Global Leadership & Human Capital Development (Prof. Dipak C. Jain) ตอนที่ 2 “ We are under the same sky but we see different horizons”

สรุปการบรรยายของ Prof. Dipak c. Jain หลักสูตร วตท 24 ณ สถาบันวิทยาการตลาดทุน ตอนที่ 2

จากคราวที่แล้วที่ผมได้สรุปเนื้อหาการบรรยายของ Prof. Dipak C. Jain ในหัวข้อ Global Leadership & Human Capital Development ไว้เป็นตอนแรกนั้น วันนี้ขอสรุปเนื้อหาในส่วนที่2 ต่อครับ คราวที่แล้วผมเล่าประวัติความเป็นมาของท่านให้ทุกคนได้ทราบกันโดยย่อๆ และเล่าว่าท่านพูดถึงวิวัฒนาการขององค์กรธุรกิจในโลกนี่ที่เปลี่ยนจุดเน้นจากความเข้มแข็งของประเทศ สู่องค์กร และมาเป็น บุคคล ในปัจจุบัน ตลอดจนปัจจัยที่มีผลต่อการทำธุรกิจในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ Human Capital มีความสำคัญมากยิ่งขึ้นนั้น ท่านยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า ตัวขับเคลื่อนที่สำคัญของการมีชื่อเสียงในระดับโลก (Global Reputation) นั้นประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ส่วนคือ

1. ความเป็นผู้นำ (Leadership) ซึ่งในปัจจุบันนี้จะพบว่าผู้นำในภาคธุรกิจและสังคมนั้นมีอายุเฉลี่ยที่น้อยลงเมื่อเทียบกับยุคก่อนหน้านี้มาก

2. นวัตกรรม (Innovation) เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ วิธีการใหม่ในการทำทำธุรกิจหรือบริการ

3. ความเจริญ (Growth) ซึ่งเป็นผลมาจากเรื่องดังต่อไปนี้

a. ความสามารถในการคาดการณ์ล่วงหน้า (Ability to anticipate) ซึ่งท่านได้พูดประโยคหนึ่งซึ่งกินใจมากว่า We are under the same sky but we see different horizons ซึ่งก็ตรงกับสุภาษิตไทยที่ว่า “สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคมมองเห็นดาวอยู่พราวพราย” และท่านยังกล่าวอีกว่า “จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำนั้นจะต้องคิดการใหญ่ (Think Big)” และในยุคปัจจุบันหลายๆองค์กรธุรกิจเริ่มที่จะไม่สนใจเรื่องของการทำวิจัยตลาด (Market Research) อีกต่อไปแล้ว เพราะเค้าเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างความต้องการให้เกิดกับตลาดได้ เพราะถ้ามัวแต่ไปทำการสำรวจวิจัยตลาดอยู่ก็จะช้าไปแล้ว และหลายครั้งพบว่าตลาดก็ไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าต้องการอะไรโดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าและบริการใหม่ๆ ที่เป็นนวัตกรรม

b. ความกล้าในการรับมือกับความผันผวนและไม่ชัดเจน (courage to deal with ambiguity) ซึ่งความไม่แน่นอนนี้เกิดขึ้นในทุกมิติไม่ว่าจะเป็นในด้าน เศรษฐกิจ สังคม หรือ การเมือง ซึ่งท่านบอกว่าการทำอะไรก็ตามที่เป็นการวางแผนยาวนานเกินไปนั้นอาจจะไม่เหมาะสมแล้ว เพราะโลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก

c. ความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับความหลากหลายทางวัฒนธรรม (ability in adapting to cultural diversity) เนื่องจากว่าผู้นำนั้นมีหน้าที่บริหารจัดการคนไม่ใช่ธุรกิจอีกต่อไป (you manage people not business) ในยุคที่ human capital เป็น asset ที่สำคัญขององค์กร

