ขอพูดถึง “บ้าน” ใน Crimson Peak หน่อยค่ะ

เปรียบเทียบคฤหาสน์ใน Crimson Peak กับคฤหาสน์จากเรื่อง The Fall of the House of Usher ค่ะ (อาจจะมีสปอยล์นิดๆ แต่ไม่สปอยล์ปมเรื่องสำคัญค่ะ)

ก่อนอื่น ขอเริ่มก่อนเลยว่า ความประทับของเราเกี่ยวกับหนังเรื่อง Crimson Peak คือมันเป็น gothic แบบ gothic จริงๆ ให้ความรู้สึกเหมือนอ่านนิยายของโปหรือเชลลี่อยู่ (ถ้ารู้แบบนี้แต่แรกเราคงเข้าโรงด้วยอารมณ์ว่านี่ไม่ใช่หนังผีตุ้งแช่อ่ะค่ะ) การดำเนินเรื่องไปแบบเนิบๆ ด้วย ยิ่งเหมือนอ่านนิยาย gothic จริงๆ ส่วนอีกความรู้สึกหนึ่งที่ยังไงก็สลัดออกจากหัวไม่ได้คือ เรื่องนี้มีความคล้ายคลึงกับเรื่องสั้นของโปเรื่อง The Fall of the House of Usher มากเลยค่ะ

หากไม่คุ้นเคยกับเรื่องสั้นเรื่องนี้ เรื่องย่อประมาณว่าตัวเอกไปที่คฤหาสน์ของตระกูลอัชเชอร์เพื่อเยี่ยมไข้เพื่อนของเขา รอดดริค อัชเชอร์ ร็อดดริคก็มีอาการป่วยเหมือนเป็นโรคประสาทและบอกกับตัวเอกว่า เขาเชื่อว่าบ้านของเขามีผีอยู่และพี่สาวของเขาเพิ่งเสียชีวิตไป ศพนอนในโลงอยู่ที่ห้องใต้ดินยังไม่ได้ฝังด้วย แต่ส่วนที่คล้ายคลึงกับ Crimson Peak ไม่ใช่เนื้อเรื่อง (หรือตัวละครพี่น้องอัชเชอร์) แต่เป็นตัวบ้านค่ะ ในตอนเริ่มของเรื่องสั้น ตัวเอกผู้เล่าเรื่องได้บรรยายเกี่ยวกับคฤหาสน์อัชเชอร์และสังเกตเห็นความผุพังของตัวอาคารด้วย

“I scanned more narrowly the real aspect of the building. Its principal feature seemed to be that of an excessive antiquity. The discoloration of ages had been great. Minute fungi over spread the whole exterior, hanging in a fine tangled webwork from the eaves. Yet all this was apart from any extraordinary dilapidation. No portion of the masonry had fallen; and there appeared to be a wild inconsistency between its still perfect adaptation of parts and the crumbling condition of the individual stones. In this there was much that reminded one of the specious totality of old woodwork which has rotted for long years in some neglected vault, with no disturbance from the breath of the external air. Beyond this indication of extensive decay, however, the fabric gave little token of instability. Perhaps the eye of a scrutinizing observer might have discovered a barely perceptible fissure, which, extending from the roof of the building in front, made its way down the wall in a zigzag direction, until it became lost in the sullen waters of the tarn.”

นอกจากตัวอาคารแล้ว บึงรอบคฤหาสน์อัชเชอร์และต้นไม้โดยรอบมีสภาพที่เสื่อมโทรมใกล้ตายโดยทั้งสิ้น ในเรื่องสั้นเรื่องนี้สภาพที่เสื่อมโทรมของที่ดินและอาคารเป็นสิ่งที่กำหนดอารมณ์ของเรื่องและสร้างความรู้สึกสยองขวัญตั้งแต่เปิดเรื่องเลย

ในขณะเดียวกัน ลองมาดูคฤหาสน์ใน Crimson Peak บ้าง ที่ดินด้านหน้าของคฤหาสน์เป็นที่ดินเปล่า แทบไม่มีต้นไม้ใบหญ้าและเต็มไปด้วยเครื่องจักรที่ใช้ในการทำเหมือง สภาพคฤหาสน์แม้ว่าจะดูจากข้างนอกไกลๆ ดูหรูหรา แต่หากมองใกล้ๆ แล้วจะเห็นว่าคฤหาสน์ผุพังซอมซ่อมาก หลังคาห้องโถงเป็นรูจนลมผ่านได้และเฟอร์นิเจอร์ทุกสิ่งในบ้านดูเก่าไปหมด

ที่ดินด้านหน้าคฤหาสน์
ห้องโถง (หารูปที่เห็นหลังคาชัดๆ ไม่เจอ เอาทอมฮิดเดิลสตันไปแทนละกันนะคะ)

ไม่ใช่แค่ตัวบ้านเท่านั้นที่มีลักษณะคล้ายกัน แต่สิ่งที่บ้านอุปมาถึงนั้นยังเป็นสิ่งเดียวกันอีกด้วย

