บันทึกความทรงจำ, คืนฟ้ามืดวันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๙ ณ หน้าพระบรมมหาราชวังฯ

สิ่งที่ฉัน “เห็น ได้ยิน และรู้สึกสัมผัส”

  • ผู้คนมุ่งหน้าสู่ท้องสนามหลวงและพระบรมมหาราชวังฯ ด้วยความเรียบร้อยเป็นระเบียบไม่วุ่นวายเหมือนชีวิตในกรุงเทพฯ ทุกๆ วัน
  • คืนนี้ราชดำเนินคือถนนชื่อเดิม แต่ที่แตกต่างคือไม่มีอีกแล้วพระบรมฉายาลัษณ์ที่ประดับไฟน้อยใหญ่ที่เห็นจนคุ้นตา
  • ชาวไทย และต่างชาติส่วนใหญ่ใส่เสื้อสีดำ ไม่มีบรรยากาศความร่าเริงยิ้มแย้มแบบปกติ
  • เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารทำงานเข้มแข็ง เรียบร้อย ด้วยประชาชนที่ว่าง่ายและเป็นระเบียบเรียบร้อย
  • เจ้าหน้าที่ฯ หลายท่านทำงานตั้งแต่ตี ๕ จนเกือบข้ามวันแล้ว แต่ยังแสดงความเข้มแข็งและวินัยแบบไม่แสดงให้ประชาชนที่มีศรัทธาเห็นว่าเหนื่อย ประชาชนมอบน้ำและอาหารให้เจ้าหน้าที่ตลอดเส้นทาง ที่ทุกคนมุ่งเดินไป คือ สนามหลวงและพระบรมมหาราชวัง
  • เมื่อขบวนเสด็จฯ พระบรมวงศานุวงศ์กลับ ทุกคนก้มกราบอย่างเรียบร้อยเป็นระเบียบ และให้เกียรติทุกพระองค์
  • ฟ้าที่สนามหลวง คืนนี้ดำสนิท เห็นเพียงแสงจันทร์ที่สว่างนำทาง ร่วมกับแสงไฟของพระบรมมหาราชวัง
  • ผู้คนยังมีคนร้องไห้โศกเศร้า บ้างก็สวดมนต์นั่งสมาธิกัน บ้างก็เหนื่อยอ่อนจากการเดินไกลนอนหลับ
  • มีผู้จิตใจดีแจกข้าว น้ำ ขนม กาแฟ ชา อาหารอิสลาม เป็นน้ำใจแบ่งบันด้วยรอยยิ้มบ้าง น้ำตาบ้างแก่ผู้ร่วมชาติที่มีพ่อคนเดียวกัน
  • มีหมอ และอาสาคอยช่วยเหลือคนเป็นลมตลอดรอบพื้นที่ฯ
  • มีมอเตอร์ไซค์ และรถอาสาผลัดกันรับส่งเพื่อนร่วมชาติตลอด ๒๔ ชั่วโมง (แม้กระทั่งกลุ่มที่เราเคยเรียกว่าเด็กแว๊นซ์ พวกเขาบอกขออาสารับส่งพี่ๆ)
  • มีคนเอาเทียนและดอกไม้แจกให้ฟรี เพื่อให้คนบูชาพระองค์ท่านตลอดรอบกำแพงพระบรมมหาราชวัง
  • ทุกคนทำได้แต่อยู่ข้างกำแพง จุดเทียน ก้มกราบเพื่อ “ขอน้อมส่งเสด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศสู่สวรรคาลัย”
  • “เป็นบรรยากาศแสนเศร้า แต่ก็เปี่ยมด้วยความสามัคคียิ่ง (ไม่เหมือนข่าวใน Social ที่มีแต่สร้างความแตกแยก ผู้ที่มีใจยังไม่เป็นผู้ให้ย่อมไม่สงบ)
  • “ลูกจักกลับมาให้ใกล้กว่านี้อีกแน่นอน”

บันทึกไว้ ณ เวลา 23:22 น.

Show your support

Clapping shows how much you appreciated Yongyuth Buranatepaporn’s story.