เมื่อเทคโนโลยีทางการเงิน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์/Platform ไม่ใช่เรื่องไกลกันอีกต่อไป

จริงๆ อยากเขียนเรื่องนี้มาสักพักแล้วเพราะหลายคน เช่น คนวัย GenX หรือแม้กระทั่ง Baby Boomer ได้สอบถามผมว่า FinTech เป็นยังไง เทคโนโลยี Internet Banking จะเป็นไงในอนาคต? ซึ่งบทความนี้รวบรวมมาจากที่เคยอ่านหนังสือ เลยเคยพูดคุยอภิปรายกับคนที่รู้จักหลายคน ซึ่งต้องบอกผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินใดๆ เพียงแต่เป็นผู้หลงใหลการสร้างผลิตภัณฑ์ หรือนวัฏกรรมเท่านั้น และกระแสเรื่อง Digital Consumer Finance, FinTech เป็นต้น ทำให้อดที่จะอยากแสดงความคิดเห็น และความเชื่อมั่นในเรื่องดังกล่าวด้วยคน

สังเกตุจากปี 2016 นั้นเกิดเหตุหน้าตื่นเต้นมากมายกับเทคโนโลยีทางการเงิน ทั้งฝั่งธนาคารแบบเก่าเริ่มขยับตัวเข้าสู่โลก Digital กันอย่างเร่งรีบ ทั้งการเข้ามาของ Big Guys สู่ทวีปของเราทั้งรูปแบบการลงทุน การควบรวมกิจการ หรือการเปิดรูปแบบ Start-up ที่เราเรียกว่ากันติดปากว่า FinTech รวมถึงเทคโนโลยีและ Infrastructure พื้นฐานไม่ว่าจะเป็น 4G or Super hispeed internet ที่สนับสนุนการเชื่อมต่อในการทำธุรกรรม หรืออุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ตลอดจนความเชื่อมั่นจากการเติบโตของธุรกิจ eCommerce พฤติกรรมคนไทยเริ่มมีความเชื่อมั่นในการซื้อขายออนไลน์ที่มากขึ้นแบบมองข้ามได้ เป็นสภาวะที่ช่วยขับเคลื่อนพฤติกรรมของคนไทยหรือคนในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียบใต้ให้เปิดรับ และมั่นใจเทคโนโลยีการเงินมากขึ้น

จริงๆ ถ้ามองให้ง่ายเทคโนโลยีมีผลต่อการเงินของคนทั่วไปอย่างไร? ขึ้นกับว่าเทคโนโลยีตอบโจทย์ และเข้าไปแก้ pain-points พื้นฐานของการเงินของคนทั่วไป ทั้ง 3 ประการ ดังนี้ 
 1. เทคโนโลยีช่วยให้คนทั่วไปเข้าถึงข้อมูลเพื่อการตัดสินใจว่าจะทำยังไงกับเงินในกระเป๋าของเขาได้ดีขึ้นอย่างไร
 2. เทคโนโลยีช่วยลด time หรือ effort ที่คนทั่วไปต้องพยายามให้เกิด transaction สักอย่างได้ดีขึ้นอย่างไร?
 3. เทคโนโลยีช่วยลดเรื่อง fees หรือ rate ต่างๆ ที่ลูกค้าต้องแบกรับได้อย่างไร? ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงกับ consumer

จาก Pain-Points จริงๆ เรื่องราวของการเงินของคนทั่วไปมองจากสูตรง่ายๆ อันนี้ก็ขอเขียนออกเป็นแนวนักเศรษฐศาสตร์หน่อยละกัน คือ

“รายได้ (Y) = การบริโภค © + เงินออมหรือเงินลงทุน (S)”

สมการ นี้บอกอะไรเราได้ และผมจะมาพูดถึงทำไม? หากมองลึกในตัวแปร เช่น เงินออมที่มาก หรือน้อยในกระเป๋าก็สามารถ represent การลงทุนได้ เช่นเดียวกับถ้าเราบริโภคหรือจับจ่ายใช้สอยมากกกว่ารายไดิเงินออมเราย่อม ติดลบได้ ซึ่งก็เป็นที่มาของธุรกิจการกู้หนี้ยืมสิน ซึ่งแตกมาจากธุรกิจด้านการออมและการลงทุน

แล้วเทคโนโลยีจะเข้ามาแก้ไขหรือเติมเต็มสมการพื้นฐานนี้ได้อย่างไร? มี 2 มุมมองครับ คือ

(1) ผลิตภัณฑ์ทางการเงินนั้นสามารถเปลี่ยนวิธีการบริโภคหรือการใช้จ่ายเงินของคนทั่วไปอย่างไร? (โฟกัสที่ตัวแปร C หรือการบริโภค)

