[SF] Ah Choo~ (YunJae)

Ah Choo~

“ฮัดชิ้ว!”

อาการจามแบบไม่มีที่มาที่ไป ส่งผลให้มือเรียวยาวต้องยกนิ้วชี้ขึ้นถูใต้จมูกไปมาเพื่อบรรเทาอาการระคายเคือง ไม่รู้หรอกว่าตัวเองใกล้เป็นหวัดหรือถูกนินทาถึงได้จามขึ้นมาเสียดื้อๆ แต่เมื่อคิดทบทวนพร้อมมั่นใจว่าช่วงนี้ดูแลตัวเองดีเป็นพิเศษสำหรับทำหน้าที่เป็นพิธีกรในงานทหาร ดังนั้นคงไม่ถูกหวัดเล่นงานง่ายๆ หรอก พอตัดประเด็นแรกทิ้งพร้อมกับที่เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือราคาแพงดังขึ้น เมื่อดวงตาเรียวรีสีน้ำตาลเข้มเลื่อนลงไปดูชื่อสายเรียกเข้าก็กระจ่างทันทีว่าอาการจามของตนเกิดจากถูกคนทางปลายสายนินทาเป็นแน่

“นึกว่าหลงสาวยุโรปจนลืมพี่ชายทางนี้แล้วซะอีก”

พอเลื่อนหน้าจอเพื่อรับสายแบบไม่ลังเล เจ้าของปากล่างหนาๆ ก็ยกยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนทักทายไปแบบสบายใจต่ออีกฝ่ายมากเหลือเกิน

‘ความจริงไม่ได้นึกถึงหรอก แต่มีข่าวบางอย่างแว่วมาเข้าหู เลยคิดว่าไม่โทรหาไม่ได้แล้วล่ะ’

ชิมชางมินน้องเล็กสุดรักสุดแค้นที่กำลังเริงร่าอยู่กับการท่องยุโรปชนิดที่ว่าคงไม่กลับเกาหลีง่ายๆ ส่งเสียงหัวเราะมาตามปลายสายแบบคนที่แม้ตัวอยู่ไกลแต่รู้อะไรดีๆ มากมายเหลือเกิน

‘ชองยุนโฮผู้จ้องมองคิมแจจุงแบบไม่ละสายตา โหย…ผมอ่านพาดหัวข่าวแล้วขนลุกเลยพี่’

“ก็เขียนเกินไปทั้งนั้นอ่ะ”

เสียงทุ้มอ้อมแอ้มตอบแบบไม่เต็มปากเต็มคำนัก จะหาว่าสำนักข่าวพวกนี้ใส่สีตีไข่ให้ข่าวน่าสนใจก็คงไม่ถูกนัก เพราะรอยยิ้มที่ยิ่งฉายขึ้นชัดเจนคงเป็นคำคัดค้านว่าข่าวนั้นเกินจริงได้ดีทีเดียว

‘ขอร้องเหอะ เราอยู่ด้วยกันมานานแค่ไหนแล้ว’

ชิมชางมินทำตัวราวกับเป็นนกต่อ คอยสืบหาเบาะแสไปแจ้งพวกนักข่าวอย่างไงอย่างนั้น

‘เนี่ย ผมเข้าไปอ่านแท็ก #YunJaeisBack2015 ที่พวกแฟนๆ ตั้งกันอ่ะ ไม่ธรรมดานะงานนี้ อ่านข้ามวันข้ามคืนก็ตามไม่หมด เพราะงั้นพี่เล่ามาเลย เล่าให้หมดว่าไปทำอิท่าไหนถึงติดเทรนด์โลกขนาดนี้’

“ตกลงไปเที่ยวหรือไปนั่งจับผิดพี่กันแน่วะ?”

คนที่มีไฝเม็ดเล็กเป็นเอกลักษณ์บนมุมปากถึงกับอยากกระชากคอเจ้าน้องขี้เสือกให้ทะลุโทรศัพท์มาคุยกันตรงๆ แหม ร่ายยาวมาได้ขนาดนี้ก็รู้แล้วเหอะว่าเมื่อวานเกิดอะไรขึ้นบ้าง ยังมีหน้าทำเป็นไม่รู้เรื่อง ตามไม่ทัน แล้วหลอกให้เขาเผยทุกอย่างออกมาอีกรอบ

ฝันไปเถอะ!