สรุปวิเคราะห์ในส่วนของ The Fall of the House of Usher สั้นๆ (คือได้เรียนเรื่องนี้ตอนปอตรี จำได้แต่ใจความสำคัญแล้ว 5555) คฤหาสน์อัชเชอร์เป็นอุปลักษณ์ถึงตัวอัชเชอร์ (ร็อดดริค) ผู้อาศัยอยู่ในบ้าน ความเสื่อมโทรมของบ้านอัชเชอร์นั้นสอดคล้องกับความเจ็บป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจของร็อดดริค หากอ่านในเรื่องแล้วจะพบว่ายิ่งร็อดดริคอาการทรุดลงเท่าไร ความเฮี้ยนของบ้านยิ่งทวีขึ้นเท่านั้น จนท้ายที่สุดแล้ว ในตอนจบร็อดดริคเสียชีวิตและคฤหาสน์อัชเชอร์ก็ถล่มลง โปได้ให้ลักษณะของบ้านที่มีความคล้ายคลึงกับมนุษย์ด้วย นั่นคือหน้าต่างของบ้านที่เป็นเหมือนดวงตาของมนุษย์ (ให้ลองนึกถึงคำคม “ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจประกอบ” ค่ะ 555555)

(ต่อจากนี้อาจจะเป็นสปอยล์ Crimson Peak แล้วนะคะ แต่จะไม่เปิดเผยปมสำคัญของเรื่องค่ะ สัญญา)

ใน Crimson Peak นั้น บ้านก็ทำหน้าที่เดียวกัน ในเรื่องได้บอกว่าชื่อ Crimson Peak เป็นชื่อเล่นของคฤหาสน์อัลเลอเดลเพราะตอนที่หิมะตกหนัก ดินเหนียวสีชาดใต้ดินจะค่อยๆ ซึมขึ้นมาปนเปื้อนหิมะจนกลายเป็นสีแดงฉานราวกับทะเลเลือด ในรีวิวของ Vanity Fair ก็พูดถึงการเปรียบเปรยบ้านกับคนเหมือนกันว่า ทุ่งหิมะหน้าบ้านที่กลายเป็นสีแดงเลือดก็เหมือนกับว่าบ้านมีเลือดออก และหลังคาที่ผุพังจนลมเข้ามาได้นั้นเป็นราวกับ “บ้านกำลังหายใจ” เมื่อเรื่องดำเนินไปจะเห็นว่าบ้านอยู่ในสภาพที่ “ใกล้ตาย” ขึ้นเรื่อยๆ จนจบเรื่อง (แต่บ้านไม่ถล่มนะ ถ้าจำไม่ผิด)

เนื่องจากว่าเรื่องนี้เล่าผ่านอีดิธ นางเอกของเรื่อง เราก็จะได้เห็นความลับของสองพี่น้องชาร์พค่อยๆ เผยขึ้นพร้อมผีที่โผล่มาและบ้านที่ทรุดโทรมตามกาลเวลา ลักษณะของคฤหาสน์ที่คล้ายกับตัวละครอย่างแรกคือ ภาพลักษณ์ภายนอกค่ะ อย่างที่บอกตอนแรก เมื่อมองไกลๆ คฤหาสน์อัลเลอเดลดูสวยงามแต่จะเห็นความเสื่อมโทรมเมื่อเข้าใกล้ ตัวละครโธมัสและลูชิลล์ ชาร์พก็เช่นกัน สองพี่น้องชาร์พเป็นขุนนางอังกฤษก็จริง แต่ตกยากและต้องการเงินทุนในการทำเหมืองดินเหนียวสีชาดที่เป็นกิจการของบ้าน ดูจากภายนอกแล้วเซอร์โธมัสดูรวยแต่ถ้ามองให้ชัดๆ จะพบว่า “เสื้อผ้าของเขาใช้วัศดุดีแต่เก่าเป็นสิบปี” ตามที่นางเอกได้สังเกตสังกาไว้ (แต่ความหล่อของเซอร์โธมัสน่ะจริง)

นอกจากนั้นแล้ว สองพี่น้องชาร์พยังมีความลับที่น่าสะพรึงกลัวที่ซุกซ่อนไว้ในคฤหาสน์อัลเลอเดลด้วย เช่นเดียวกับ The Fall of House of Usher ความเสื่อมโทรมของ Crimson Peak ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงสถานะทางเศรษฐกิจของตระกูลและควมแตกต่างระหว่างภาพลักษณ์ภายนอกและตัวตน แต่ยังเป็นอุปลักษณ์ถึงความเสื่อมถอยของผู้อาศัย ซึ่งขอไม่สปอยล์นะคะ /อยากบอกว่าใน The Fall of the House of Usher ก็มีการตีความคล้ายๆ กันระหว่างร็อดดริคกับพี่สาวของเขาค่ะ

จริงๆ ต้องขอบคุณนางเอกที่ชอบย้ำบ่อยๆ ว่า ผีคืออุปลักษณ์ (Metaphor) เราเลยพยายามมองหาอุปลักษณ์ทั้งเรื่องเลย 555555 แอบมีเยอะเหมือนกัน แต่เรื่องบ้านนี่แหละที่คาใจสุดจนอยากเขียนค่ะ /แต่ยังไม่เข้าใจอุปลักษณ์ผีในเรื่องนะ 5555555