New innovative ageLOC anti-aging NEXT-GENERATION ANTI AGING

ageLOC® แบนร์ดภัณฑ์นวัตกรรมต่อต้านความเสื่อมชราระดับโลก

วันนี้ผมจึงอยากเล่าถึงการค้นพบสารใหม่ คือ Resveratrol ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พบว่าอาจเป็นตัวช่วย ยืดอายุมนุษย์เรา ให้ยืนยาวขึ้นไปได้อีก 30–40% ครับ หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal (WSL) เรียบเรียงข้อมูลเกี่ยวกับการค้นคว้าเกี่ยวกับอายุยืนว่า
นักวิทยาศาสตร์ค้นพบมาตั้งแต่ปี 1935 แล้วว่าลดการบริโภคอาหารที่ให้พลังงานประมาณ 1/3 ของระดับปกติ หรือการจำกัดขอบเขตของการบริโภคแคลอรีอย่างเข้มงวดทำให้หนูอายุยืนมากขึ้น 30–40%


ซึ่งการทดลองที่คล้ายคลึงกันกับแมลง fruit fly และหนอน round worm ก็ให้ผลเช่นเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์จึงได้ทำการศึกษาค้นคว้าว่า
อะไรเป็นสาเหตุให้การจำกัดแคลอรี (Calorie restriction) หรือ CR ช่วยให้สัตว์ชนิดต่างๆ สามารถมีอายุที่ยืนยาวยิ่งขึ้นผลการค้นคว้าในช่วง 20–30 ปีที่ผ่านมานั้นยังเป็นการคาดเดาอยู่มาก กล่าวคือยังมิได้มีผลหรือข้อมูลที่ชัดเจนแต่อย่างใด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังมิได้มีการทดลองในมนุษย์ ดังนั้นท่านผู้อ่านจึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับความไม่สมบูรณ์ครบถ้วน ของการทดลองในขณะนี้ด้วย
อย่างไรก็ดีนักวิทยาศาสตร์กำลังตื่นเต้นกับสารที่อยู่ในไวน์แดงที่เรียกว่า resveratrol เพราะนักวิทยาศาสตร์ของ Harvard Medical School
นำโดย ดร. David Sinclair พบเมื่อ 3 ปีก่อนหน้าว่าสาร resveratrol นี้สามารถยืดอายุ yeast cell ไปอีก 70% นอกจากนั้น Sinclair ก็ยังพบว่า resveratrol ยังทำให้ fruit fly และ round worm อายุยืนยาวมากขึ้นเช่นเดียวกับการลดแคลอรี (CR)
จึงมีการตั้งคำถามว่า resveratrol นั้นมีผลคล้ายคลึงกับ CR อย่างไรและ CR เองนั้นกระตุ้นการยืดอายุของ cell ได้อย่างไร

ปัจจุบันจึงมีนักวิทยาศาสตร์อยู่ 2 กลุ่มที่แข่งกันทำการทดลอง resveratrol กับหนูซึ่งเป็นการทดลอง กับสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมเป็นครั้งแรก โดย ดร.Sinclair ได้นำเสนอผลเบื้องต้นต่อ American Aging Association เมื่อเดือนมิถุนายนว่า resveratrol
ให้ผลในการปกป้องคุ้มครอง cell ของสัตว์ทดลองคล้ายคลึงกับ CR (CR-line protective effects) นอกจากนั้นบริษัท Sirtris Pharmaceuticals ที่ ดร.Sinclair เป็นผู้เริ่มก่อตั้งกำลังทดลองยาที่มีสาร resveratrol
กับคนที่เป็นโรคเบาหวานโดยมีทุนทดลองมากถึง 82 ล้านเหรียญสหรัฐ อีกบริษัทหนึ่งคือ Elixir Pharmaceuticals ของ ดร.Leonard Guarente
ซึ่งเป็นอาจารย์ของ ดร.Sinclair ที่มหาวิทยาลัย MIT ก็กำลังทำการทดลองในแนวทางที่คล้ายคลึงกัน คือค้นคว้าหาตัวยาที่จะชะลอการแก่ตัว