‘อ่ะ ไม่เล่าก็ได้ งั้นตอบคำถามผมมาแล้วกัน’

ชิมชางมินรู้จักนิสัยของพี่ชายคนนี้ดี เรียกได้ว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นระหว่างพวกเขาทั้ง 5 คนเมื่อ 6 ปีก่อน ไอ้พี่ชายคนนี้ก็ชอบมีความลับในบางเรื่องอยู่เรื่อย ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วจะปิดไม่มิดเพราะถูกเขาใช้ความฉลาดต้อนให้จนมุมทุกครั้งก็เถอะ

‘ผมเห็นภาพว่าเต็นท์ที่พักทหารอ่ะ มีตั้งหลายหลัง ทำไมต้องเป็นหลังเดียวกันด้วยครับคุณพลทหารชอง’

“มีทหารเข้าร่วมงานตั้งหลายนาย จะใช้อภิสิทธิ์แยกที่พักส่วนตัวได้ไงล่ะ อีกอย่างก็ทำหน้าที่ในงานเหมือนกันด้วย ยังไงต้องเจอกันอยู่แล้ว”

ความจริงคือแยกเต็นท์ก็ได้แหละ ไม่ยากหรอก เพียงแต่วินาทีที่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งหลังต่างฝ่ายต่างเข้ารับราชการทหารแล้วดันอยู่คนละหน่วย พอเห็นใบหน้าสวยๆ ติดรั้นๆ ที่ยิ้มแฉ่งเข้ามาในเต็นท์ ชองยุนโฮก็ตัดสินใจแล้วล่ะว่าต่อให้ถูกบังคับแยกเต็นท์ เขาก็ไม่ไป

‘อื้ม คำตอบตามสคริปเป๊ะเลยครับพลทหาร แล้วกรณีที่แฟนคลับตาเหยี่ยวของพี่ซูมไปเห็นคุณสิบตรียืนมองพี่อยู่ที่ข้างเวทีนั่นล่ะ’

“เขามองพี่เหรอ? นี่ไม่รู้ตัวเลยนะ คงมัวแต่จดจ่ออยู่กับสคริปบนเวทีล่ะมั้ง”

ฉีกยิ้มเสียกว้างขนาดนี้ ถ้าไม่รู้ตัวว่าตอนนั้นโดนสายตากลมใสคู่เดิมจ้องมองอยู่ข้างเวทีตลอดเวลาก็คงไม่ใช่แล้วล่ะ อยากจะสารภาพความจริงว่าตอนนั้นแทบอยากตะโกนออกมาว่า ‘เยส!’ ให้ก้องงานไปเลย

‘แล้วไอ้ภาพกับพาดหัวข่าวของ newsen นั่นล่ะ คนเห็นกันทั้งโลก จนผมสงสัยว่าคนร้องเพลงก็มีตั้งสองคน แถมยังมีคนเต้นอีกเป็นสิบ แต่ทำไมคุณชองต้องเอาแต่มองตามคุณแจจุงตลอดเวลาด้วยครับ เห็นว่าแดดทิ่มตาก็ไม่หวั่นด้วยนี่’

คราวนี้ชิมชางมินมั่นใจว่าหลักฐานในมือแน่นจนจำเลยดิ้นไม่หลุด อยากหัวเราะออกมาเป็นภาษาสเปนแต่ก็ต้องหนีบๆ ไว้ รอให้อีกฝ่ายยอมเผยความจริงออกมาจนหมดเปลือกเสียก่อน

“ก็…”

เอาไงดีล่ะทีนี้ ชองยุนโฮเอ๋ยชองยุนโฮจะหาข้อแก้ตัวแมนๆ แบบไหนมาปิดปากมนุษย์ชางมินให้สงบลงได้สักที แต่ถ้าบอกไปตามตรงว่าตอนนั้นแจจุงสดใส น่ารัก น่ามองแบบสุดติ่งกระดิ่งแมว ปกติเขาก็ไม่เคยละสายตาได้อยู่แล้ว ยิ่งเมื่อวานนี้มีสายตาจับจ้องเจ้าตัวแสบทั้งงานแบบนั้น ไม่ให้มองก็บ้าแล้ว

“คนนั้นเขาอยากให้มอง”

‘จะบอกว่าพี่แจจุงอ่อย เลยต้องยอมให้อ่อยง่ายๆ ว่างั้น’

“เออ”

‘ทำอย่างกับปกติไม่เคยอ่อย’

สำหรับชิมชางมินแล้วนั้น ภาพจำเกี่ยวกับคิมแจจุงก็คือผู้ชายแรดที่ชอบให้ท่าชองยุนโฮคนดีศรีกวางจูมาเป็นๆ สิบปี

‘แต่เชื่อเขาเลยเหอะ พี่แจจุงนี่อ่อยแรงจริงๆ ไอ้มุขลืมเสื้อกันลมไว้เนี่ย ผมว่าโคตรเบสิคแต่พี่ดันตกหลุมซะงั้น’

“นั่นเขาคงลืมจริงๆ”

