยสองอย่างคือ
1 ตอนนี้เราอยู่ที่ไหน และ 2 ที่เราต้องการจะไป อยู่ที่ไหน
เรามาคุยที่ข้อเเรกก่อน นั่นคือเป้าหมาย
เป้าหมายที่ดี ต้องเป็นเป้าหมายที่ SMART คือ
Specific จำเพาะเจาะจง(มีรายละเอียด)
Measurable วัดค่าออกมาได้ ว่าก้าวหน้าไปมากน้อยแค่ไหน
Attainable เป็นไปได้จริง
Relevant เป้ามีความหมายกับเราจริงๆไหม
Timely กำหนดเวลา
สองค่าแรกคือ Specific และ Measurable
คือ เป้าที่เราจะเขียนลงกระดาษจะต้อง
จำเพาะมากๆ วัดค่าได้
เช่น ถ้าเราอยากรวย เราจะตั้งเป้าว่าอยากรวยแค่นั้นไม่ได้
แต่เราจะต้องระบุให้ชัดเจนไปเลยว่า
รวยเท่าไหร่? สิบล้าน ร้อยล้าน พันล้าน คือวัดค่าออกมาได้
ในเวลากี่ปี ห้าปีข้างหน้า สิบปี ข้างหน้า
แต่ละเดือน/ปีควรจะหาเงินได้เท่าไหร่จึงจะถึงเป้า?
เป็นเงินจากรายได้ประจำเท่าไหร่? ต้องหารายได้เสริมเท่าไหร่?
หรือถ้าเป็นเรื่องสุขภาพ จะบอกว่าอยากสุขภาพดี หรืออยากแข็งแรง ไม่พอ
แต่ต้องเจาะจงไปเลย เช่น
มวลกล้ามเนื้อต่อไขมัน จะเป็นเท่าไหร่
ในเวลากี่เดือน
หรือเดือนหน้าจะวิดพื้นได้กี่ครั้ง
หรือภายในเดือนหน้าจะลดจำนวนบุหรี่ลงเหลือที่มวนต่อวัน
เป้าหมายที่ดีจะต้องตอบคำถามได้ว่า
ต้องการอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ กับใคร ฯลฯ
คิดว่าน่าจะพอเห็นภาพใช่ไหมครับ เอาเป็นว่ายิ่งมีรายละเอียดwfhจะยิ่งดี
Attainable คือ เป้าหมายเป็นจริงได้
คำว่าเป็นจริงได้ นี้ หมายถึงเราคิดว่าเป็นจริงได้
แม้ว่าคนอื่นจะมองว่าเป็นไปไม่ได้ก็ตาม
แต่เราก็ต้องไม่หลอกตัวเองด้วย
คือ หลังจากชั่งน้ำหนักปัจจัยต่างๆแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง
ความรู้ของเรา รายได้ปัจจุบัน เวลาที่มี ภาระทางครอบครัว อายุ
แล้วพอจะเป็นจริงได้
ไม่ได้แปลว่า ห้ามฝันไกลหรือฝันใหญ่นะครับ
แต่เขาพบว่า ถ้าฝันนั้นไกลหรือใหญ่เกินไป
หลายครั้งเวลาทำจริงแล้วไปไม่ถึงไหนสักที จะทำให้ท้อได้ง่าย
ถ้าจะฝันใหญ่ ฝันไกล ควรจะให้ระยะเวลาในการเดินทางที่เหมาะสมด้วย
และควรจะมีเป้าขนาดกลาง และเป้าขนาดเล็ก ให้ได้สัมผัสหรือชื่นใจ
ระหว่างการเดินทางไกลนั้นด้วย
Relevant คือ เป้านั้นสำคัญกับเราจริงๆไหม
คำถามนี้เหมือนจะไม่มีอะไร แต่จริงๆสำคัญมาก
เพราะการเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย เราจะรู้สึกท้อแท้ อยากเลิก
และไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่จะท้อแท้หลายครั้ง
เมื่อท้อแท้ เราก็จะอดถามตัวเองไม่ได้ว่า เราทนลำบากไปเพื่ออะไร
ถ้าเราตอบคำถามไม่ได้ชัดเจนจริงๆว่าเป้าของเรา สำคัญกับเราอย่างไร
เราก็จะล้มเลิกการเดินทางไปหาเป้าหมายนั้น
ซึ่งบางครั้งการล้มเลิกก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายครับ
ถ้าเป้านั้นเราทำเพราะเราทำตามคนอื่น ทำตามแฟนชั่น
หรือ แค่อยากให้คนอื่นยอมรับ
แต่จะดีกว่า ถ้าเราถามตัวเองตั้งแต่แรกว่า เราต้องการเป้านั้นจริงๆหรือเปล่า
จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางนี้ แล้วเดินทางไปเป้าหมายอื่นที่เราต้องการมากกว่า
บางครั้งความหมายที่ซ่อนอยู่หลังเป้าหมายก็อาจจะเห็นได้ไม่ชัดนัก
แต่ถ้าเราพิจารณาเป้านั้นสักเล็กน้อย เราอาจจะเห็นว่า มีวิธีอื่นที่จะได้สิ่งที่ต้องการ
โดยไม่ต้องไปถึงเป้าหมายนั้น
ลองฟังตัวอย่างเปรียบเทียบดูนะครับ
สมมติว่า ทุกคนในสังคมต้องการจะได้ส้ม
ทุกคนจึงแย่งแข่งขันที่จะได้ส้มมาครอบครอง
เราเองก็อยากได้ส้ม เช่นคนอื่น แต่ถ้าเราถามตัวเองว่า
เราอยากได้ส้มไปเพื่ออะไรกันแน่ เราอาจจะค้นพบว่า
เราอาจจะไม่ได้ต้องการส้มจริงๆก็ได้
สิ่งที่เราต้องการจริงๆ คือ แยมเปลือกส้ม
แล้วเราต้องการส้ม เพื่อให้เปลือกส้ม
แต่เราลืมความต้องการนั้นไป แล้วมัวแต่ไปโฟสักที่ส้ม
เราเลยไปแย่งส้มกับคนอื่นๆ
แต่ถ้าเราเห็นชัดว่าเราต้องการ แยมเปลือกส้ม
เราก็ไม่ต้องไปแย่งส้มกับคนอื่น
แต่ไปขอเปลือกส้มที่คนอื่นๆทิ้งก็ยังได้
แต่ถ้าเราไม่ชัดเจนว่าทำไมเราต้องการส้ม
เราอาจจะเสียเวลา เสียพลังไปแย่งส้มกับคนอื่น
ต่อให้สำเร็จได้ผลส้มมา เราก็อาจจะไม่มีความสุขนัก
เพราะมีส่วนของส้มมากมายที่เราไม่ต้องการและต้องทิ้งไป
(แถมทิ้งไม่ลงอีกเพราะลงแรงไปเยอะ)
เช่นเดียวกัน ถ้าเราอยากรวยมีเงินร้อยล้าน เราก็อาจจะต้องถามตัวเองว่า
เราตั้งเป้าร้อยล้านไปทำไม? เราจะเอาร้อยล้านไปทำอะไร?
สิ่งที่เราต้องการนั้นหาด้วยวิธีอื่นได้ไหม?
เมื่อเราเข้าใจเป้าของเราชัดเจนแล้ว เมื่อถึงวันที่เรารู้สึกท้อ (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง)
เราจะได้กลับมานึกถึง ความหมายของเป้าหมายที่มีต่อเราอีกครั้ง
แล้วเราก็จะมีกำลังจะลุกขึ้นเดินต่ออีกรอบ
Timely
กำหนดเวลา ก็ตรงไปตรงมานะครับ
คือเราต้องมี dead line และมีกรอบเวลา
ว่าเพื่อไปถึงเป้าหมาย มีอะไรที่ในวันนี้ได้บ้าง (ทำเลย)
มีอะไรที่ควรทำวันพรุ่งนี้ อะไรที่ควรทำให้เสร็จภายในหนึ่งสัปดาห์
อะไรควรทำให้เสร็จภายในหนึ่งเดือน อะไรควรทำให้เสร็จภายในหนึ่งปี
*****************
โดยสรุป เช็คลิสท์ ที่เราต้องเขียนในตอนแรกก็คือ
1 เขียนเป้าหมายที่ต้องการจะทำหรือเปลี่ยนแปลง
2 ใส่รายละเอียดของเป้าหมาย ให้ SMART
คือ เจาะจง มีรายละเอียด เป็นไปได้จริง
ตอบคำถามว่าเป้าหมายนั้นสำคัญต่อเรายังไง แค่ไหน
แล้วกำหนดขอบเขตของเวลาไว้
Credit : Chatchapol Book
