สักครั้งหนึ่ง…ที่มัลดีฟ

Momentums
Momentums
Sep 6, 2018 · 7 min read

มาเริ่มกันเลย ในส่วนนี้จะไม่ขอพูดถึงประวัติความเป็นมาของ มัลดีฟ นะครับ
เชื่อว่าหลายคน คงรู้จัก มัลดีฟ กันมาบ้างแล้ว ถ้าพร้อมแล้วไปต่อกันเลย


เริ่มด้วยการจองตั๋วเครื่องบิน ผมจองตั้งแต่ กุมภาพันธ์ 2561 เพราะว่าทางเพจของ ChangTriGet เขามีโปรโมชั่นของสายการบิน Air Asia ครับ
ได้ฤกษ์งามยามดี วันที่ 3–5 กันยายน 2561 ก็กดจองในทันที


รวมราคาทั้งหมดในการจองครับ เฉพาะตั๋วเครื่องบินอย่างเดียวนะครับ
ราคานี้ไม่รวม
- ค่าสัมภาระ 20 กก.
- ของกินบลาๆ บนเครื่อง
- เลือกที่นั่ง

เที่ยวบินขาไป และ ขากลับ

ส่วนตรงนี้ผมมาซื้อเพิ่มตอนใกล้จะไปแล้วครับ
ค่าสัมภาระ ผมซื้อแค่คนเดียวนะครับ 20 กก.
เพราะว่าลองคำนวนดูแล้ว 2 คนรวมกันไม่น่าจะถึง 20 กก.
และสามารถเอากระเป๋าขึ้นเครื่องได้อีก 2 ใบ
ใบละไม่เกิน 7 กก. ผมเลยซื้อน้ำหนักทั้งไปและกลับแค่คนเดียวครับ


เมื่อได้วันที่จะไปแน่นอนแล้ว
ผมก็มาเลือกแพ็คเกจทัวร์ ผมเลือกเจ้านี้ครับ Like Maldives
บริการดีมากๆครับ ที่สำคัญราคาถูกด้วย แถมได้ห้องพักที่ดีที่สุดครับ
ผมจองแพ็คเกจ Premium Deluxe Spa Water Villa
ราคา 2 คนรวมแล้ว 56,400 บาท บาทครับ


ผมเลือกจองเป็นแบบ All Inclusive ครับ
All Inclusive คือ รวมอาหาร เช้า กลางวัน เย็น
เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอ และไม่มี และไม่มีแอลกอฮอไว้หมดแล้ว
และกิจกรรมอย่างอื่นอีก บลาๆๆ

รอบนี้ผมแลกเงินสดเป็น usd ติดไป ประมาณ 5000 บาท
และเอาเงินเข้าบัตร กรุงไทย Travel ไว้ 10,000 กันไว้เฉยๆ
บัตรนี้ดีมากครับ แลกเปลี่ยนสกุลเงิน ถูกกว่าบางเจ้าที่แลกๆกัน
แถมใช้รูดได้เหมือนบัตรเครดิตเลย ซื้อของหรือกดเงินสดก็ได้
รองรับการใช้งานทั่วโลก สมัครฟรี ที่นี่ ครับ


มาถึงสนามบิน ผ่านตรงตรวจคนเข้าเมืองมา
ก็มุ่งตรงไปใช้บริการ lounge king power เลยครับ
สำหรับสมาชิกจะสามารถพาผู้ติดตามเข้าไปด้วยได้ 1 ท่านครับ
ระหว่างนั่งรอเครื่อง ก็เข้าไปกินขนม และ ของว่างต่างๆฟรี
สามารถใช้สิทธิ์นั่งได้ 2 ชั่วโมงนะครับ


การเลือกที่นั่งสำคัญมากครับ โดยเฉพาะขาไปให้ เลือกฝั่งซ้าย นะครับ
ผมเลือกซื้อที่นั่ง 6A และ 6B ครับ โซนนี้จะอยู่แถวหน้าๆหน่อย
จะไม่ค่อยถูกปีกบังเวลาถ่ายรูปครับ เดี๋ยวไปดูกันว่ามันดียังไง