พอถูกน้องรักจี้ใจดำประเด็นนี้ขึ้นมา ดวงตาที่เล็กอยู่แล้วก็แทบจะกลายเป็นสระอิ แถมปากที่ห้อยก็ฉีกยิ้มจนจะถึงติ่งหู เมื่อนึกย้อนไปถึงภาพเจ้าของริมฝีปากอิ่มแดงที่เอาแต่เจื้อยแจ้วเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้คุณพ่อกับคุณแม่ของเขาฟังไม่หยุด คุยจ้อจนลืมว่าตัวเองถอดเสื้อกันลมไว้ที่เต็นท์ของครอบครัวเขาเสียได้ เดือดร้อนต้องแบกกลับมาให้เพราะกลัวจะถูกมือดีหยิบไปดอมดมสมใจอยากน่ะสิ มือข้างที่วางยกขึ้นลูบเนื้อผ้าสีฟ้าที่กรุ่นกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์นั้นไม่ยอมผละห่าง

คิมแจจุงชอบพูดและเขาเองก็ชอบฟังมากเสียด้วย

‘ผมว่าแกล้งลืมเหอะ ขากลับเขาไม่ใส่เสื้อส่วนพี่มีสองตัว แบบนี้แฟนๆ ต้องมองออกอยู่แล้ว โหย คิมแจจุงร้ายมาก’

เพราะเป็นแบบนี้ไงเล่า

ชองยุนโฮถึงไปไหนไม่รอด

‘มีกำชับให้ส่งข้อความหาด้วยนะ พูดเสียงดังซะจนทะลุเข้าไปในกล้องแฟนคลับเลยเหอะ’

ชิมชางมินอยากบึนปากใส่รัวรัว สำหรับคู่นี้ต้องเรียกว่าเหมือนจะเนียนแต่ความจริงชอบทิ้งร่องรอยหลักฐานไว้ให้เชื่อมโยงตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

“ไม่มีเวลาโทรคุยกันไง”

ระหว่างที่พยายามหาเหตุผลดูดีมาแถเพื่อไม่ให้สีข้างถลอก ปลายนิ้วชี้ข้างที่ว่างก็เผลอวาดสัญลักษณ์อะไรบางอย่างลงไปบนเสื้อสีฟ้าซึ่งวางอยู่ไม่ห่างกาย ความรู้สึกที่ว่าได้กำชับให้อีกฝ่ายโทรหาบ้างนะ ส่งข้อความมาบ่อยเท่าไหร่ก็ได้ หวนคืนมาให้ต้องยิ้มกว้างได้เสมอ

เขาชอบพิมพ์ เราก็ชอบอ่าน เป็นอะไรที่ลงตัวจะตาย

‘แล้วไอ้การที่มีคิมแจจุงอยู่ตรงไหนต้องมีชองยุนโฮอยู่ที่นั่น เดินเล่นกันถึงหนึ่งทุ่ม แถมแอบตามไปส่งที่รถอีก จะทำอะไรก็เพลาๆ หน่อยคุณชองงงงง’

เสียงท้ายลากยาวแสดงถึงความหมั่นไส้ในตัวพี่ชายทั้งสองแบบสุดลิ่มทิ่มประตู ชิมชางมินอยากตีตั๋วกลับเกาหลีพร้อมแล่นลิ่วตรงไปยังงานทหารที่ว่านี่ อยากเห็นเป็นบุญตาสักครั้งว่าอากาศในงานเป็นสีชมพูสดใสมากแค่ไหน

“ปล่อยกลับคนเดียวมันอันตราย”

ไหนๆ ก็เป็นเพื่อนร่วมวงกันมาตั้งหลายปี ปกติแล้วเขาเป็นคนคอยรับคอยส่ง แถมตามไปคุมเวลาเจ้าตัวแสบเมาไม่ได้สติทุกครั้ง คราวนี้ก็เห็นว่าทั้งเหนื่อยทั้งขาดน้ำจนตัวแดงไปหมด ถ้าปล่อยให้กลับคนเดียวเกิดเป็นลมเป็นแล้งไป เขาจะอยู่ยังไงไหว

พี่ไม่คิดจะบอกผมจริงดิ ว่าหลังจากนั้นไปทำอะไรกันต่อ’

“รู้อะไรมากมายนักวะ?”

บางทีชองยุนโฮก็สงสัยและแอบระแวงว่าชิมชางมินถูกใครใช้ให้มาสืบราชการลับ หรือความจริงแล้วไม่ได้อยู่สเปนแต่อยู่แถวๆ ใต้เตียงนี้กันแน่

‘ผมไม่ได้รู้มากหรอก แต่แฟนคลับเขาเห็นว่าพวกพี่แอบไปดินเนอร์ด้วยกันต่อ ไม่เนียนเลยเหอะ’

แฟนคลับเห็นยังไม่เท่ามีเพื่อนทหารด้วยกันมาคอนเฟิร์มว่าสองคนนี้แอบไปกินข้าวมุ้งมิ้งกันแบบไม่เกรงอำนาจค่ายเพลง แบบนี้ต้องเรียกว่าอิ่มกันโดยถ้วนทั่ว ทั้งทีมชิปเปอร์และทีมเสือกห่างๆ อย่างห่วงๆ แบบเขานี่เอง

