School of AdaCode, Life balance by Code

ผมเริ่มคิดแนวทางในการทำโรงเรียนสอนการเขียนโปรแกรม หรือ “Learn How to Code” ในช่วงเวลานี้ของปี 2014 โดยมีต้นแบบที่ผมชื่นชอบและประทับใจที่สุดมาจาก เว็บไซต์สอนการเขียนโปรแกรมชื่อดังอย่าง codeschool.com ผมคิดมาเสมอว่าทำไมเราจะทำไม่ได้นะ แค่ถ่ายทำ Production, เขียน Script พูด, และทำ Interactive programming base on website รออะไรล่ะก็ทำเลยยยสิ!!
ผมตัดสินใจสละเรือจากการเป็น Developer ในบริษัทชื่อดังหลายแห่งเพื่อ “ออกล่องเรือ” ของผมเอง แต่ผมไม่ได้คิดถึงเรื่อง ลมพายุที่ผมต้องเจอ
ผมย้ายกลับมาอยู่ จ.นครราชสีมา จังหวัดใหญ่ที่ผมเติบโตและเรียนรู้ชีวิต ในความคิดแรกผมตั้งใจที่จะกลับมาพัฒนาถิ่นฐานเพื่อสร้าง Programmer มีชื่อจากที่แห่งนี้และพัฒนาให้ถึงจุดที่ จ.นครราชสีมา จะกลายเป็น Silicon Valley ของเมืองไทย เพราะผมคือ The First Mover ไม่มีใครจะ Focus จุดนี้เท่าผมแล้ว ณ วินาทีนั้น
19 มกราคม 2014
Domain name AdaCode.io ได้ถูกจดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก!!!
คำว่า Adacode มาจากชื่อที่ผมมักชอบตั้งเวลาเก็บไฟล์โค้ดที่ผมเขียนขึ้นเองไว้ใน HDD ของผมรวมทั้ง เอกสาร tutorial ใน วิชา DataStructure ที่ผมเคยเขียนขึ้นครั้นเป็น นิสิต ผมก็ตั้งชื่อมันว่า “AdaCode” ผมมองไม่เห็นเหตุผลอื่นที่ผมจะไม่ใช้ชื่อนี้ ^^
ชายผู้กินผลปีศาจ じしん じしん (จิชิน จิชิน = มั่นใจ)
ตั้งแต่เล็กจนโตนี่คงเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผมอยู่บนโลกนี้ได้อย่างมีความหมาย “ความมั่นใจ” ของผมอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่าต้องเคยกินผลปีศาจที่ทำให้มีความมั่นใจมากเกินมนุษย์มาอย่างแน่นอน แต่ในบางครั้งผลข้างเคียงของมันก็ทำให้ผมท้อแท้จนหมดอาลัยตายอยากได้เกินกว่าธรรมดาได้เช่นเดียวกันครับ ผมสะสมความมั่นใจมากขึ้นๆ ทั้งจากการเรียนรู้จากผู้คนเก่งๆทั่วโลกและประสบการณ์ที่ผมประสบด้วยตนเอง และวันหนึ่งก็ถึงเวลาที่ผมต้องทำตามเสียงเรียกร้องภายใน “ผมต้องมีบริษัทของตัวเอง” และนี่คือจุดเริ่มต้น…
โลกที่ไม่เคยรู้จัก??