(2) ผลิตภัณฑ์ทางการเงินนั้นสามารถเปลี่ยนวิธีการวิธีการออม/การลงทุน/การกู้ยืมของคนทั่วไปได้อย่างไร? (โฟกัสตัวแปร S หรือเงินออม/เงินลงทุน)

เพื่อ ให้มองง่ายขึ้นเราก็มองที่พฤติกรรมของผู้บริโถค หรือตามหลักที่ทุกคนเรียกว่าลูกค้านั่นละครับ ด้วยการเจาะลึกที่มารายได้ (Y) ของพวกเขาลงลึกใน sub-category ของตัวแปรที่เทคโนโลยีจะช่วยพวกเขาได้ คือ (หมายเหตุ : แบ่งตาม model FinTech industry ที่เกิดขึ้นแล้วในโลกตะวันตก)

(1) ถ้ามองเรื่อง C Category ก็สามารถแตกเป็นพฤติกรรมได้ 3 ประเภท ได้แก่ การโอนหรือการเคลื่อนย้ายทางการเงิน (Transfer), การจับจ่ายใช้สอย (Spending/Purchasing) และ การจดบันทึกรายรับ/รายจ่าย (Tracking of Spending)
 (2) ถ้ามองเรื่องของ S Category หรือเงินออม Sub-cat ของ Product ก็แบ่งได้เป็นประเภทใหญ่ 2 ประเภท คือ การลงทุน (Investing) และการกู้ยืม (Borrowing)

ที่นี้มา ลงลึกกันอีกนิดจากที่กล่าวไปแล้ว ส่วนแรกของสมการที่อยากกล่าว คือการบริโภค © ของลูกค้ามีแนวโน้มอยู่สองสิ่งคือ

(1) จ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการ และ

(2) จ่ายเงินแก่ครอบครัว หรือเพื่อนฝูงอาจจะอยู่ในรูปเงินโอน ที่ทำให้เกิด transaction ต่างๆ ขึ้นในระบบการเงิน

ดังนั้นเทคโนโลยีจะช่วย Disrupt พฤติกรรมของลูกค้าได้ในส่วนการบริโภค © ได้ ได้แก่
 (1) การช่วยเหลือในการส่งผ่านเงินให้แก่เพื่อนหรือครอบครัว
 (2) การช่วยเหลือในการซื้อสินค้าและบริการหรือการจ่ายบิลสินค้าฯที่เกิดขึ้น
 (3) การช่วย track หรือ control ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

ตัวอย่างของบริการที่เข้ามาช่วยในฝั่งการบริโภค © ในโลกนี้ เช่น

1 บริการการช่วยเหลือทางการส่งผ่านเงิน (Transfer) : ทีเกิดขึ้นในโลกก็มีบริการที่น่าสนใจมากมาย โดยมากจะอยู่บนพื้นฐาน 3 ประการคือ ง่าย, ถูก และเร็วกว่า คนที่เข้ามา disrupt ในตลาดก็ส่วนมากจะมาจากตะวันตกซึ่งมีนวัฏกรรมการเงินที่ adopt ไปสู่ Early Majority แล้ว ตัวอย่างบริการประเภท Trasfer ที่น่าสนใจเช่น

https://venmo.com/ : บริการที่ช่วยให้เราส่งเงินไปให้เพื่อนได้ง่ายๆ ขึ้น

https://wallet.truemoney.com/ : บริการการเงินจากกลุ่ม Ascend ที่ช่วยปฏิวัติการโอนการจ่ายเงินให้ง่ายและสะดวก

https://www.google.com/wallet/ : ให้ลูกค้าโอนเงินกันง่ายแค่มี email

https://www.paypal.com/us/webapps/mpp/send-money-online : ให้ลูกค้าส่งเงินกันถึงหมายเลขโทรศัพท์มือถือ หรืออีเมล์ไหนก็ได้

https://transferwise.com/ : ให้ลูกค้าโอนเงินข้ามประเทศโดยคิดค่าธรรมเนียมต่ำสุดถึง 0.5%

https://www.coinbase.com/ : บริการการเงินที่ support BitCoin ที่เกิดขึ้นในโลก เป็นตัน