“เขาลืมเสื้อ เลยหาโอกาสคืนให้ไง เพราะนอนกันคนละหน่วย ตอนเช้าจะได้ใส่ไปเลยไม่ต้องมีคนสงสัย”

ความจริงคืออาการโรคกระเพาะของเขากำเริบขึ้นมาอีกต่างหาก พอแจจุงรู้ก็บังคับให้ไปหาข้าวกินเพื่อบรรเทาอาการ เห็นหน้าตาสวยๆ นั้นเจือไปด้วยความกังวลเพราะห่วงเขาอย่างมากมาย เพียงเท่านี้ชองยุนโฮก็พร้อมออดอ้อนเรียกร้องความสนใจจนได้ดินเนอร์ด้วยกันแบบสองต่อสองแล้วล่ะ

‘ไม่สงสัยเล้ย! แต่อยากรู้ว่าคืนเสื้อให้จริงดิ’

ระดับชองยุนโฮไม่ยอมพลาดโอกาสเก็บเล็กผสมน้อยง่ายๆ แบบนั้นหรอก นักสืบชิมคิดว่าต้องมีมูลเหตุมากกว่านั้นแน่

“ก็…แลกเสื้อกันนิดหน่อย แต่อย่าเข้าใจผิดนะเว้ย เสื้อเขาเปื้อนเลยเอามาซักให้”

ซื้อหวยไม่ยักถูก

เปื้อนหรือหอม น้ำหน้าอย่างพี่เคยซักผ้าซะทีไหน’

“แกนี่ว่างจับผิดมากหรือไง?”

พอโดนต้อนหนักเข้าก็เริ่มเหวี่ยงทำเป็นจริงจังใส่ แต่ปลายสายยังเอาแต่หัวเราะใส่อย่างรู้ทันไปเสียทุกเรื่อง

แหม…เสื้อก็ทหารเขาแจกมาไซส์เดียวกัน ต่อให้แกล้งหยิบผิดหยิบถูกไปบ้างก็ไม่มีใครสนใจหรอก เจ้าตัวยังเต็มใจแลก เขาก็ยิ่งดีใจและแน่นอนว่าคืนนี้ได้นอนกอดเสื้อหอมๆ อุ่นๆ คงหลับฝันดีไปยันเช้าเลยล่ะ

‘ผมไม่ได้สนใจขนาดนั้นนะพี่ แค่รู้สึกว่าพวกพี่ไม่เนียนเลยต่างหาก มีอย่างที่ไหนใช้ให้เขาแขวนเสื้อให้ แต่คงลืมไปว่าตรงหัวไหล่เปิดพะงาบขนาดนั้น แถมยังถอดรองเท้าให้เห็นไซส์ 275 แฟนๆ รู้กันหมดว่าพี่ใส่ร้องเท้าไซส์อะไร’

ขนาดมันบอกว่าไม่สนใจนะ

“ถ้าไม่ทำแบบนั้นก็ต้องมีทหารนายอื่นมาขอให้ช่วยถอดชุดอยู่ดี พี่ยอมไม่ได้หรอก”

รู้กันตั้งแต่กองทัพบกยันกรมตำรวจว่าคิมแจจุงหน่วย 55 ป็อบปูล่ามากแค่ไหน มีแต่คนอยากเป็นเพื่อน อยากเข้าใกล้ อยากให้พี่แจจุงจดจำ คาดหวังจะได้ประชิดตัวพร้อมอ้อนให้พี่แจจุงช่วยจัดชุดจัดผมอยู่ตลอด แต่เสียใจที่เต็นท์นั้นโดนชองยุนโฮพลเพลิงยึดครองไว้ไม่ให้ใครหน้าไหนมาแทรกกลางง่ายๆ ส่วนเรื่องตำหนิบนเครื่องแบบหรือแม้แต่เบอร์รองเท้าก็แค่อยากให้เหล่าชิปเปอร์ไม่เหนื่อยต่อการตามสืบมากต่างหาก

ชองยุนโฮใจกว้างจะตายไป

‘อ๋อ ช่วยกันถอดแล้วก็ช่วยกันใส่ชุดมาสคอตสินะ จับมือกันแรดไปทั่วงาน น่าอายจริงๆ

“บ้าไปแล้ว คนอยู่ในชุดมาสคอตไม่เห็นหน้าเหอะ อย่ามาใส่ร้ายว่าเป็นพวกพี่เลย”

‘ขอร้องว่าอย่ามาแถกับน้อง ขนาดอยู่ในชุดมาสคอตยังจับมือ ประกบติดไม่ยอมห่าง อะไรจะหวงปานนั้น นี่พวกทหารหน่วยเดียวกันบอกว่าเวลาพี่แจจุงแก้ผ้าอ่ะ ผิวขาวอย่างกับไวท์ช็อกโกแลต งี้พี่ไม่อกแตกตายเลยเหรอ’