ขึ้นเครื่องมาไม่นาน พนักงานก็เดินเอาอาหารที่เราจองไว้ มาเสริฟครับ
ส่วนอาหารแนะนำในให้สั่งจองผ่านเว็บนะครับ มาซื้อบนเครื่องจะอีกราคา
และบางเมนูอาจจะไม่มีครับ บิน 4 ชั่วโมง ยังไงก็หิวสั่งเหอะ

แกงเขียวหวานไก่

ส่วนเมนูนี้ต้องมาสั่งบนเครื่องเท่านั้น ชื่อว่า Hokkaido Milk Lava Toast
เป็นเมนูขนมหวานของร้าน After You ใช่ครับ ฟังไม่ผิด
ชิ้นนี้ 120 บาท อร่อยมากกกกกกก
ที่สำคัญได้กระเป๋าฟรีด้วย กินบนความสูง 30,000 ฟุต เท่ห์ไปอีก

Hokkaido Milk Lava Toast
Hokkaido Milk Lava Toast

บินอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง พนักงานก็เดินเอาใบนี้มาแจกครับ
มันคือใบตรวจคนเข้าเมืองครับ เราก็กรอกให้ครบแล้วเก็บไว้ไปยื่นที่
ตรวจคนเข้าเมืองของ มัลดีฟ ครับ


เผลอหลับไปแป๊บนึง เสียงตึ๊งดังขึ้น เป็นเสียงของกัปตันพูดดังขึ้นว่า
อีกสักครู่ เราจะนำเครื่องลงจอดที่ ท่าอากาศยานนานาชาติเวลานา
หรือที่เรียกกันว่า สนามบินมาเล่ นั่นเอง จากนั้นให้หยุดทุกอย่าง
แล้วรีบมองไปที่หน้าต่างด้านซ้ายครับ เราจะพบ atolls มากมายเต็มไปหมด
นี่แหล่ะครับที่ผมแนะนำให้เลือกที่นั่ง

Atolls

มาถึงแล้วครับ นั่งมา 4 ช้่วโมงนิดๆ เวลาของที่นี่จะช้ากว่าบ้านเรา 2 ชั่วโมงครับ
ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองมา ก็มารับกระเป๋าเดินทางครับ


จากนั้นก็เดินออกมาหน้าสนามบิน เลี้ยวไปทางขวาประมาณ 100 เมตร
ให้ไปป้ายร้านนี้ครับ เป็นร้านขายซิมการ์ด คนขายใจดีมากกกก


ผมเลือกแพ็คเกจนี้มาครับ ใช้งานเน็ตได้ 7 วัน เน็วเร็วมากกกกกกก
เร็วจนต้องร้องขอชีวิต ผมใช้ถ่าย Live ไม่มีสะดุดเลยครับ
ราคาก็ 20 USD ประมาณ 700 กว่าบาท

Data Travel Sim

อ่อมีคนถามผมมาหลายคนว่าใช้อะไรถ่าย Live ภาพวีดีโอไม่สั่นเลย
ผมใช้เจ้าตัวนี้ครับ Osmo Mobile 2 ซื้อมาเพื่อทริปนี้โดยเฉพาะเลย
ราคาก็อยู่ที่ 5000 บาทครับ

Dji Osmo Mobile 2

หลังจากเปลี่ยนซิมเรียบร้อย เราก็มุ่งตรงไปที่เค้าเตอร์ที่ 12
จะเป็นของ Centara ras fushi ครับ แล้วจะมีพนักงานพาเราไปที่ท่าเรือครับ

ภาพที่ทุกคนจะได้เห็นต่อไปนี้คือบับบบ เห้ยแกรร ที่มันแค่ท่าเรือธรรมดาเองนะ
น้ำจะใสขนาดนี้ไม่ด้ายยยยยยยย


