ความสมดุลของงานและชีวิตแบบที่ควรจะเป็น

นั่งหาข่าวยามเช้าอ่านไปกดเจอ Article เก่าๆ ใน HBR อันหนึ่งน่าสนใจ ชื่อว่า “Manage Your Work, Manage Your Life” ว่าดัวยเรื่องการสร้างความสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัว หรือคำที่พวกเราพูดติดปากว่า Work-Life Balance นั่นเอง ลองสรุป และใส่ความเห็นบางอย่างเข้าไป เพื่อให้นำไปลองทดสอบใช้ น่าจะมีหลักการสำคัญ 3 ประการ ดังนี้

1) Defining Success for Yourself หรือกำหนดความสำเร็จของตัวเราเอง : ทุกอย่างเริ่มกลับไปที่พื้นฐาน คือเรานิยามคำว่าสำเร็จทั้งงานและเรื่องส่วนตัวหมายถึงอะไร? จริงๆ ความสำเร็จในความหมายแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน บางคนบอกว่าความสำเร็จในงานคือความก้าวหนัาในตำแหน่งหน้าที่การงาน หรือเงินเดือน บ้างก็อาจจะบอกว่า KPI Achieved บ้าง บ้างก็ว่าคือความสามารถที่จะสร้างสิ่งที่แตกต่างบ้าง เป็นต้น เช่นเดียวกับความสำเร็จส่วนตัวก็แตกต่างอีกในแต่ละคนเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลที่เรารักและคนรอบตัว หรือ การมีความสุข หรือ การดำรงชีวิตที่มีความหมาย หรือ การได้มีประสบการณ์ใหม่ๆ เป็นต้น ประเด็นที่น่าสนใจคือการนิยามความสำเร็จของแต่ละคนนั้นไม่จำเป็นต้องเหมือน กัน ดังนั้นก่อนที่จะมองหาความความสำเร็จทั้งในด้านงานและชีวิตส่วนตัวนั้น ควรจะเริ่มจากการนิยามความสำเร็จของตนเองให้ชัดเจนก่อน

2) บริหารเทคโนโลยีให้เป็น : ปัจจุบันที่เราอยู่ในโลกของเทคโนโลยีทุกวัน อีเมล์, chat, smartphone App, หรือระบบงานต่างๆ เป็นต้น ดังนั้น เราหลีกหนีเทคโนโลยีไม่ได้ เพียงแต่เราจะต้องตัดสินใจเองว่าจะเป็นทาสของเทคโนโลยี หรือ เป็นเจ้านายของเทคโนโลยี เราจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจว่าเมื่อไหร่ ที่ไหน และอย่างไร ที่จะยอมให้เทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามามีบทบาทในชีวิตเรา ไม่ได้มีสูตรสำเร็จสำหรับเรื่องของเทคโนโลยี บางคนยอมให้เทคโนโลยีเข้ามารุกล้ำชีวิตส่วนตัว แต่บางคนก็เลือกปฏิเสธเทคโนโลยีจากชีวิตส่วนตัว ในขณะที่บางคนก็กำหนดกฎเกณฑ์ให้ชัดเจน เพราะการบริหารเทคโนโลยีที่ดีนั้น หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของการที่เรายอมให้บุคคลและเรื่องราวในที่ทำงาน เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตส่วนตัวมากน้อยเพียงใด?

3) Partnership : ความสำคัญของการอยู่ร่วมกันไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อยู่ร่วมกันหรือคู่ครองจะต้อง มีเป้าหมายร่วมกัน หรือที่เรียกว่า Common goal งานวิจัยบอกว่ามีผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จในสองข้อแรก จะให้ความสำคัญกับคู่ชีวิตและผู้ที่อยู่ร่วมกันที่สามารถเกื้อหนุนกันใน ด้านต่างๆ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในเรื่องของ “กำลังใจ” หรือ emotional support ที่ถือว่าสำคัญที่สุด และคู่ชีวิตควรเป็นได้ทั้ง “คู่คิด” “ผู้วิจารณ์” “และ “ผู้ให้คำปรึกษา” ได้ เพราะผู้บริหารนั้นโดยปกติจะเป็นคนที่งานหนัก จึงต้องอาศัยคู่ชีวิต หรือผู้อยู่ร่วมกันนั้นช่วยดูแลกันในด้านอื่นๆ เช่น การเงิน สุขภาพ บ้าน เป็นต้น

หลักการทั้งสามข้อแค่เป็นส่วนหนึ่งที่ บทความให้คำแนะนนำเพื่อสร้าง Work-Life Balance น่าสนใจที่จะไปปรับใช้กับการดำเนินชีวิตแต่ละคนดูครับ :)

ป.ล. : ข้อสามอาจช่วยปรับมุมมองของการเลือกคู่ครองใหม่ไม่ใช่ เรื่องรักแบบ emotional อย่างเดียวครับ :P

Reference : http://hbr.org/2014/03/manage-your-work-manage-your-life/ar/1