ครั้งแรกที่ผมเข้าใกล้กับความว่า Start up มากที่สุดก็คงตอนที่ผมเป็น Sophomore หรือตอนผมเรียนอยู่ปี 2 นั่นเองทุกอย่างดูไปได้สวยแต่ก็พังคลื่นนนลงมาต่อหน้าต่อตา อีกครั้งหนึ่งก็ตอนผมอยู่ปี 4 พวกเราเรียกตัวเองว่า Ozsware สมาชิกแต่ละท่านแข็งแกร่งมากๆเป็นทีมที่ลงตัวที่สุดเท่าที่ผมเคยร่วมงานมา เรามีทั้ง
(Dedicated)
CEO (ปัจจุบันศึกษาต่อ MBA ณ มหาวิทยาลัยเก่าแก่เมืองผู้ดี ตอนรู้ข่าวนี่ผมดีใจจริงๆนะ),
CTO (ฮ่าๆ ผมเองแหละ),
Designer (ดีไซต์เนอร์ฝีมือดีที่เกลียด Code เข้าไส้แต่จบ ComSci เกียรตินิยม),
GM (พี่สาวผู้ใจดีดูแลพวกเราทุกอย่างตั้งแต่ตารางเวลาจนถึงเสื้อผ้าหน้าผม),
และ Developers (ตอนนั้นน้องยังอยู่ปี 2 อยู่เลย ดูตอนนี้สิอนาคตไกล และ Dev สาวจากมหาวิทยาลัยย่านศาลายา)

สมาชิกทั้งสิ้น 6 ท่านแต่มันก็ปิดฉากเร็วไปหน่อยเพราะทุกคนก็มี One Piece ของตัวเองที่ต้องออกไปไล่ล่าในแบบของตน หลักจากนั้นผมก็กลับมาเรียนจนจบและออกเดินทางสู่โลกที่ไม่เคยรู้จัก “โลกของงานประจำ”
“บางครั้งเราต้องยอมที่จะเก็บความฝันของเราไว้เพื่ออะไรซักอย่างในอนาคต (เกมต่อจุดของ Steve Jobs)”
ผมเคยคิดว่าผมจะเก็บประสบการณ์การทำงานจากบริษัทต่างๆซัก 3 ปีแล้วเก็บเงินออกมาทำของตัวเอง แต่ “ผมทำไม่ได้” ยิ่งอยู่นานผมยิ่งรู้สึกต่อต้านระบบ 9–5 ( คือ การไปทำงาน 9 โมงเช้าแล้วเลิก 5 โมงเย็น แต่จริงๆแล้วผมไม่ได้เลิก 5 โมงเย็นนะ 2 ทุ่มโน้นนนนน~ ) ผมย้าย 4 บริษัทภายใน 1 ปี และจบลงด้วยบริษัทสุดท้าย
“พุทธบริษัท” ครับใช่ผมออกบวช ผมมีโอกาสได้บวชไกลถึงแดนพุทธภูมิ ประเทศอินเดีย

ขอบคุณทุกๆบริษัทที่ได้ให้โอกาสผมเข้าไปแสดงฝีมือนะครับ ห่วยบ้าง ดีบ้าง แต่ผมได้เรียนรู้อะไรมากมายจริงๆครับ ขอบคุณครับ…
และเมื่อผมลาสิขาออกมาก็ได้เวลาของ AdaCode ที่จะออกตามหาผู้ร่วมล่าสมบัติ
กัปตันเรือ AdaCode ออกตามหาผู้ร่วมเดินทาง
ด้วยความบังเอิญ ผมมีเพื่อนสมัยมัธยมที่เรียน Computer Science อยู่ในมหาวิทยาลัยใน จ.นครราชสีมาและกำลังหางาน!!! โอ้ววโชคอะไรจะเข้าข้างผมขนาดนั้น ผมได้ทำการเชื้อเชิญเข้ามาร่วมสร้างเรือด้วยกันทันที โดยผมสัญญาจะสอนสิ่งที่ผมรู้ทั้งหมดให้และรายได้มาจากการรับ outsource ทำโปรเจคที่ผมหามาได้ และในขณะเดียวกันเราก็สร้างเรือ AdaCode ไปพร้อมกันๆ Concept ดูดีมากจนเพื่อนผมทั้ง 2 คนตกลงกระโดดเข้าร่วมทีม และผมยังได้พบเพื่อนเก่าที่กลับมาจากการศึกษาต่อด้าน Flim production ณ ประเทศสิงคโปร์ พ่วงมาด้วย Sound Engineer ฝีมือร้ายกาจชาวเมียนมา เข้ามาร่วมทีม พวกเขาไว้ใจที่จะลงทุนในการสร้างความฝันของผมด้วยการเข้ามาร่วมเป็น co-founder ลงทุนให้มันเกิดขึ้นจริง