2 บริการที่ช่วยเหลือในการจับจ่ายใช้สอย (Spending/Purchasing) : กุญแจสำคัญที่เทคโนโลยีจะช่วย Disrupt หรือช่วยให้ผู้บริโภคดีขึ้นได้ในมุมของ Spending มีหัวใจ คือ ต้องช่วยให้ชีวิตการจ่ายเงินง่ายขึ้นและไม่ยุ่งยาก รวมถึงต้องลดเวลาที่เสียไปจากการทำธุรกรรมที่เกิดขึ้นได้ ตัวอย่างนวัฏกรรมที่มีในตลาดแล้วได้แก่
 https://www.apple.com/apple-pay/ : เปิดประสบการณ์ให้ลูกค้าจ่ายเงินผ่านโทรศัพท์ iPhone ด้วยเทคโนโลยี NFC
 https://www.google.com/wallet/ : คล้าย Apple Pay ที่กล่าวไปแล้วแต่เป็นของค่ายคู่แข่งอย่าง Google
 https://www.paypal.com/us/webapps/mpp/pay-in-stores : ให้ลูกค้าใช้ App ละเป็นตัวกลางในการจ่ายเงินแก่ร้านค้าออนไลน์ต่างๆ 
 https://squareup.com/online-store : เป็น PoS Online ให้ลูกค้าสั่งสินค้าจากร้านแล้วจ่ายออนไลน์ผ่านโทรศัพท์ เป็นต้น

3. บริการที่ช่วยเรื่องการ Track ค่าใช้จ่ายของลูกค้า (Tracking: อีกหน้าที่นึงของเทคโนโลยีคือการต้องทำให้ลูกค้าเรียนรู้ และตัดสินใจสำหรับการใช้เงินของเขา เทคโนโลยีนี้ควรมีหัวใจที่จะช่วยลูกค้าให้เข้าถึงข้อมูลทางการเงินส่วนบุคคล รวมถึงช่วยลูกค้าtrack รายรับรายจ่าย และช่วยลดช่องว่างเรื่องการเงินส่วนบุคคลให้ดีขึ้น ตัวอย่างบริษัทที่น่าสนใจเช่น
 https://www.mint.com/ ช่วย user ในการ track income and expense ของตัวเองได้ผ่านมือถือ
 https://www.facebook.com/spendioapp/ : Spendio ช่วย track รายรับรายจ่าย มี dashboard and report สามารถ sync ร่วมกันระหว่าง iPhone และ Apple Watch ได้
 https://www.billguard.com/ : ช่วย user track การใช้จ่าย รวมถึงมี tools สำหรับป้องกันการ Fraud ที่เกิดจากการใช้ credit card ได้

ดังนั้น จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเรารวม activities ทั้งสามที่เกี่ยวกับการใช้จ่าย © เข้าด้วยกัน ตัวอย่างเช่น ถ้ามีที่ใครสามารถทำให้ลูกค้าโอนเงินไปหาเพื่อน หรือใครได้โดยอัตโนมัติ พร้อมการซื้อสินค้า โลกของเทคโนโลยีเท่านั้นที่จะรวมสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน และทำให้เกิดความสะดวกสบายยิ่งขึ้น มันย่อมเปลี่ยนโลกการใช้ชีวิต และลดต้นทุนของผู้บริโภคโดยรวมอย่างมหาศาลแน่นอน

ทีนี้ มาดูอีกขานึงของสมการรายได้ คือ เรื่องของ เงินออมหรือเงินลงทุน (S) ซึ่งได้แชร์ในข้างต้นแล้วว่าเงินออมของเราจะเป็นบวก หรือลบก็ได้ (ลบทำให้เกิดการกู้ยืมหรือหนี้) ในมิติของเงินออมจริงๆ อธิบายเป็น Sub-cat ของ Product ได้ 2 ลักษณะตามที่กล่าวคือ

(1) การลงทุน (Investing) และ

(2) การกู้ยืม (Borrowing)

ตัวอย่างของบริการที่เข้ามาช่วยในฝั่งเงินออม/เงินลงทุน (S) ในโลกนี้ เช่น

1. ในมุมของการลงทุน (Investing) : เทคโนโลยีมีผลต่อการลงทุนในสองมุมมอง คือ (1) ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลการลงทุน และ (2) ช่วยลดต้นทุนที่เกิดจากการลงทุน เช่น พวกค่าธรรมเนียม หรือ Fee ต่างๆ ตัวอย่าง product ดังกล่าวในโลกนี้ เช่น
 * ในมุมมองที่ช่วยเรื่องการเข้าถึงข้อมูลการลงทุน
 http://www.setsmart.com/ism/login.jsp ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเข้าสู่ข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนฯ
 https://openfolio.com/ ช่วยให้ user เห็นว่าหุ้นมี perform อย่างไรมีการซื้อขายเกิดขึ้นอย่างไร
 http://stocktwits.com/ เป็น Social Networks เฉพาะสำหรับนักลงทุน และ trader
 https://angel.co/ เครื่องมือช่วยนักลงทุนตัดสินใจว่ามีผลิตภัณฑ์ใดที่น่าลงทุนแบบออนไลน์