ท่านเลยยกตัวอย่างให้ฟังถึงศาสตราจารย์ท่านนึงที่ Kelloggs ซึ่งได้รับมอบหมายให้ไปสอนในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย อิสราเอล และมีเรื่องเล่ากันว่าท่านกลับมาบอกว่า ในประเทศไทยท่านต้องเตรียมตัวไปสอนอย่างเดียว (teach) เพราะนักศึกษาจะตั้งใจฟังเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีคำถาม แต่ที่สหรัฐท่านต้องเตรียมตัวไปอภิปราย (discuss) กับนักศึกษาในชั้นเรียนเพราะมักจะถูกตั้งคำถาม ส่วนที่อิสราเอลนั้นท่านต้องเตรียมตัวไปโต้วาที (debate) เพราะสอนๆไปก็จะถูกนักศึกษาท้าทายทางความคิดว่า ใช่เหรอ ถูกเหรอ จริงเหรอ….โอ้ว…อันนี้น่าสนใจมากครับในฐานะที่เป็นคน (เคย)สอนหนังสือมาหลายสิบปี เห็นด้วยอย่างยิ่งแม้ว่าไม่เคยไปสอนที่อิสราเอลก็ตามที เพราะท่านบอกว่าความรู้มาจากการวิเคราะห์ และปัญญานั้นมาจากการสังเคราะห์ (knowledge comes from analysis but wisdom comes from synthesis) ซึ่งหลายๆเรื่องนั้นเป็นเรื่องของความสามารถในการปะติดปะต่อเชื่อมโยง (connecting the dots) เข้าด้วยกัน

ดังนั้นในเมื่อ Human Capital มีบทบาทและความสำคัญมากเช่นนี้แม้แต่กระทั่งบริษัทที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอย่าง DuPont ก็ต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดในการทำงานและการบริหารงานบุคคล โดยให้พนักงานนั้นสามารถที่จะเสนอแนวคิดใหม่ๆในการทำงานและการสร้างนวัตกรรมได้อย่างอิสระ และจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของการศึกษาและความเป็นผู้นำมากยิ่งขึ้น ท่านได้ยกตัวอย่างว่า การบริหารจัดการ Human capital ในองค์กรนั้นจะต้องเปลี่ยนแปลงไปเพื่อสร้างโอกาสในทางธุรกิจด้วยการเข้าใจถึงการที่มีพนักงานเป็นคน Generation ใหม่ที่มีอายุน้อยลง ในขณะเดียวกันที่สังคมเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่มีคนเป็นจำนวนมากซึ่งยังคงสามารถทำงานได้แม้จะเลยวัยเกษียณแล้วก็ตาม ก็อาจจะให้คนเหล่านี้ซึ่งมากด้วยประสบการณ์และเครือข่ายในการทำงานนั้นเข้ามาช่วยงานที่เหมาะสมเช่นงานด้าน corporate social responsibility (CSR) เป็นต้น แต่ท่านก็ให้ข้อคิดเรื่องการทำ CSR ของภาคธุรกิจว่า จะต้องเข้าใจก่อนว่าหน้าที่ความรับผิดชอบหลักของธุรกิจ (อย่างน้อยก็ต่อผู้ถือหุ้นหรือนักลงทุน) ก็คือการทำกำไร และ CSR หมายถึงว่าเมื่อมีกำไรแล้วจะนำกำไรนั้นตอบแทนสู่สังคมอย่างไรต่างหาก (The only social responsibility of corporate is profit but what you do with the profit is another thing).

ท่านยังย้ำอีกว่าในยุคดิจิตอลที่ดูเสมือนว่าเราพึ่งพาอาศัยคอมพิวเตอร์และระบบสมองกลต่างๆมากมายในการทำงานนั้น จริงๆแล้ว Human capital ยังมีความสำคัญอยู่มากเพราะความแตกต่างที่สำคัญระหว่างคอมพิวเตอร์กับมนุษย์ก็คือความสามารถในการคิด (Thinking) อันนี้ล่ะครับที่ผมชอบมาก เพราะการศึกษาของเราในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการคิดน้อยลง นักเรียน นักศึกษาเรียนแบบท่องจำมากขึ้น แทนที่จะรู้จักคิด วิเคราะห์ นับประสาอะไรกับการสังเคราะห์ความรู้ (knowledge synthesis)

เล่ามาถึงตรงนี้ก็ชักจะยาว เอาไว้มาต่อตอนที่ 3 กันนะครับ ที่ท่าน Prof. Dipak C. Jain เล่าเรื่องวิวัฒนาการด้านการศึกษาในสาขาการจัดการ สนุกมากๆครับ

Show your support

Clapping shows how much you appreciated Akkharawit Kanjana-Opas’s story.