นอกจากนั้นยังมีบริษัทยาอื่นๆ อีก 2 บริษัทที่ทำการค้นคว้าในแนวทางนี้ทำให้เชื่อได้ว่า การค้นพบยาชะลอความแก่นั้นอาจจะไม่เป็นนวนิยายอีกต่อไปในอนาคต
อย่างไรก็ดีนักวิทยาศาสตร์หลายคนก็ยังตักเตือนว่าการค้นคว้าด้าน CR นั้นควรทำด้วยความระมัดระวัง เพราะขณะนี้ก็ยังไม่มีใครทราบว่า
การจำกัดแคลอรีนั้นกระตุ้นกลไกใดของร่างกายที่ชะลอความแก่ตัว นอกจากนั้นก็ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่า resveratrol นั้นให้ผลที่คล้ายคลึงกับ CR ได้อย่างไร
ที่สำคัญคือปริมาณของ resveratrol ที่ใช้ในการทดลองนั้นเป็นปริมาณสูงมากเทียบเท่ากับการดื่มไวน์วันละกว่า 100 แก้ว

แต่เมื่อมีการคาดการณ์ว่า resveratrol อาจมีสรรพคุณในการชะลอความแก่จึงมีการสกัดยาดังกล่าวออกมาขายแล้ว แต่หากจะให้ได้ปริมาณเท่ากับที่ใช้ในการทดลอง ผู้บริโภคคงต้องบริโภควันละหลายสิบเม็ด ซึ่งจากข้อมูลปัจจุบันนั้นเชื่อว่า
การบริโภค resveratrol ในปริมาณที่ไม่สูงไม่น่าจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่หากบริโภคในปริมาณที่สูงก็อาจมีผลข้างเคียงได้ ทั้งนี้ ดร.Sinclair ซึ่งปัจจุบันอายุ 37 ปีเชื่อว่า การบริโภคในปริมาณไม่มาก จะเป็นประโยชน์และไม่ให้โทษจึงได้บริโภค resveratrol ในปริมาณเล็กน้อยมานาน 3 ปีแล้ว

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการอดอาหารนั้นทำให้ร่างกายของสัตว์และมนุษย์ชะลอการเผาผลาญ (metabolism) ลงทั้งนี้เพื่อสะสมพลังงานเอาไว้โดยสัญชาตญาณซึ่งช่วยให้มนุษย์และสัตว์สามารถอยู่รอดได้ในช่วงที่เกิดการขาดแคลนอาหาร
การชะลอการเผาผลาญดังกล่าวหมายถึงการชะลอการแบ่งตัวของ cell และชะลอการผสมพันธุ์พร้อมกันไปนอกจากนั้นยังทำให้การเกิดอนุมูลอิสระ (free radicals) ลดลงไปด้วย เป็นที่ทราบกันดีว่าอนุมูลอิสระนี้เป็นตัวทำให้ cell ของมนุษย์เสื่อมโทรมลง
ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการแก่ตัวตลอดจนเกิดโรคต่างๆ รวมทั้งโรคมะเร็งด้วย

กล่าวโดยสรุป คือ CR กระตุ้นให้การเผาผลาญของร่างการชะลอตัวลง เป็นผลให้การเสื่อมสภาพของร่างกาย ชะลอตัวลงไปด้วยจึงทำให้อายุยืนขึ้น
และสุขภาพแข็งแรงขึ้นพร้อมกันไป ในทางตรงกันข้ามนักวิทยาศาสตร์สังเกตว่า ปัจจุบันเมื่อมนุษย์เรากินดีอยู่ดีมากขึ้นปัญหาโรคอ้วนจึงเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการที่เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ (พร้อมจะผสมพันธ์หรือเข้าสู่ puberty) รวดเร็วขึ้นกว่าสมัยก่อน

ประเด็นที่นักวิทยาศาสตร์กำลังเร่งค้นคว้าเพื่อหาคำตอบ คือ ยีนตัวใดเป็นยีนที่เมื่อถูก resveratrol กระตุ้นให้ เปิด แล้วทำให้การแก่ตัวชะลอตัวลง
ซึ่งยีนดังกล่าวนี้นักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อว่า Silient information regulator (SIR) ดร.Guarente เชื่อว่ายีน SIR สร้างโปรตีนชนิดหนึ่งที่กระตุ้นกลไกชะลอความแก่
โดยในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนั้น ดร.Guarente ได้ค้นพบยีนตัวหนึ่งที่เขาให้ชื่อว่า SIRT1 ซึ่งชะลอความแก่เมื่อร่างกายบริโภคแคลอรีในปริมาณที่ต่ำ
ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์บางคนอ้างว่าอาจมีสารของต้นไม้บางชนิดที่มีสรรพคุณคล้ายคลึงกับ resveratrol