ตอนนี้ผมมี Developer team และ production team เรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับผมจัด organization เพื่อนั่งทำงานทั้ง 2 ฝั่ง และนั่น คือ “จุดเริ่มต้นของหายนะ…”
ลมแรงเรือล้มเป็นเรื่องธรรมดา, แต่ไม่มีลมแล้วลมนี่สิแปลกกก
ผมดูงานทั้งฝั่ง Dev และ Production ยังจำได้ใช่ไหมครับว่า codeschool.com คือ model ของผม แน่นอนผมมี DIY Green screen เป็นของตัวเองและเริ่มถ่ายทำ ด้วยกล้อง Cannon 550D ปัญหาด้านการถ่ายทำตามมาไม่หยุดหย่อน เราควบคุมคุณภาพไม่ได้ตามที่ต้องการ แน่นอนว่าผมรับผิดชอบ ด้าน Dev ผมออกแบบให้ทุกคนทำงานได้ตามเวลาที่ต้องการ แต่ผมลืมไปว่า “Product เรายังไม่เสร็จ” และแน่นอนผมต้องรับผิดชอบในระบบที่ผมออกแบบเอง เวลาผ่านไปได้ประมาณ 3 เดือน งาน Outsource ลืมไปได้เลยเราไม่เคยดีลงานได้ครับ ฮ่าาาๆๆ ที่มันตลกเพราะว่าจริงๆเราไม่ได้สนใจมันจริงๆน่ะครับ งาน AdaCode School เริ่มเป็นรูปเป็นร่างเราพร้อมจะอัพ VDO ขึ้นเพื่อ Go Online และ Interactive programming เราทำเสร็จใน ภาษา python แต่มันไม่เคยได้ออกสู่สายตาชาวโลก…
เพราะผมไม่ได้ Focus ลงไปในจุดที่ผมควรทำ เราเลยออกเดินทางแบบไม่มีเข็มทิศ
ผมเข้าใจคำว่า StackOverFlow อย่างไม่ต้องสงสัย งานล้นไปหมดจับจุดอะไรไม่ได้เลย ทุกปัญหาต้องผ่านผมเท่านั้นนะ!! เพราะยังไว้ใจใครไม่เป็น…
รอยรั่วที่พัฒนาไปเป็นกัปดักทางความคิด
เมื่อทุกคนต้องใช้ “เงิน” ในการดำรงชีวิตและผมก็ไม่ควรเรียกมันว่า “บริษัท” ตั้งแต่แรก
เข้าสู่เดือนที่ 4 เงินเก็บผมเริ่มจะหมดและเราก็ยังไม่มีรายได้ทั้งๆที่เราก็หานักเรียนมาเรียนแบบคอร์สสดด้วยนะ แต่ฟริ้ววววว~ หลงมา 1 คนแล้วก็จากปายยย TT^TT Sayonara! บางทีผมเปิด Facebook เห็นเขาขายครีมรายได้มหาศาลผมนี่นึกอิจฉาเลยนะ หรือบางทีเห็นผู้หญิงกลางคืนยังนึกน้อยใจในบางครั้ง เพราะเขาหาเงินได้มากกว่าผมอีกใน 1 วัน!!! โถ่วววๆๆ
เมื่อเงินในบัญชีมี limit เข้าสู่ 0 คุณจะเริ่มคิดอะไรไม่ออก หน้าจะเริ่มมืด ตาจะเริ่มลาย พยายามหาแต่ทางลัดอย่างเดียว นี่ไง “ทุกข์” เกิดแล้ววว แต่วินาทีนั้น สติอ่อนแอมาก หา “มรรค” ทางดับทุกข์ไม่เจอเลยย นอนหลับยากช่วงนั้น อารมณ์เสียง่าย หาทางไม่ให้ทีมรู้แต่ผมว่ามันเป็นความคิดที่โง่งมมากเลยย 5555 งานไม่เดินเคลียดมาก ปัญหาง่ายๆบางทีนี่แก้ไม่ได้เลยนะ สติไม่มีเลย
สุดท้ายเหมือนฟ้ารู้ส่ง พี่ติ๊ก(แม่เล้าโปรแกรมเมอร์) มามอบข้อเสนอสุดพิเศษให้ ตอนนั้นแทบไม่คิดอะไรเลยเพราะเงินจะหมดแล้ว บอกไปเลย “ตกลงครับ”
วันถัดมาจัดงานเลี้ยง “สละเรืออย่างเป็นทางการ บอกลาและขอโทษลูกเรือทุกคน” รู้สึกแย่มาก…