เนื่องจากรู้จักนิสัยพี่ชายคนนี้ดีว่าขี้หวงมากแค่ไหน ชิมชางมินจึงชอบยกเอาเรื่องจริงบางเรื่องขึ้นมาแกล้งให้นั่งไม่ติดพื้นเล่นเท่านั้น รับรองว่าตอนนี้ชองยุนโฮคงอยากหายตัวไปโผล่ในห้องอาบน้ำพร้อมเอานิ้วทิ่มตาพวกถ้ำมองเสียให้เข็ด

“ชีวิตในกรมทหารก็แบบนี้แหละ ต้องอาบน้ำด้วยกันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว”

หูยยย ปากพูดไปแบบพ่อพระที่มองโลกตามความเป็นจริงสุด แต่ใครเล่าจะรู้ (นอกจากชางมิน) ว่า ณ ตอนนี้ กรุณาอย่าหยิบยกประเด็นอ่อนไหวใจชายขึ้นมาเลยเหอะ เพียงคิดภาพว่าในช่วงเวลา 2 ปีก่อนปลดประจำการ คิมแจจุงต้องเปลือยกายต่อหน้าผู้ชายคนอื่นนับครั้งไม่ถ้วน แถมตอนนี้ยังมีคนคิดไม่ซื่อพร้อมแทะโลมผุดขึ้นอย่างกับดอกเห็ด ส่วนเขาก็ได้แต่อาบน้ำเปล่าเปลี่ยวอยู่ในหน่วย 26 อันแสนป่าเถื่อนนี่

ฮึ่ยๆๆ

แค่นี้ก็ลมออกหูแล้วครับ

‘อ้อ เรื่องปกติเลยไม่หวงสินะ’

“ไม่ได้หวง แค่ห่วงเพราะสุขภาพเขาไม่ค่อยดีเว้ย”

นอกจากสุขภาพไม่ดีแล้วยังซน รู้อยู่ว่าในชุดมาสคอตมันร้อนมากแค่ไหน แถมตัวเองยังขาดน้ำไม่ค่อยสบายแต่ก็ยังจะใส่วิ่งไปทั่วงานแบบนั้น

เรียกดื้อก็ไม่เกินจริงไปหรอก

‘ยอมรับก็ได้ครับว่าแค่ห่วง แต่งานนี้พี่เข้าหาผู้ใหญ่มากเหอะ กลัวพ่อแม่ฝ่ายเขาไม่รักหรือไง?’

ใครที่บอกว่าชองยุนโฮเพียงทักทายผู้ใหญ่ไปตามมารยาท ชิมชางมินขอเขกหัวแรงๆ สักหลายทีเลยเถอะ ขอยืนยันตรงนี้เลยว่าชองยุนโฮไม่ใช่คนที่ทำอะไรแบบส่งๆ โดยไม่ใส่ใจ ยิ่งกับครอบครัวของคนที่เรียกว่าเพื่อนแท้ด้วยแล้ว ทุกการกระทำย่อมออกมาจากใจล้วนๆ

“ถ้าไม่เข้าหา เขาก็ไม่ยกลูกชายให้ดูแลน่ะสิ”

พูดเอง ยิ้มเอง เขินเอง แต่ก็ช่วยไม่ได้เพราะชองยุนโฮอยากดูแลคิมแจจุงไปชั่วชีวิตจริงๆ ถ้าไม่ติดว่าเป็นคนดังและเป็นเป้าสายตาของคนทั้งโลก ป่านนี้พาหนีไปใช้ชีวิตอยู่ในป่าด้วยกันสองคนให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไปแล้ว

‘รักจริงไม่หวังฟัน น่าปลื้มใจแทนเจ้าตัวจริงๆ’

“อืม หวังว่าเจ้าตัวเขาจะรู้แหละ”

‘ได้ยินชัดนะพี่แจจุง?’

แน่นอนว่าคำถามนั้นไม่ได้เจาะจงถามคนที่ชื่อชองยุนโฮแต่กลับพุ่งตรงไปทางเจ้าของเสียงที่สามซึ่งดังชัดเจนอยู่ในหูจนทำให้คนตัวสูงแทบไถลตกเตียง

‘อื้อ’

“เห้ย! นี่ประชุมสายเหรอ?”

มือเรียวดึงโทรศัพท์ออกจากหูเพื่อดูว่าชิมชางมินยังอยู่หรือเปล่า แต่ก็พบว่าเจ้าน้องชายตัวแสบดันลากเอาบุคคลที่ตกเป็นหัวข้อสนทนามาประชุมสายด้วยชนิดที่ว่าแนบเนียน หรือคงเพราะเขามัวแต่คิดฟุ้งซ่านไปจนไม่ทันได้สังเกตมากกว่า

ไอ้น้องเวร!

