What Happened?

Storytelling for Social Change

หลังจากเรียนจบ เราออกเดินทางท่องเที่ยวอยู่พักใหญ่ๆ พอกลับไทยแน่นอนว่าต้องตอบคำถามเพื่อนๆอยู่หลายคนเลยทีเดียว แต่ไม่ว่าจะกี่คน กลับถามคำถามที่ไม่ต่างกันเท่าไหร่… ไปไหนมาบ้าง? นานแค่ไหน? ใช้เงินเท่าไหร่? วิวสวยมั้ย? ซื้ออะไรมาฝากบ้าง?

เราเล่าเรื่องเหล่านั้นซ้ำไปซ้ำมาจนรู้สึกว่า ทำไมคนถึงสนใจแค่เรื่องเหล่านี้ การรายงานว่าไปไหน กี่วัน กี่บาท กินอะไร ช้อปปิ้งที่ไหน มันสำคัญขนาดนี้เลยหรอ

ทั้งๆการเดินทางนั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวระหว่างทาง ไม่ว่าจะธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภาษา ผู้คน วิถีชีวิตที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ เรื่องราวเหล่านั้นที่ดึงดูดให้เราออกเดินทางไปเรียนรู้ ไปสัมผัส แต่มันกลับไม่น่าสนใจสำหรับคนอื่น

ทั้งๆที่ ทุกที่บนโลกใบนี้ต่างมีชีวิตที่ต่างกัน
และทุกที่ต่างมีเรื่องราวของตัวเองให้เล่า

ทำอย่างไรดี ให้คนเริ่มมองว่าโลกนี้เป็นห้องเรียนใบใหญ่ โลกนี้มันมีอะไรเยอะมาก หลายๆคนออกเดินด้วยเหตุผลที่ต่างกัน ไม่ว่าจะนักวิทยาศาตร์ที่มาสำรวจป่าอเมซอน พ่อค้าเพชรพลอยมาดูเหมืองในแอฟริกา นักโภชนาการไปฟาร์มเพื่อดูวิธีหมักไวน์ นักปีนเขาที่ไปพิชิตยอดเขาต่างๆ คือนอกจากเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อนเติมพลังชีวิตกันแล้ว เรายังเดินทางเพื่อไปเรียนให้ “รู้” ไปมองให้ “เห็น” เข้าใจทั้งโลกภายนอกและโลกภายในของตัวเอง

หรือเป็นเพราะเราขาด “สิ่งเชื่อมโยง” ที่จะร้อยเรียงเรื่องราวเหล่านั้น


เราเริ่มทำเพจเล่าเรื่องการเดินทาง ถึงคนรอบตัวจะไม่สนใจ แต่อาจจะมีคนอื่นที่สนใจก็ได้ คำถามที่คนส่วนใหญ่ถามว่า ไปไหนมาบ้าง? เดินทางยังไง? นานแค่ไหน? ใช้เงินเท่าไหร่? เราทำกราฟฟิคง่ายๆบอกสิ่งเหล่านั้นไปทั้งหมด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องตอบคำถามซ้ำๆอีก หลายๆคนส่งข้อความมาชื่นชม เรารู้สึกปลื้มและดีใจที่มีคนชื่นชอบ แต่นอกจากคำชื่นชมนั้น ก็มีคำถามต่อท้ายพ่วงเข้ามาว่า

“ใส่แผนที่ลงในรูปยังไงหรอคะ และใช้แอพอะไรสรุปค่าใช้จ่าย?”

เราตอบกลับไปว่าใช้ photoshop แต่ทุกครั้งที่คุยกับหลายๆคน ก็พบว่าถึงเค้าจะอยากทำบ้าง แต่ทำไม่ได้ เพราะใช้ photoshop ไม่เป็น

เราลองเข้าไปอ่านรีวิวท่องเที่ยวจากแฟนเพจหลายๆเพจ “เที่ยวเมือง X หน้าหนาว X วัน ด้วยงบ X บาท” แทบจะทุกคนบอกหมดว่าไปไหน เมื่อไหร่ สรุปค่าใช้จ่ายอย่างละเอียด ข้อมูลแน่นมาก แต่ข้อมูลเหล่านั้นมีแต่ตัวอักษรเยอะไปหมดจนทำให้เนื้อหาสำคัญถูกบดบัง และไม่น่าอ่าน ทั้งๆที่หลายๆคนมีเรื่องราวจะเล่ามากกว่านั้น


เราเริ่มมองเห็นความสำคัญที่จะพัฒนา “การบอกเล่าเรื่องราว” เหล่านั้นให้เป็นการเดินทางที่มีชีวิต มีตัวตนที่ต่างกันออกไป ไม่ใช่แค่ข้อมูลต่างๆหรือตัวเลขว่ากี่วันกี่บาท แต่ทุกรูปภาพ ทุกข้อความ ทุกภาพเขียน ทุกเรื่องราวคือชีวิตที่รอคอยการบอกเล่า

เราเชื่อว่าการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน คือเรื่องราวการเดินทางที่มีชีวิต
การบอกเล่าจากเพื่อนสู่เพื่อน จากผู้คนสู่สังคม จากรุ่นสู่รุ่นไม่ว่าจะยุคสมัยไหน

เราจึงคิดว่ามันน่าจะมีเครื่องมือที่ทำให้การบอกเล่าเรื่องราวนั้นง่ายขึ้น สิ่งที่แปลงข้อมูลเหล่านั้นให้เห็นภาพได้ง่ายๆ และให้ตัวอักษรได้ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวที่แตกต่างออกไปจากเดิม

ด้วยเหตุนี้จึงเกิด “Above Trip” ขึ้นมา

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.