เพราะผมเอาเงินเป็นที่ตั้ง
สละเรือมุ่งหน้าเข้ากรุงในอีก 2 วันถัดมา ห้องที่กรุงเทพก็ไม่มีละ อาศัยนอนพื้นห้องเพื่อนเอา(เพราะขาผมยาวเกินโซฟาน่ะ) และเพื่อนก็อยู่กับแฟนด้วยทำให้ผมเกรงใจมากๆ เพื่อนผมใจดีมากนะ ^^ อยู่เป็นเดือนอ่ะ รอเงินเดือนออกเพื่อไปหาห้อง
ในขณะนั้นผมยังไม่ยอมเรื่อง AdaCode เมื่อฟ้าเป็นใจถีบให้ผมได้ไปรู้จักรุ่นพี่ท่านหนึ่งในวงการ (แน่นอนว่าใครที่เคยเรียนกับผมต้องรู้แน่ๆว่าเป็นใคร เพราะผมมักจะพูดถึงเสมอๆในฐานะผู้มีพระคุณของผม) การได้รู้จักทำให้ผมได้มีโอกาสเป็นนักเขียน!! ง่อวววว์ ให้กับ “นิตยสารขาเดฟ” นิตยสารของชาวโปรแกรมเมอร์ และก็ได้เรียนรู้ว่าทำอย่างไรถึงจะเปิดคอร์สสอนได้ ก็ได้รับการสั่งสอน แนะนำจากพี่ท่านนี้แหละครับ ต้องยกความดีให้กับ อาจารย์ปั๊บ แห่งนิตยสารขาเดฟ ที่สนับสนุนจน AdaCode เริ่มเดินเองได้ครับ^^ ขอบคุณครับพี่

คอร์สจริงๆ ที่มีคนมาเรียนจริงๆ
ผมใช้เวลาหลังเลิกงานในการเตรียมสอนคอร์สแรกและเขียนบทความของผมยาวไปจนถึงตี 2 ในแต่ละวัน และรีบนอนเพราะผมต้องตื่นไปทำงานแต่เช้า!! (8–6 นะครับ)

และแล้วคอร์สแรกของผมก็ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามมีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 3 คนถ้วนนน!!! ใช่ครับ 3 คน จากเป้า 10 คนจริงๆงานนี้ต้องขอบคุณ พี่โต้ง เจ้าของ ComSci Cafe ที่ดูแลและเมตตาผมมาเป็นอย่างดี จนวันนี้ความสัมพันธ์ของเราพัฒนามาเป็น Partner ทางธุรกิจกันแล้วครับ^^
ทาง ComSci ใจดีมากครับเปิดเวลาตอนเย็นให้ผมเป็นครั้งแรก และคนแรก เพราะแน่นอนว่าเสาร์-อาทิตย์ ผมต้องเดินทางกลับบ้านที่โคราช (เกรงใจเพื่อนอยากให้เขาได้พักผ่อนกัน)
ผมจำวันแรกที่ผมสอนได้เป็นอย่างดีครับ เพราะเลิกงาน 6 โมง ต้องรีบวิ่ง ย้ำนะครับว่าวิ่งจากตึก All Seasons เพื่อมาขึ้นรถไฟฟ้า BTS นั่งไป แบริ่ง ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ได้ครับ วันแรกนั้นผมตั้งใจจะไปก่อนเวลา และผมก็ถึงก่อนเวลาจริงๆแต่ผม…
หลงทางกว่าจะเจอก็สอนพอดีแหละครับ ยังไม่ได้กินอะไรเลย กะว่ามาถึงแบบ ชิวๆ นะเนี่ย
การสอนผ่านไปได้ด้วยดีครับแต่วันที่ 2 นักเรียนผมเหลือ 2 คน!!! มีคนหายไป!! พี่ท่านหนึ่งบอกกับผมว่า “ติดธุระมาไม่สะดวก” แต่จริงๆแล้วพี่เขาเกรงใจนักเรียนคนอื่นเพราะว่า เขาไม่เคยเขียนโปรแกรมมาก่อนเลยกลัวทำให้คนอื่นช้า อยากจะมาลองท้าทายตัวเองด้วยการเริ่มเขียนโปรแกรมแต่ Ada ผ่านไปไม่ถึงฝั่ง TT^TT ผมขอโทษ…
วันที่ 2 นี่ผมเหลือนักเรียนอยู่ 2 คน และรู้อะไรไหมครับ “ผมติดประชุมจนถึง 6.30” โอ้ววแม่เจ้าาา วิ่งมาราธอนเลยนะครับวันนั้น!!