‘ฮ่าๆๆ ค่าโทรแสนแพง ผมไปล่ะ บาย’

หลอกเอาความจริงจากปากตั้งนานไม่ยักกะงกค่าโทร พอทำให้ใครบางคนยิ้มไม่หุบกับใครอีกคนขายหน้าจนแทบบ้าได้แล้วก็ชิ่งหนีไปเสียดื้อๆ

ขอให้สเปนโดนเผาเลยเหอะ

“ชางมินนี่มันแสบเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ”

ด้วยไม่รู้ว่าควรทักอะไรออกไปดีเพราะอายเกินกว่าจะสู้เสียง? กับคนปลายสายที่เหลือได้ ชองยุนโฮเลยยังอ้อมแอ้มลากเอาน้องตัวแสบที่ทิ้งภาระไว้กลับมาสู่บทสนทนาอีกครั้ง

‘อย่าไปว่ามันเลย ฉันขอให้ชางมินช่วยเองล่ะ’

ปลายสายหัวเราะสดใสมากเสียจนคนฟังคลายความอายลงไปได้มาก จะบอกว่าเวลาได้ยินเสียงแจจุงก็เหมือนเจอโอเอซิสกลางทะเลทราย ยิ่งรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังอารมณ์ดีก็พลอยยิ้มตามจนแทบจะเป็นบ้าอยู่แล้ว

“ทำไมล่ะครับ มีอะไรก็โทรหาหรือส่งข้อความมาได้นี่นา”

‘ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็ไม่รู้น่ะสิ ว่าใครบางคนหาว่าเราอ่อย’

ดูเหมือนระเบิดเวลาที่ชิมชางมินทิ้งเอาไว้จะเริ่มทำงานนับเวลาถอยหลังเข้าแล้วล่ะ เมื่อครู่นี้พูดอะไรไปแบบรักษาภาพพจน์เสียตั้งมากมาย แบบนี้ก็แสดงว่าแม่ยอดดวงใจได้ยินทุกอย่างมาตั้งแต่ต้น

ตายแน่ชองยุนโฮ

“โธ่…แค่แซวกันเล่นๆ กับน้อง คนดีอย่าโกรธนะครับ”

แน่นอนว่าชองยุนโฮถือคติเหนือช้างเท้าหน้ายังมีควานช้าง ฉะนั้นเมื่อรู้ตำแหน่งหน้าที่ของตัวเองดี การเป็นฝ่ายง้อก่อนจึงเป็นไปโดยอัตโนมัติ

‘ช่วยไม่ได้ ก็อ่อยจริงนี่เนอะ โกรธไม่ได้ด้วยสิ’

ผิดคาดที่ปลายสายไม่ได้งอนแถมยังยอมรับออกมาแบบไม่อ้อมค้อมว่าคิมแจจุงตั้งใจให้ท่าชองยุนโฮจริงๆ

“อย่ามาน่ารักหน่อยเหอะ”

มีความสุขมากมั้ย?

ให้ทาย

“ไม่ต้องอ่อยก็หลงจนโงหัวไม่ขึ้นแล้ว”

คิมแจจุงเก่งในการขุดหลุม ส่วนชองยุนโฮก็เต็มใจทำเป็นมองไม่เห็นแล้วพลาดตกลงไปนับครั้งไม่ถ้วน

‘แล้วจริงหรือเปล่าที่พูดกับชางมินเมื่อกี้น่ะ?’

“หืม?”

‘ก็ที่บอกว่าจะขอลูกชายคุณพ่อมาดูแล’

“คนขออ่ะคิดจริงจัง ว่าแต่คนถูกขอเหอะอยากให้เราดูแลหรือเปล่าไม่รู้”

‘อ่อยแรงขนาดนี้ก็เพราะอยากให้มาดูแลนั่นแหละ ยังจะถามอีก’

คนอ่อยไม่อาย คนอายกลับไม่ได้อ่อย เรียกได้ว่านอกจากให้ท่าพี่เขาแรงมากแล้ว คิมแจจุงยังแสดงจุดประสงค์ชัดเจนด้วยว่าต้องการเป็นลูกแมวน้อยให้พี่หมียุนโฮดูแลคนเดียวเท่านั้น

“อืม…ดูแลมาตลอดครึ่งชีวิตแล้วอ่ะ ถึงไม่อยากให้ดูแลก็จะฉุดไปอยู่ด้วยกันที่บ้านพักคนชราซะเลย”

‘ไอ้บ้า พูดจาเป็นการ์ตูนไปได้’

“อาจฟังดูบ้า แต่คนนี้จริงจังมากเลยนะ รู้ใช่มั้ยครับ?”