ผมลืมบอกไป รีสอร์ทที่เราจะไปกันมีชื่อว่า Centara Ras Fushi
รีสอร์ทนี้เป็นของคนไทยครับ มีพนักงานไทยคอยต้อนรับ
เนื่องจากรีสอร์ทนี้อยู่ไม่ไกลจากสนามบิน เราก็นั่งเรือสปีดโบ้ทไป
โดยทางโรงแรมจะมีเรือมารับครับ ใช้เวลาประมาณ 20 นาที


เมื่อมาถึงก็จะมีพนักงานหลายสิบคนมายืนรอต้อนรับที่ท่าเรือ
มีหนักงานหลายเชื้อชาติครับ ทั้งนี้เพื่อรองรับแขกที่จะมาพักจากหลายๆประเทศ
พนักงานก็จะอธิบายเกี่ยวการเข้าพักให้ฟัง
แล้วจากนั้นพนักงานจะนำ welcome drink มาเสริฟให้เราครับ


มาถึงตอนนี้ ไม่รอช้าแล้ว
ขอวาร์ปไปที่ประตูทางเข้าห้องเลยละกัน
ห้องนี้อยู่ไกลมากเกือบสุดทางเลย แต่ก็คุ้มครับ
ไกลแค่ไหนก็เดินได้ มาถึงที่นี่แล้ว อะไรก้ได้ครับ อิอิ

Room

เราจะได้คีย์การ์ด มาสองใบนะครับ
ใบนึงเอาไว้เสียบไว้ในห้อง คอยเปิดแอร์ทิ้งไว้ให้เย็นฉ่ำอยู่ตลอดเวลา
ส่วนอีกใบนึงเอาติดตัวไปครับ เอาไว้เปิดเข้าห้องพัก


เอาล่ะนะ เปิดผ้าม่านแป๊บ
โอ้โหวววววววว ถึงกับร้องเสียงหลงกันเลยทีเดียว


ที่ผมคิดไว้คือ มัลดีฟ คนเขาก็มากันเยอะแล้วป่ะ แล้วอีกอย่าง
ป่านนี้ก็คงเปลี่ยนไปเยอะแล้ว คงไม่สวยเหมือนในรูปที่เค้ารีวิวกันหรอก
แต่ที่ไหนได้ ให้ภาพมันเล่าเรื่องครับ
รูปภาพไม่ได้ปรับแต่งครับ ส่งจากกล้องมา ก็โพสอวดลงเฟสเลย ^^


ภายในห้องพักจะมีตู้เย็นใบเล็กๆให้เรา แต่ โดยปกติตามโรงแรมทั่วไป
ถ้าเราไปพักแล้วกินของในตู้เย็น เราจะต้องเสียเพิ่มใช่มั้ยครับ
แต่ที่นี่ไม่ครับ นอกจากจะไม่เสียเงินแล้ว ยังมีของมาเติมให้ทุกวันครับ


ส่วนปลั๊กที่นี่ ผมเคยอ่านรีวิวมา ว่าปลั๊กของประเทศนี้ ใช้แบบ 3 ขา
ก็เลยซื้อเตียมไป 2 อัน สุดท้ายไม่ได้ใช้ครับ เพราะที่นี่สามารถ
ใช้ปลั๊กแบบบ้านเราได้แล้ว


ส่วนตรงนี้ครับคือดีมาก พนักงานคนไทยบอกว่าถ้า Bath Foam หมด
ให้แจ้งพนักงานได้เลยที่เดินอยู่ข้างนอก
ผมก็บอกพ่อบ้านคนนึงไป i need to Bath Foam พ่อบ้านแกพยักหน้า
ไม่รู้ว่าแกเข้าใจหรือเปล่า แล้วแกก็เดินไป ผ่านไป 2 นาที
พ่อบ้านคนเดิมกลับมาเคาะประตู และยื่น Bath Foam มาให้ผม 6 ขวด