แต่คอร์สแรกนี่แหละครับทำให้ผมเจอ น้องไอซ์!! นักเรียนผู้เหี้ยมโหดของผมลงเรียนผมทุกคอร์สจนผมเกรงใจบอกไอซ์ มาเรียนฟรีเลย!! 5555 พี่ให้ๆๆ

ผ่านมาแล้ว 8 เดือน นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมต้องตัดสินใจ
ผมเคยกล่าวในงาน JavaScript Day ที่จัด ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีปทุมวัน ครั้งนั้นผมมีโอกาสได้ร่วมเป็นวิทยากรกับเหล่าทวยเทพ JS จากทั่วประเทศว่า…
“ผมมีปัญหากับระบบการศึกษาเมืองไทยผมจึงของอุทิศตนเองเพื่อการศึกษา”
ใช่ครับ นี่คือคำที่ผมยึดมาตลอด ประเทศชาติเรามีปัญหาเรื่องการศึกษาเป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุด ไม่ใช่เรื่องราคาน้ำมัน ไม่ใช่ราคาข้าว แม้แต่ราคามัน!! แต่เป็นเรื่องของการศึกษาของคนในชาติ บ้านเมืองของเรา
ถ้ามี นักเรียน ม.ต้น ม.ปลาย มาถามผมว่าเขาต้องเรียนวิชาอะไรเพิ่มไหม คำแนะนำของผมคือ “ต้องเรียนเขียนโปรแกรม”
และผมก็ตระหนักได้ว่าผมไม่จำเป็นต้องไป Focus หรอกว่าต้องสร้างบริษัทน่ะ! เพราะมันจะมีประโยชน์อะไรถ้าผมตั้งมันขึ้นมาโดยไม่รู้ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่
สิ่งที่ผมต้องทำจริงๆน่ะเหรอ? คือ การสร้างคุณค่าให้กับผู้อื่นไง ผมชอบสอนการเขียนโปรแกรมใช่ไหม ผมก็จะออกไปสอนให้ได้มากที่สุด ผมเคยตั้งเป้าว่าผมจะหาเงินจากการสอนเขียนโปรแกรมแต่ผมเริ่มรู้สึก ไม่ดีมากยิ่งขึ้น ผมไม่อยากแข่งกับพี่ๆในวงการหรืออาจารย์ท่านอื่นๆด้วย “ราคาคอร์ส” ตอนแรกผมก็มองว่ามันเป็นเรื่องของการออกมาช่วยกันสร้างบุคคลากรของประเทศ Content มันไม่มีทางจะซ้ำกันได้หรอก ให้ผู้เรียนได้มีสิทธ์เลือกว่าชอบ Style การสอนของใคร แต่วันนี้วันที่ AdaCode เริ่มเป็นธุรกิจ เริ่มต้องมองยอด เริ่มต้องรักษาเป้าในแต่ละเดือน ผมเริ่มไม่มีความสุขละ
สุดท้ายแล้วหน้าที่ของผมคืออะไร?