‘รู้น่า’

ถ้าวิดีโอคอลคงเห็นล่ะว่าตอนนี้คิมแจจุงกำลังกลิ้งไปกลิ้งมาจนผ้าห่มหมอนมุ้งฟุ้งกระจายเป็นประกายสีชมพูหมดแล้ว

‘จริงจังแต่ไม่หวงแค่ห่วงสินะ’

“โธ่…ขอเหลือมาดไว้ให้น้องมันเคารพนิดนึง ความจริงก็รู้ว่ายุนอ่ะทนไม่ได้ทุกทีที่มีนายทหารคนอื่นมองคนดี”

‘ทุกอย่างเป็นงานแหละน่า แล้วก็เพื่อนกันทั้งนั้น’

แหม คนมันฮอตช่วยไม่ได้จริงๆ แถมคิมแจจุงยังไม่รู้ด้วยสิว่าการทำตัวไม่ให้โดดเด่นต้องทำยังไง

“เราก็เพื่อนกันไม่ใช่เหรอ?”

‘เพื่อนเหมือนกันแต่ไม่มีใครพิเศษเท่านายไงเล่า’

เพื่อนแบบนี้มีคนเดียวในโลก

ยกตำแหน่งนี้ให้ชองยุนโฮเท่านั้น

“ได้ยินแบบนี้ก็มีพลังสำหรับวันต่อไปแล้วล่ะ แต่เสียงยังเหนื่อยๆ อยู่เลยนะ นี่กินน้ำเยอะๆ แล้วกินยาหรือยังครับ?”

มัวแต่หวานใส่จนลืมเป็นห่วงในเรื่องสำคัญไม่ได้หรอก เห็นแล้วว่าอากาศร้อนแถมแดดยังแรงมากแค่ไหน ขนาดเขายังแทบจะทนไม่ไหวแล้วคนที่ป่วยเป็นทุนเดิมจะทนได้ยังไง

‘อื้ม กินแล้วเดี๋ยวก็ว่าจะนอนล่ะ’

“อยากไปอยู่ตรงนั้นด้วยจัง”

‘คนละหน่วยนี่เนอะ แต่ไม่เป็นไร แค่ได้ยินเสียงก็มีพลังเต็มเปี่ยมเหมือนกับว่าหายป่วยเลย’

“ดีใจนะที่ได้ยินแบบนี้ แต่ถึงยังไงก็ต้องดื่มน้ำเยอะๆ นะครับ มัวแต่บอกคนอื่นแต่ตัวเองไม่ยอมทำซะงั้น ดื้อจริงๆ”

‘ตัวเองก็อย่าลืมกินยาด้วย โรคกระเพาะกำเริบอีกแล้วนี่ ตาก็เจ็บเพราะแสงแรงขนาดนั้น ดูแลตัวเองอย่ามัวแต่ดุคนอื่นสิ’

กลายเป็นมหกรรมโยนความดื้อไปให้คนนั้นทีคนนี้ที ทั้งๆ ที่ก็ดื้อทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ

“สุดท้ายก็วกมาที่ยุนอยู่ดี ถ้าอยู่ใกล้จะจับมาตีก้นให้เข็ด”

‘ไม่ใช่เด็กแล้วเหอะ’

“เพราะไม่ใช่เด็ก พอตีก้นแล้วจะจับหน้าสวยๆ นั่นมาจูบเสียให้หายดื้อไปเลย”

‘ไอ้บ้ายุนโฮเอ๊ย!’

“ไอ้ตัวน่ารักแจจุงเอ๊ย!”

เชื่อว่าตอนนี้เพื่อนทหารที่ลอบมองอาการของทั้งสองคน คงเห็นประกายสีชมพูพวยพุ่งออกมาอย่างประหลาด

‘อย่ามากวนตีนเลยเหอะ’

“อยากให้ยิ้มมากๆ นี่นา”

‘แค่นี้ก็ดูเป็นบ้าในสายตาเพื่อนๆ แล้ว’

อืม รู้ตัว

‘อ๊ะ ยุนโฮ หมดเวลาแล้วล่ะ ต้องเข้านอนแล้ว’

“อื้ม ทางนี้ก็ต้องเข้านอนเหมือนกัน” ถูกสะกิดเตือนให้เข้านอน เพื่อให้พรุ่งนี้มีแรงสู้แดดหลายต่อหลายครั้ง แต่ยังยื้อเวลามาได้นานขนาดนี้ เรียกได้ว่าเพราะพลังแห่งความคิดถึงล้วนๆ

“อย่าละเมอไปนอนใกล้ใครนะครับคุณแจจุง”

‘ไม่นอนดิ้นขนาดนั้นหรอกน่า ฝันดีนะยุนโฮ’

’’ฝันดีเช่นกันครับ พรุ่งนี้เจอกันนะ”

‘อื้ม จริงสิยุนโฮ พรุ่งนี้งดโมเม้นลงหน่อยแล้วกันเนอะ’

“ทำไมล่ะครับ ชิปเปอร์ของเรารอเก็บภาพอยู่แน่เลย”

พอคิดถึงใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้มพร้อมเสียงกรีดร้องที่ดังไปไกลถึงยุโรปจนชางมินรู้เข้า ตัวต้นเหตุทั้งสองก็พร้อมใจกันหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข

‘ให้มีโมเม้นจัดเต็มแค่วันนี้พอแล้วล่ะ พรุ่งนี้ไม่ออกสื่อแล้ว’

“พวกเขารอกันมาตั้ง 6 ปีนี่นา”

‘สปอยด์มากๆ เดี๋ยวใจแตก’

“ฮ่าๆๆ ปีละเล็กปีละน้อยก็พอแล้วเนอะ แค่นี้ก็รู้กันทั้งโลกแล้ว”

‘รู้ว่า?’