แต่นักวิทยาศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งทำการทดลองและพบว่า CR ทำให้การชะลอความแก่ลงจริง แต่ผลดังกล่าวนั้นมิได้เกิดจากยีน SIR แต่อย่างใด
อย่างไรก็ดี ดร.Sinclair ก็ยังทำการค้นคว้าเกี่ยวกับ SIR ต่อไปเพราะเชื่อว่าจะเป็นกุญแจสำคัญ ในการชะลอความแก่ทั้งนี้ได้มีเศรษฐี 2 คนให้ทุน ดร.Sinclair หลายล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อทำการทดลองให้ประสบผลสำเร็จ

จากข้อมูลที่ปรากฏในรายงานของ Wall Street Journal ที่ผมกล่าวถึงข้างต้นอาจสรุปได้ว่า…

1. การอดอาหารเพื่อให้การบริโภคแคลอรีลดลงอย่างมาก (ต่ำกว่าปกติ 30%) น่าจะมีผลในการยืดอายุสัตว์และมนุษย์ได้ถึง 30–40%
แต่ผลดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจาการทดลองอย่างเป็นกิจจะลักษณะ

2. อายุที่ยืนยาวขึ้นนั้นเป็นช่วงที่สุขภาพร่างกายแข็งแรงพร้อมกันไปด้วยและจะปลอดจากโรคร้ายต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตและโรคหัวใจ เป็นต้น
แต่การกระตุ้นให้แก่ตัวช้าลงก็จะลดกิจกรรมด้านเพศสัมพันธ์ลงไปด้วย (ซึ่งเพื่อนของผมคนหนึ่งถามว่าหากกินก็ไม่ได้ เพศสัมพันธ์ก็ไม่มีแล้วจะอยู่ต่อไปทำไม)

3. แนวทางของการค้นคว้านั้นขณะนี้พยายามเฟ้นหายีนกระตุ้นการชะลอความแก่ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีการอดอาหาร
ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งเชื่อว่ายีนดังกล่าวคือ SIR (และ SIRT1 ในสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม)
แต่สารที่กระตุ้นยีน SIR สารหนึ่งที่น่าสนใจคือ resveratrol ซึ่งมีอยู่ในไวน์แดงและเริ่มมีขายเป็นเมล็ดยา
แต่ดูเสมือนว่าจะต้องบริโภคสารดังกล่าวเป็นจำนวนมาก จึงจะได้ผล แต่ยังมีความเสี่ยงเพราะไม่สามารถทราบได้ว่าสาร resveratrol นั้นหากบริโภคในปริมาณที่สูงแล้วจะมีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกายหรือไม่ไวน์แดงช่วยเพิ่มความอดทนได้

คนที่เป็นนักกีฬาและไม่ใช่นักกีฬาอาจต้องการ resveratrol สักแก้ว resveratrol เป็นสารส่วนประกอบในไวน์แดงที่นักวิจัยได้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับมันในเรื่องความแข็งแรงทางกายภาพของหนูในการทดลอง และยังช่วยพวกมันในการยับยั้งโรคเบาหวานและโรคอ้วน หนูที่ได้รับสารนี้ในปริมาณที่สูงจะสามารถวิ่งบนลู่วิ่งได้ไกลเป็นสองเท่ากว่าหนูปกติ นักวิจัยชาวฝรั่งเศสรายงาน

พวกเขากล่าวว่า resveratrol อาจช่วยให้สัตว์พวกตระกูลแทะมีชีวิตยืนยาวขึ้น
Dr. Johan Auwerx ผู้นำการวิจัย จากสถาบัน Genetics and Molecular and Cellular Biology ประเทศฝรั่งเศส กล่าวว่าสาร resveratrol พบในเปลือกองุ่นแดงและแครนเบอรี่ ซึ่งมันจะไปกระตุ้น SIRT1 เอนไซม์ซึ่งเกี่ยวข้องกับการมีอายุที่ยืนยาวขึ้นผลการทดลองนี้ได้ถูกตีพิมพ์ในวันที่ 16 พฤศจิกายน ของวารสาร Cell กล่าวถึงการศึกษาแสดงให้เห็นว่า resveratrol ช่วยฟื้นฟูสุขภาพและอายุที่ยืนยาวขึ้น ของหนูที่ได้รับอาหารที่มีแคลอรี่สูง

ขณะที่การศึกษาถูกจำกัดอยู่ที่หนู ทีมวิจัยชาวฝรั่งเศสกล่าวว่าได้พบความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมที่เกี่ยวกับการใช้พลังงานในมนุษย์ที่ดูเหมือนจะมีผลต่อ resveratrol ใกล้เคียงกัน

Auwerx กล่าวว่า จากการศึกษาของเราแสดงให้เห็นว่า resveratrol กระตุ้น SIRT1 ได้เป็นอย่างดีและสามารถที่จะเข้าใกล้การรักษาโรคทั่วไปที่เกี่ยวกับระบบเมตาบอลิซึม เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคอ้วน
การศึกษานี้ยังรวมถึงหนูอ้วนที่จำลองการเป็นโรคเบาหวานแบบชนิดที่ 2 ด้วย

ทีมของ Auwerx พบว่า resveratrol ไปกระตุ้นยีนของ SIRT1 ซึ่งจะไปเหนี่ยวนำการทำงานของไมโตคอนเดรีย (ที่สร้างพลังงานเล็กๆ ภายในเซลล์)
จากการกระตุ้นไมโตคอนเดรีย resveratrol จะทำให้เซลล์เผาผลาญพลังงานมากขึ้นกว่าปกติ

ทีมวิจัยอธิบายว่า จากการเผาผลาญพลังงานที่มากขึ้นจะช่วยป้องกันการสะสมของไขมันและการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 การเพิ่มการทำงานของไมโตคอนเดรียยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเนื้อเยื่อ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่ยึดติดกับกระดูก (Skeleton Muscles)

นั่นคือเหตุผลที่ทำไมเราเห็นถึงความอดทนที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตื่นเต้นในหนู ซึ่งวิ่งได้เพิ่มขึ้นระยะทางเป็นสองเท่า Auwerx กล่าว เราแสดงให้เห็นว่านี่ไม่ใช่เพียงเกิดขึ้นในเซลล์ที่เพาะเลี้ยงและในหนูเท่านั้น ที่สำคัญมากกว่านั้น
เป็นครั้งแรกในมนุษย์ที่เราพยายามเชื่อมยีน SIRT1 กับการใช้พลังงาน

Auwerx กล่าวว่า Resveratrol หรือสารที่ใกล้เคียงกับมันสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีประโยชน์ในการรักษาหลายโรคที่เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของไมโตคอนเดรีย
ในกรณีแรกเราสามารถนึกถึงการนำไปใช้ในการรักษาโรคอ้วนและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เขากล่าวโรคหลายโรคที่ได้ประโยชน์จากการเพิ่มการทำงานของไมโตคอนเดรียนี้
ส่วนมากก็จะเป็นโรคที่เกี่ยวกับการทำลายของเซลล์ประสาทในสมอง (neurodegenerative disorders) เช่น โรคพาคินสัน (Parkinson’s disease) และโรคฮันติงตัน (Huntington’s disease) เป็นต้น

(อ้างอิง : เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2550)

ageLOC Y-span

บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส อิงค์ อเมริกา แถลงการณ์ในการได้รับสิทธิครอบครองสถาบันพันธุวิศวกรรมไลฟ์เจน เทคโนโลยีอย่างเป็นทางการ (LifeGen Technologies) ซึ่งไลฟ์เจนเป็นบริษัทที่ดำเนินงานและมีชื่อเสียงเกี่ยวกับการวิจัยและค้นคว้าด้านรหัสพันธุกรรม หรือยีน ตั้งอยู่ที่เมืองเมดิสัน มลรัฐวิสคอนซิน สหรัฐอมเริกาโดย นู สกิน ได้ใช้เงินลงทุน 11.7 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 351 ล้านบาท เพื่อให้ได้รับสิทธินี้ และการลงทุนในครั้งนี้ส่งผลให้ทรัพย์สินทั้งหมดของไลฟ์เจน
ไม่ว่าจะเป็นคลังเนื้อเยื่อ ฐานข้อมูลเกี่ยวกับการแสดงออกของยีน สิทธิบัตร และทรัพย์สินทางปัญญาอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการค้นคว้าวิจัยยีนส์เพื่อการต่อต้านความชรา จะถูกโอนเป็นกรรมสิทธิของ นู สกิน โดยทันที

นอกจากนี้ทางบริษัทฯ ยังได้ลงนามในสัญญาร่วมกันกับ ดร. ริชาร์ด เวนดรอช และดร. โทมัส พรอลล่า ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งไลฟ์เจน ในการค้นคว้าวิจัย
และพัฒนาผลงานทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ รวมไปถึงการให้คำปรึกษา และข้อตกลงในการไม่ทำงานให้บริษัทที่เป็นคู่แข่งของ นู สกินโดยทั้งดร.ริชาร์ด และดร.โทมัส จะเป็นหัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ดูแลการค้นคว้าวิจัยที่ฐานการวิจัยเมืองเมดิสัน
รวมทั้งจะดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านศาสตร์แห่งการต่อต้านความชราของ นู สกิน อีกด้วย

นักวิทยาศาสตร์ของ นู สกิน

ดร.โจเซฟ แชง หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ นู สกิน กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับสิทธิในการครองครองสถาบันไลฟ์เจนอย่างสมบูรณ์
ซึ่งเราเชื่อว่าการได้รับสิทธิในครั้งนี้ เป็นการช่วยเสริมจุดยืนของ นู สกิน ในการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการต่อต้านความชราให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
โดย นู สกิน ได้รับสิทธิพิเศษในการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาของไลฟ์เจน ในผลงานวิจัย และการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญที่เกี่ยวกับกลุ่มยีนที่เป็นต้นตอของความชรา ซึ่งใช้เวลาในการศึกษามากกว่า 30 ปี รวมทั้งขั้นตอน
และระเบียบวิธีการในการชี้เฉพาะกลุ่มยีนที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมชรา โดยตลาดต่อต้านความชราทั่วโลกถูกจับตามองว่าจะมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า”

“การที่เราได้กรรมสิทธิในการครอบครองทรัพย์สินทางวิทยาศาสตร์ของสถาบันไลฟ์เจน ผนวกกับความเชี่ยวชาญของทีมนักวิทยาศาสตร์ของ นู สกิน
ทำให้เรามั่นใจว่าเราจะสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อต้านความชราระดับสุดยอดนวัตกรรมเพื่อช่วยให้ผู้คนสามารถคงความอ่อนเยาว์ตราบนานเท่านาน” ดร.โจเซฟ แชง กล่าวเพิ่มเติม

ทั้งนี้ นู สกิน เริ่มร่วมมือทางวิทยาศาสตร์กับสถาบันไลฟ์เจนตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งการวิจัยเกี่ยวกับยีนของไลฟ์เจนได้นำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อต้านความชราระดับสุดยอดนวัตกรรม รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เพิ่งเปิดตัวล่าสุดอย่างเอจล็อคอาร์สแควร์

“เรามีความยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว นู สกิน ซึ่งเราได้มีการค้นคว้าและทำความเข้าใจร่วมกันอย่างต่อเนื่องถึงความสัมพันธ์ระหว่างการแสดงออกของกลุ่มยีน และสารอาหารจากธรรมชาติ ในการช่วยต่อต้านความเสื่อมชรา”และดร.ริชาร์ด เวนดรอช กล่าว

ดร. โทมัส พรอลล่า กล่าวเพิ่มเติมว่า “เรามีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าการทำงานร่วมกันระหว่างไลฟ์เจนและ นู สกินจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เราสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยชะลอความเสื่อมชราได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไปอีก”

ดร.โจเซฟ แชง กล่าวปิดท้ายว่า “เราได้นำข้อมูลการวิจัยของสถาบันไลฟ์เจน มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเอจล็อคเทคโนโลยี (ageLOC)
ที่จะเปิดตัวในปี 2013 โดยเราได้ค้นพบปรากฏการณ์ใหม่ของยีนที่เกี่ยวข้องกับการลดน้ำหนัก และการมีอายุที่ยืนยาวซึ่งสามารถนำมาใช้แก้ปัญหาความเสื่อมชราได้โดยเฉพาะ และจากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นเรามีความมั่นใจว่าการผนึกกำลังระหว่างสถาบันไลฟ์เจน และ นู สกิน ในครั้งนี้ จะทำให้เราสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่สุด
แห่งนวัตกรรมในกลุ่มต่อต้านความเสื่อมชราได้ในอีกไปกี่ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน”

ปัจจุบันเรามีผลิตภัณฑ์นวัตกรรมในกลุ่มต่อต้านความเสื่อมชรา ได้แก่

IN-SIDE OUT

– ageLOC® Y-span
– ageLOC® R2
– ageLOC® TR90

OUT-SIDE N
– ageLOC® Me
– ageLOC® Galvanic Spa
– ageLOC® Transformation
– ageLOC® Tru Face® Essence Ultra