หน้าที่กับการตัดสินใจ
ผมตอบได้เลยว่าหน้าที่ของผม คือ การเรียนรู้ สร้าง และสอน ไม่ว่าจะทางโลกหรือปัญญาอันต่ำต้อยในทางธรรมของผม
การตัดสินใจก่อนหน้านี้ของผมในเรื่องทิศทางของ AdaCode ผมได้มีโอกาสบินไปคุยกับนักลงทุนชาวสิงคโปร์ถึงเรื่องโอกาสการขยายตัวของ AdaCode น่าเสียดายที่ AdaCode ยังไม่ได้น่าเข้าตาขนาดนั้น และผมได้รับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์มากมาย ซึ่งโดยภาพรวมแล้ว ปัญหาซ้ำรอยเดิม คือ “ผม Focus ผิดจุด”
แล้วทีนี้ยังไงต่อล่ะ
ขณะที่พิมพ์ตอนนี้ผมอายุ 23 ปีเต็ม อีกไม่ถึงเดือน ผมจะก้าวเข้าสู่เลข 24 ซึ่งเป็นเกมทางคณิตศาสตร์ที่หลายคนชื่นชอบ และแน่นอนว่าผม “ไม่ชอบมัน” 5555 เพราะตอนประถมนั้นสมองซีกซ้ายผมทำงานได้ล้มเหลวมาก คุณครูก็ยัดเยียดให้เล่นจัง เก็บคะแนนด้วยนะ! โธ่ผมก็พลาดไปสิครับ ปมด้อยเล็กๆในวันนั้น สร้างความปวดร้าวให้ผมในวันนี้ 5555 ผมเลยพยายามอยู่ห่างจากมันไว้น่ะครับ
และตอนนี้ ผมกำลังปรับทิศทางของ AdaCode อีกครั้งหนึ่ง AdaCode มีแผน Go Online มานานมากกก ปรับ Model ไปๆมาๆหลายรอบ เก็บต่อคอร์สบ้าง เก็บรายเดือนบ้าง อาศัย platform คนอื่นบ้าง จนตอนนี้ผมตัดสินใจละ!!
ด้วยพลังของผลปีศาจแห่งความมั่นใจ
“AdaCode Online Free หมดทุกคอร์ส หาเงินยังไงไม่รู้ แต่เข้าเว็บมาเรียนฟรี!!”
คอร์สสดก็ “อาจจะ” ลดลงมา หรือ งดไปเลยอันนี้ต้องของปรึกษาหลายๆฝ่ายก่อน แต่ Online ผมยังไม่เก็บตังแน่นอน
ถาม: แล้วจะดำรงชีวิตยังไงล่ะ?
ตอบ: ไม่รู้ครับ
ไม่เก็บตังแต่ขอ Donate มั้งครับผมก็ยังไม่แน่ใจ เพราะผมขี้เกียจทำระบบ payment gateway และความรู้ชาติเราก็น่าจะเข้าถึงง่ายๆด้วย เอาไปแบบนี้แล้วกันเนอะครับ
AdaCode.io V3.0 จะมาพบท่านเร็วๆนี้ครับ ส่วนถ้าอยากเจอผมก่อนที่อนาคตไม่ แน่นอนจะมาถึงผมมี 2 คอร์ส สุดท้ายของปีนี้ 2015
- Meteor Framework ลองอ่านดูได้ว่ามันคืออะไรครับ
- Experience of MEAN Stack 4 เทคโนโลยีในคอร์สเดียว
เข้าไปพูดคุยกันได้ที่
FB: AdaCode.io
Website: AdaCode.io (ตอนนี้นิ่งอยู่ครับเพราะว่ากำลังพัฒนาตัวใหม่ครับ)
ขอบคุณมาครับที่อ่านจนมาถึงบรรทัดนี้ คุณคือผู้ที่ทำให้ค่าเฉลี่ยการอ่านหนังสือของชาติเราเพิ่มมากขึ้นครับ ขอบคุณจริงๆจากใจครับ^^
สวัสดีครับ, ไว้มีโอกาสแล้วพบกันนะครับ,
Ada Kaminkure