“ว่าคุณสิบตรีหน่วย 55 คนนั้นอ่ะ มีเจ้าของแล้ว”

‘โอ๊ย อย่ามาทำปากหวาน’

“เคยชิมบ่อยๆ ก็หวานจริงไม่ใช่เหรอ?”

คุยกันไปคุยกันมาเริ่มเข้าสู่เรื่องบนเตียง แถมชองยุนโฮยังเผยยิ้มเจ้าเล่ห์ชนิดที่ว่าถ้าคนปลายสายเห็นเข้าเป็นต้องเขินตัวบิดลงไปกลิ้งตายกับพื้นเป็นแน่

“แจจุง…รักมากนะครับ”

‘อิตาบ้าเอ๊ย ถ้าพวกชางมิน ยูชอนกับจุนซูมาได้ยินเข้า ต้องโดนล้อไปจนตายแน่’

‘ฮัดชิ้ววว!’

“น่ะ นี่พวกแก!”

อาการมือกระตุกหวนกลับมาเล่นงานอีกครั้ง เมื่อคู่รักบรรลือโลกรีบชักมือออกเพื่อจะได้มองให้เต็มตาว่าเจ้าของเสียงจามเพราะถูกนินทาจำนวนมากกว่าหนึ่งเสียงนั้นมีใครบ้าง

“ชางมินยังอยู่แถมลากไอ้ตัวแสบสองตัวนี่มาประชุมสายด้วยเหรอ?”

ชองยุนโฮที่ว่าแน่ คิมแจจุงที่ว่าร้ายยังไม่เท่าทันครึ่งหนึ่งในความแสบของมนุษย์ชางมิน

‘เหยๆ ช่วยเรียกกันแบบให้เกียรติด้วยครับคุณคู่รักแห่งปี’

เสียงทุ้มต่ำยิ่งกว่าใครในกลุ่ม ฟังครั้งเดียวก็จำได้แล้วว่าเป็นปาร์กยูชอนผู้ประจำการอยู่ในหน่วยบริการสาธารณะ ช่วงนี้กรมทหารมีงานใหญ่ ดังนั้นพวกเขาจึงได้เวลาพักผ่อนแถมใช้โทรศัพท์นานกว่าปกตินั่นเอง

‘รีเทิร์นกันแบบรุนแรงเสียจนอัลบั้มใหม่ฉันโดนกลบหมด เซ็งจริงๆ’

อีกเสียงแหลมๆ แต่กังวานนั้นส่งเสียงตามสายมาทันที ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคิมจุนซูหัวเสียมากแค่ไหนที่ตลอดหลายวันจากนี้จะมีแต่ยุนแจเต็มทามไลน์ ขณะที่อัลบั้มใหม่ของตนใกล้วางแผงเต็มทน

‘สะ…แสดงว่าพวกแกได้ยินหมดทุกอย่าง?’

คำถามของคิมแจจุงราวกับเป็นการชี้โพรงให้กระรอก เพราะเจ้าพวกแขกไม่ได้รับเชิญทั้งสามพากันทำเสียงเลียนแบบจนน่าถีบให้ตายกันเลยทีเดียว

‘ตีก้นแล้วจะจูบเสียให้หายดื้อ’

‘ยุนโฮบ้าๆๆ’

‘ตั้งแต่ต้นจนจบแหละครับคุณพี่’

‘อ่ะ ไอ้พวกเลว ไอ้ๆๆๆๆ’

คู่รักแห่งปีทั้งอายทั้งเสียหน้าแต่กระนั้นก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากคาดโทษเจ้าพวกน้องชายตัวแสบเอาไว้

“รอให้ฉันปลดประจำการก่อนเถอะพวกแก!”

เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ได้รับอิสระแถมยังไม่สามารถวิ่งออกไปตบกบาลให้หายแค้น คงทำได้เพียงส่งเสียงหัวเราะไปด้วยกันเท่านั้น

การอดทนรอคอยไม่เคยทำร้ายใคร

พวกเขาเชื่อเช่นนั้นเสมอมา

#YunJaeAhChoo

#YunJaeisBack2015

FIN.

Show your support

Clapping shows how much you appreciated trustme040609’s story.