BATH FOAM

ต่อไปจะขอแนะนำร้านอาหารต่างๆนะครับ จะมีด้วยกันอยู่ 4 ร้านครับ
ในการจะไปกินอาหารในแต่ละร้าน เราต้องทำจองกับพนักงานก่อนนะครับ
พนักงานจะได้จัดเวลาให้ถูกว่าวันไหนเวลาไหนจะไปกินที่ไหนครับ
และร้านอาหารทั้ง 4 ร้านนั้น เราทานฟรีทั้ง 3 มื้อครับตลอดเวลาที่เราอยู่ที่นี่ครับ
เพราะเราซื้อแพ็คเกจมาแบบ All Inclusive แต่บางร้านจะมีเงื่อนไขนิดหน่อยครับ


ห้องอาหารแรกที่จะแนะนำชื่อว่า โอเชี่ยนส์ ครับ
ห้องอาหารนี้จะเป็นสไตล์บุฟเฟ่ต์ ซึ่งเหมาะกับผมมาก 5555
กินได้ทุกอย่างไม่อั้นและไม่จำกัดเวลา อีกอย่างนึงคือร้านนี้อยู่ในแพคเกจ
All Inclusive ครับ อยากบอกว่าในบรรดาห้องอาหารทั้งหมด
ผมชอบที่นี่ครับ เพราะมีอาหารหลายๆชาติรวมกัน รวมถึงอาหารไทยด้วย

เวลาเปิดทำการของร้านนี้ 07:00 - 10:00 / 12:00 – 14:00 /19:00 - 22:00


ห้องอาหารต่อมาจะเป็นห้องอาหารอาหรับครับ ชื่อว่า อัลไคมาห์
อ่าใครมาไปดูซิ ไม่ใช่นะครับ 555 ห้องอาหารนี้จะเป็นแนว สเต็ก
สายเนื้อไม่ควรพลาดที่นี่ครับ แต่… ร้านนี้ไม่ได้เป็นบุฟเฟ่ต์นะครับ
โดยร้านนี้จะมีเครดิตให้ทานได้คนละ 40 usd ถ้าเกินกว่านั้นเราต้องจ่ายเองครับ

เวลาเปิดทำการของร้านนี้ 19:00–22:00


ห้องอาหารที่ 3 ครับ ห้องนี้มีชื่อว่า ลาเบรซซา เป็นแนวอาหารอิตาเลียนครับ
พิซซ่ากับสปาเก็ตตี้อร่อยมากครับ ร้านนี้ก็ไม่ใช่ร้านบุฟเฟ่ต์อีกเช่นเคย
ร้านนี้จะมีเครดิตให้ 40 usd เหมือนกันครับ

เวลาเปิดทำการของร้านนี้ 12:00 - 14:00/19:00 - 22:00


ห้องอาหารสุดท้ายเป็นห้องอาหารของไทยครับ ชื่อว่า สวนบัว
ที่นี่จะมีพนักงานไทยดูแลครับ ห้องนี้ก็ไม่ใช่บุฟเฟ่ต์อีกเช่นเคยครับ
มีเครดิตให้ 40 usd อาหารโดยรวมก็อร่อยดีครับ

เวลาเปิดทำการของร้านนี้ 12:00–14:00/19:00–22:00


ต่อไปมาดูแนวบาร์กันบ้างครับ จะมีด้วยกันสองที่ครับ ที่คนชอบไปที่สุด รวมถึงตัวเจ้าของกระทู้นี้ด้วยครับ แห่ะๆ เพราะว่าทุกอย่างฟรีครับ ไวน์เอย แชมเปญเอย
คอกเทลเอย และอื่นๆอีกเพียบ สั่งไปเถอะครับ ไหนๆมาแล้วเอาให้คุ้มครับ
เวลาเปิดทำการของทั้งสองที่ก็เริ่มตั้งแต่ 09:00 ลากยาวไปถึง 23:00 ครับ
กลางคืนมีดนตรีสดเล่นให้ฟังทั้งสองที่ครับ ชอบที่ไหนก้ไปที่นั่นครับ