* ในมุมมองที่ช่วยเรื่องต้นทุนการทำธุรกรรม
 https://www.betterment.com/pricing/ บริการการลงทุนอัตโนมัติ ซึ่งคิดค่าธรรมเนียมการจัดการเพียง 0.15%
 https://www.acorns.com/ เป็น Automate invest แบบ spare change เพื่อกระจายความเสี่ยงใน Portfolio เรา

2. ในมุมของการกู้ยืม (Borrowing) : เทคโนโลยีมีอิทธิพลต่อโลกของแหล่งเงินทุนและการกู้ยืม คือ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลของแหล่งเงินทุน และเป็นทางเลือกในการเข้าสู่แหล่งเงินกู้ยืมทางเลือกต่างๆ ตัวอย่างเช่น
 * ในมุมมองที่ช่วยให้เข้าสู้ข้อมูลแหล่งเงินทุน 
 https://www.lendingtree.com/ ช่วยให้เข้าใจถึงทางเลือกของเงินกู้พร้อม rate สามารถเปรียบเทียบเงินกู้ในแต่ละแหล่งได้ ว่าที่ใดให้ rate ดีที่สุด
 http://www.creditsesame.com/ มี credit score ทำให้ผู้หาเงินกูู้้ว่าที่ใดจะมี rate ดีสุด รวมถึงทำนาย rate ในอนาคตได้ด้วย

* ในมุมมองเป็นทางเลือกในการเข้าสู่แหล่งเงินกู้ยืมทางเลือกต่างๆ : ช่วยให้คนหาแหล่งเงินทุนเข้าหาแหล่งเงินกู้ที่มี rate ดีกว่าปกติ แถมสามารถประเมินเรื่อง credit, credit score จากตามแบบธนาคารได้ เช่น
 https://www.lendingclub.com/ เป็น Peer-To-Peer ที่ให้ยืมเงินทุนสำหรับการเงินส่วนบุคคล
 http://www.zopa.com/ เป็น Peer-To-Peer marketplace ที่โด่งดังในยุโรป
 https://www.affirm.com/ มี Business model แบบให้ลูกค้ายืมเงินเพื่อไปสินสินค้าที่ระบุเฉพาะได้

จะ เห็นได้ว่าตัวอย่างที่ได้เล่ามาเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้น ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเรื่องสมการรายได้ของคนทั่วไปอย่างเราทั้งมุมมองการ ใช้จ่าย การออมหรือการลงทุน ยังช่องว่างอีกมากที่ผู้ให้บริการแม้แต่ start-up ยังสามารถเข้าสู่การแข่งขันให้บริการได้

หัวใจสำคัญที่นอกจากต้องเร่งทำให้เร็ว และอย่าไปคิดว่านี่เป็นเรื่องของบริษัทใหญ่หรือสถาบันการเงินใหญ่เพียงอย่าง เดียวเท่านั้น ดังนั้น เราต้องมองสิ่งที่เป็น Pain ของลูกค้า คือ
 1. เราต้องนำเทคโนโลยีเพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งข้อมูลให้ดีขึ้น เพื่อให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้น
 2. ต้องหาทางปฏิวัติแหล่งเงินกู้ การลงทุน หรือการโอนเงินให้มีต้นทุนที่ต่ำกว่า traditional ที่ทำกันมาเป็นศตวรรษ
 3. ช่วยให้ลูกค้าดีขึ้น ปรับปรุง experience ยกระดับจาก traditional transaction แบบเดิมๆ ทั้งเรื่องเวลา, ความพยายาม หรือแม้กระทั่งการเขียนเอกสาร การกด click สั่งซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆ เป็นตัน ให้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงตอบโจทย์ประเทศเรา ที่ต้องใช้เงินทุนทั้งจ่าย และลงทุนอย่างถูกวิธี แต่กลไลด้านเทคโนโลยีจะช่วยทำให้ประเทศเราก้าวกระโดดในยุคใหม่นี้ได้ดีกว่าเดิม เราคงรอหรือหวังแค่ภาครัฐ หรือสถาบันการเงินใหญ่อย่างเดียวไม่ได้ แต่ทำมันเกิดขึ้นจริง อย่างมีความเชื่อมั่น เพื่อให้ประเทศเราเจริญก้าวหน้า การอธิบายความเข้าใจ การสร้างผลิตภัณฑ์ หรือความเชื่อมั่น คือหน้าที่ของทุกๆ คนในฐานะส่วนหนึ่งของกลไกเศรษฐกิจและสังคม