New Chapter of Global, Thai Economies & Capital Market

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ TDRI

ผมขอข้ามการสรุปเนื้อหาหลักสูตร วทต.ในสัปดาห์ที่ผ่านมาก่อนนะครับ เนื่องจากยุ่งมากมาย แต่วันนี้พอจะมีเวลาหายใจหายคอบ้าง จึงขอหยิบเนื้อหาที่เพิ่งเรียนไปตะกี้นี้มาสรุปให้ก่อนก็แล้วกันครับ วันนี้เป็นการเรียนใน module ที่ 2 ซึ่งมีวิทยากรมาบรรยายมากถึง 3 ท่านด้วยกันครับคือ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ จาก TDRI ดร.ภากร ปีตธวัชชัย จาก ตลาดหลักทรัพย์และ คุณทิพยสุดา ถาวรามร จาก กลต. ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้มากด้วยความรู้และประสบการณ์จริงๆครับ

ในส่วนของดร.สมเกียรติ ได้หยิบยกประเด็นของการเปลี่ยนแปลงในบริบทของเศรษฐกิจสากล และเศรษฐกิจไทย ซึ่งอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ BREXIT ของอังกฤษ และการเลือกตั้งในยุโรป อีกหลายประเทศ รวมทั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนด้วยครับ

โดยสรุปท่านได้กล่าวว่า การค้าโลกนั้นกำลังเปลี่ยน เพราะเรื่องของ นโยบายใหม่ของรัฐบาลสหรัฐที่เน้นการสร้างงานการผลิต และการสร้าง value ในสหรัฐฯเองเป็นหลัก และการที่จีนก็ออกมาบอกว่าจะไม่มีใครชนะในสงครามการค้าเลย ที่น่าสนใจคือโลกการค้าโตเร็วกว่าเศรษฐกิจ เป็นเพราะ (1) การกีดกันทางการค้าในรูปแบบใหม่ๆ แม้จะมีข้อตกลงเสรีทางการค้าก็ตาม (2) สายการผลิตที่สั้นลง (3) เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป เช่นเรื่องของ disruptive technology, shared economy เช่น Uber, Airbnb เป็นต้น แต่ท่านบอกว่าไทยน่าจะได้รับผลกระทบทางตรงจากนโยบายของสหรัฐไม่มาก เพราะเราไม่ได้เข้าร่วม TPP และมูลค่าการซื้อขายกับสหรัฐเองก็ไม่ได้มากนัก แต่อาจจะได้รับผลกระทบทางอ้อม (เช่น ถ้าเราค้าขายกับจีนแล้วจีนได้รับผลกระทบจากสหรัฐ อุตสาหกรรมนั้นของเราก็อาจจะได้รับผลกระทบด้วย) ในเรื่องของ Foreign Direct Investment (FDI) จากสหรัฐในไทยที่อาจจะถูกดึงกลับนั้นก็ไม่มากนัก เพราะที่มีอยู่ก็เป็นส่วนทีต้องการทำตลาดในไทยอยู่แล้ว จึงไม่น่าจะถูกดึงกลับ

ประเด็นที่จะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยน่าจะเป็นเรื่องของ BREXIT และกำแพงการค้า เช่น Border Adjustment Tax, Non-Tarif Barrier และ Currency Manipulator ต่างๆ

ดร.สมเกียรติยังมองว่าไทยเองควรจะหันมาใช้ประโยชน์จากระบบเศรษฐกิจอาเซียนให้มากกว่านี้เพราะการเติบโตของเศรษฐกิจไทยนั้นเริ่มลดต่ำลงต่อเนื่องมาหลายปีแล้วและเติบโตต่ำที่สุดในอาเซียน ดังนั้นแทนที่จะเน้นการเอาแรงงานเข้ามาในประเทศไทย เราควรเอาทุนไปลงกิจการของประเทศอาเซียนและเน้นการนำเอาแรงงานที่มีความรู้ (Knowledge workers) เข้ามาในประเทศเพื่อสร้างอุตสาหกรรมและธุรกิจมูลค่าสูง

สุดท้ายท่านก็เน้นว่าการเจรจาทางการต้านั้นควรเน้นที่คุณภาพมากกว่าปริมาณและเลือกเจรจากับประเทศคู่ค้าที่สำคัญเช่น UK และ EU หรือ Mexico (ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากสหรัฐ) หรือประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่าง สหรัฐและจีน

ซึ่งในชั้นเรียนวันนี้ก็มีการซักถามและอภิปรายอย่างกว้างขวางเพราะเพื่อนร่วมรุ่น วทต. 24 นั้นมีท่านปลัดกระทรวงพาณิชย์ ร่วมอยู่ด้วย และยังมีตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรม ธนาคาร และอื่นๆอีกมาก ทำให้ได้รับความรู้อย่างมากมายจริงๆครับ

    Akkharawit Kanjana-Opas

    Written by

    Currently, I am a vice president of National Science and Technology Development Agency (NSTDA), Thailand. My interests are IP and Innovation Management.