ที่แรกที่จะแนะนำมีชื่อว่า เวฟพูลบาร์ ครับ ที่นี่จะเป็นบาร์ที่อยู่ในสระน้ำ ติดชายหาด
ไม่ว่าคุณจะนั่งที่ชายหาด หรือ บริเวณใกล้เคียง ก็จะมีพนักงานเดินไปเสริฟตลอดครับ
คอยเช็คว่าแก้วเราหมดหรือยัง คือมันดีมากจริงๆครับ


ที่ที่สองนี้ชื่อว่า วิวบาร์ ครับ ที่นี่เหมือนเป็นแลนด์มาร์กครับ คนส่วนใหญ่ชอบมานั่งดู
พระอาทิตย์ตกกันกับคู่รัก มากับแฟนนี่ฟินสุดๆ บอกเลย บรรยากาศดีมากๆๆ
ถัดออกไปอีก 50 เมตร จะมีการให้อาหารปลาทุกวัน ช่วง 17:00
เราสามารถเดินไปชมได้ครับ


สรุปค่าใช้จ่ายของทริปนี้ครับ

1. ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ 2 คน = 13,071 บาท
2. ค่าที่นั่งเราเลือกเฉพาะขาไป 2 คน = 380 บาท
3. ค่าหารบนเครื่องขาไป = 430 บาท (ตรงนี้ใครจะไม่สั่งก็ได้)
4. ค่าอาหารบนเครื่องขากลับ = 450 บาท (ตรงนี้ใครจะไม่สั่งก็ได้)
5. ค่าโหลดสัมภาระ ไป-กลับ 1 คน = 1,500 บาท (ซื้อคนเดียวก็พอ)
6. ค่าประกันเดินทางบนเครื่องบินไปกลับ 2 คน = 180 บาท (ทำไว้เถอะครับ)
7. ค่าที่พัก 3 วัน 2 คืน นอนกลางน้ำ 2 คน = 56,400 บาท
8. ค่าแท็กซี่ไป-กลับสนามบิน = 400 บาท
9. ซิมการ์ด 1 ซิม = 750 บาท

ต่อไปจะเป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ใช้กับทริปนี้ด้วย
ซึ่งของบางอย่างถ้าใครมีอยู่แล้ว หรือ คิดว่าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องซื้อนะครับ

10. กระเป๋าเดินทาง 1 ใบ = 4,000 บาท
11. Dji Osmo Mobile2 = 5,000 บาท
12. ค่าทริปพนักงานยกกระเป๋า 5usd ประมาณ = 160 บาท(อันนี้แล้วแต่ครับว่าจะให้หรือไม่ให้ก็ได้)
13. บัตรสมาชิก K Power = 1,000 บาท (ใครอยากไปนั่งใน lounge แนะนำให้สมัครครับ เงินในบัตร 1000 สามารถซื้อของได้ที่ Duty Free ครับ)
14. ของฝาก 5 usd ประมาณ = 160 บาท
15. แลกเงินไป = 5,000 บาท
16. ห่วงยางยูนิคอร์น = 1,750 บาท
17. หน้ากากดำน้ำของ Decathlon 1 อัน = 800 บาท
18. รองเท้าใส่เดินในน้ำ ของ Decathlon 2 คู่ = 400 บาท

รวมทั้งหมดครับ 91,831 บาท

ยังไม่รวมเสื้อผ้าหน้าผมและเครื่องสำอางนะครับ ไม่ขอพูดถึงละกัน 5555


สุดท้ายนี้ อยากฝากรีวิวนี้ ไว้เป็นอีกหนึ่งรีวิว ให้เพื่อนๆได้ลองตัดสินใจกันนะครับ
บางที่อาจนำเสนอในราคาที่ถูกกว่า ก็อยากให้ลองพิจารณาดูครับ

แต่ครั้งหนึ่งในชีวิต ไม่รู้จะมีโอกาสอีกมั้ย และไม่รู้ว่ามันจะจมเมื่อไหร่
ผมอยากให้ทุกคนมาสัมผัสดูด้วยตัวเองสักครั้งนึงครับ . . .

Momentums

Written by

Momentums

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade