ภาควิชาการตอนที่ 4 คลัสเตอร์เกษตรและอาหารอินทรีย์ Aarhus, Denmark

อย่างที่ได้เล่าไปในตอนก่อนหน้านี้ว่าประเทศเดนมาร์กนั้นเป็นผู้นำและผู้ผลิตผลิตผลทางการเกษตรที่เป็นอินทรีย์เป็นอันดับต้นๆของโลก โดยที่รัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนส่งเสริมทั้งในส่วนของการให้ค่าใช้จ่ายชดเชยกับเกษตรกรที่ต้องการเปลี่ยนจากฟาร์มแบบเดิมมาเป็นฟาร์มที่เป็นอินทรีย์ในช่วง 3 ปีแรก ซึ่งในส่วนนี้แม้ว่าจะไม่ได้มากมายนักในมุมมองของเกษตรกรเท่าที่ผมคุยด้วยแต่ก็ถือว่าจำเป็นและสำคัญ แต่มาตรการที่ได้ผลมากทั้งต่อเกษตรกรและต่อตัวผู้บริโภคเองก็คือการใช้มาตรการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Government procurement) ที่กำหนดให้โรงเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก โรงพยาบาล ต้องใช้ผลิตผลหรือวัตถุดิบที่เป็นอินทรีย์ในปริมาณไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของการใช้วัตถุดิบทั้งหมด ทำให้มีขนาดของตลาดที่ใหญ่ขึ้นและเติบโตมากขึ้น จะเห็นได้ว่ามาตรการของรัฐหากเลือกใช้ให้เหมาะสมก็จะก่อให้เกิดการพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนได้ ผมได้สอบถามเกษตรกรว่าราคาของผลิตผลทางการเกษตรที่เป็นอินทรีย์นั้นสูงกว่าผลผลิตปกติกี่มากน้อย ก็ได้รับคำตอบว่าโดยเฉลี่ยแล้วราคาสินค้าเกษตรอินทรีย์จะสูงกว่าประมาณร้อยละ 30 ซึ่งเมื่อเทียบกับต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า และปริมาณผลผลิตทีได้ (ต่อไร่) ที่อาจจะน้อยกว่าอันเนื่องมาจากความเสียหายจากโรคและศัตรูพืช หรือ การที่ไม่ได้ใช้สารหรือกระบวนการเร่งการเจริญเติบโต ก็จะทำให้เกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์นั้นสามารถอยู่ได้

ตัวอย่างของฟาร์มที่ผมได้ไปเยี่ยมชมนั้นอยู่ห่างจากใจกลางเมืองออร์ฮุสไปประมาณ 30 นาที ชื่อว่า Marienlyst ซึ่งมีเครือข่ายอยู่ทั้งหมด 6 แห่งด้วยกัน จัดตั้งมาตั้งแต่ปี คศ. 1982 ทำการเพาะปลูกผักอินทรีย์หลักๆ ได้แก่ แครอท (ซึ่งมีประมาณ 10 สายพันธุ์) ทูนิป พาร์สลีย์รู้ท มันฝรั่ง เป็นต้น โดยการทำการเพาะปลูกนั้นจะใช้เมล็ดพันธุ์ที่เป็นอินทรีย์หรือไม่ก็ได้ แต่กระบวนการปลูกทั้งหมดจะต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของเกษตรอินทรีย์ คือการใช้ปุ๋ยซึ่งมีทั้งปุ๋ยคอกที่เป็นมูลสัตว์ (ทั้งที่เป็นมูลสัตว์อินทรีย์และไม่อินทรีย์) และการปลูกพืชตระกูลถั่วบำรุงดินหมุนเวียน (ทุก ๆ 4 ปี) ซีงที่นี่จะใช้ต้น Clove ครับ นอกจากการเป็นเกษตรอินทรีย์แล้วเค้ายังคำนึงถึงเรื่องของสมดุลไนโตรเจนด้วยว่าการทำการเกษตรของเค้านั้นปลดปล่อยไนโตรเจนออกสู่ชั้นบรรยากาศมากน้อยเพียงใด เพราะฉะนั้นการปลูกพืชตระกูลถั่วซึ่งสามารถตรึงในโตรเจนในอากาศให้สะสมในลำต้นได้ นอกจากจะเป็นการเพิ่มไนโตรเจนในดินเมื่อไถกลบแล้ว ก็ยังเป็นการลดปริมาณของไนฌตรเจนในชั้นบรรยากาศได้อีกทางหนึ่งด้วย เนื่องด้วยผู้บริโภคของเดนมาร์กนั้นให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก ดังนั้นการทำฟาร์มที่เป็นเกษตรอินทรีย์จึงมีจุดขายที่ผู้บริโภคให้การยอมรับและตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เป็นอันดับแรก

ในส่วนของการกำจัดวัชพืชนั้นเนื่องจากไม่อาจจะใช้สารเคมีใด ๆ ได้จึงต้องใช้วิธีทางกล เช่นการไถกลบ ถอน แต่ที่เค้าบอกว่าได้ผลคือการมีรถไถที่มีอุปกรณ์พ่นไฟเผาทำลายต้นวัชพืชเหล่านี้ก่อนการเพาะปลูกครับ ที่น่าสนใจคือกระบวนการเตรียมดินเพื่อปลูกแครอทซึ่งเป็นพืชหัวที่ต้องการลักษณะของหัวที่ตรงไม่บิดเบี้ยวนั้นจะต้องเอาก้อนหินออกจากแปลงปลูกให้หมดเพราะเมื่อแครอทเริ่มแทงหัวหากเจอก้อนหินก็จะเจริญหลบทำให้เกิดการบิดเบี้ยวเสียรูปทรงไป การเก็บเกี่ยวจะกระทำเมื่อผลผลิตเจริญเต็มที่และใช้เครื่องจักรในการเก็บเกี่ยวแล้วนำมาสู่โรงเรือนที่อยู่ใกล้ๆกันเพื่อล้างทำความสะอาดและบรรจุก่อนส่งออกไปจำหน่าย ซึ่งในกระบวนการล้างทำความสะอาดและบรรจุนี้ ผมสังเกตเห็นว่ามีการคัดผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน (ขนาด และความสมบูรณ์) ทิ้งเป็นจำนวนไม่น้อย เลยถามว่าทำอะไรกับผลผลิตส่วนนี้ เค้าก็ตอบว่าส่วนหนึ่งนำไปทำเป็นอาหารสัตว์เพื่อใช้เลี้ยงสัตว์ที่เป็นออร์กานิกส์ หรือไม่ก็นำไปทำปุ๋ยออร์กานิกส์ ซึ่งน่าเสียดายมากทีเค้าไม่มีการนำไปใช้เพื่อการแปรรูปเช่น นำไปทำน้ำผักหรือว่า ตัดแต่งให้เป็นผลิตภัณฑ์พร้อมบริโภค เป็นต้น ทั้งนี้ด้วยเหตุผลของข้อจำกัดด้านแรงงานและการทำธุรกิจที่ต้องโฟกัสเฉพาะในส่วนที่เค้าสามารถทำได้

พอเค้ารู้ว่าเรามาจากเมืองไทยเค้าก็เลยถามว่าเป็นไปได้มั้ยที่เค้าจะเอาวัตถุดิบเศษเหลือเหล่านี้ไปเลี้ยงแมลงบางชนิดที่คนนิยมกิน เพื่อผลิตแมลงออร์กานิกส์ (ตอนนี้เทรนด์การกินแมลงเพื่อเป็นแหล่งโปรตีนกำลังมาแรงมากครับ) น่าสนใจทดลองดูนะครับ ในส่วนที่ผมลองคิดเร็วๆ ก็คือน่าจะเลี้ยงจิ้งหรีดได้ เพราะเคยได้ยินมาว่าจิ้งหรีดกินผัก แต่ไม่รู้ว่าจะยอมกินแครอทหรือเปล่านะสิครับ

ปิดท้ายการเยี่ยมชมฟาร์มด้วยการชิมแครอทสามสี่ชนิดที่เค้ายังมีเหลือในแปลงปลูกครับ พันธุ์ที่สีส้มและบริโภคกันมากคือพันธุ์ไนโรบี และที่ผมเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกคือแครอทสีม่วงครับ ทีแรกมองจากภายนอกนึกว่าจะม่วงตลอดทั้งหัว ปรากฏว่าม่วงเพียงส่วนด้านนอกแต่ตรงกลางยังเป็นสีส้มอยู่ ประมาณว่า two tone แบบที่กำลังนิยมกัน รสชาติจะไม่หวานเท่าพันธุ์ไนโรบี และแข็งกว่าด้วยครับ ผมถามเค้าว่าทำไมแครอทที่เดนมาร์กนี้รสชาติหวานกรอบอร่อย (คล้ายๆมะละกอที่ไม่สุกนิ่มก็ว่าได้ครับ) เค้าตอบว่าที่นี่เน้นเก็บแครอทสดๆ แล้วล้างบรรจุส่งตลาดเพื่อบริโภคเลย ไมได้เก็บในห้องเย็นไว้ล่วงหน้าแบบที่หลายๆประเทศทำ จึงทำให้ได้รสชาติที่สดและหวานกรอบอร่อยครับ

ผลผลิตที่ได้จากฟาร์มนี้นอกจากจะจำหน่ายในประเทศเดนมาร์กแล้วยังส่งออกไปยัง เยอรมัน อิตาลี และสวีเดน ซึ่งเป็นประเทศผู้บริโภคหลักอีกด้วย เห็นแล้วก็อยากให้มีคลัสเตอร์ของผลิตภัณฑ์ออร์กานิกส์ที่เข้มแข็งและมีตลาดที่เติบโตมากขึ้นแบบนี้ในบ้านเราจริงๆครับ เมืองนวัตกรรมอาหารก็สนใจที่จะสนับสนุนให้เกิดผลิตภัณฑ์อาหารออร์กานิกส์ขึ้นด้วยนะครับ ตอนนี้ในบ้านเราก็มีผู้ประกอบการและเกษตรกร รวมทั้งมหาวิทยาลัยบางแห่งทีเริ่มงานวิจัย และการผลิตสินค้าออร์กานิกส์ (100%) ขึ้นมาบ้างแล้วนะครับแต่ยังไม่มาก อันนี้ต้องเข้าใจว่าการทำสินค้าออร์กานิกส์ 100% นั้นยากมากเพราะส่วนผสมทุกอย่างต้องเป็นออร์กานิกส์ด้วย ไม่ใช่ว่ามีแค่วัตถุดิบชนิดเดียวที่เป็นออร์กานิกส์ แล้วเติมอะไรก็ได้ลงไปในผลิตภัณฑ์ก็ยังจะบอกว่าเป็นออร์กานิกส์อยู่นี่ไม่ได้นะครับ จึงต้องมีการทำงานอย่างเป็นระบบและครบวงจร

Show your support

Clapping shows how much you appreciated Akkharawit Kanjana-Opas’s story.