Akom Phosuwan
Nov 3 · 2 min read

Instructional Design and Technology in an Asian Context: Focusing on Japan and Korea

เทคโนโลยีและการออกแบบการเรียนการสอน(IDT=instructional design and technology) ได้มีการพัฒนาไปในหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นในสหรัฐ อมริกา อังกฤษหรือออสเตรเลียหรือในแถบเอเชียเช่น เกาหลี ญี่ปุ่น หรือไต้หวัน ก็ได้มีการพัฒนาและมีการกล่าวถึงว่า IDTเป็นศาสตร์อีกสาขาหนึ่งที่มีบทบาทเป็นอย่างมาก ซึ่งในบทนี้จะกล่าวถึงประเทศในแถวเอเชียคือ ญี่ปุ่นและเกาหลีซึ่งมีความแตกต่างในเรื่องของการนำ IDT ไปใช้กับประเทศในทางตะวันตกซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดต่อไปตามลำดับ

ประเทศญี่ปุ่น

ประเทศญี่ปุ่นถือได้ว่าเป็นเจ้าแห่งการพัฒนาในด้านเศรษฐกิจเทียบกับนานาประเทศในขณะที่ในเรื่องของเทคโนโลยีและการออกแบบการเรียนการสอนนั้นดูเหมือนว่าจะมีความแตกต่างกับประเทศอื่นๆในแถบตะวันตกซึ่งเป็นผลมาจากประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ค่อนข้างมีความเป็นเอกลักษณ์ในเรื่องของวัฒนธรรม วิธีชีวิตและประชากร ซึ่งเราจะรู้จักประเทศนี้ว่าเป็นดินแดนแห่งเกอิชาหรือโชกุน ฮารากิริ และเพลงซูกิยากิ และเป็นอีกประเทศที่เรารู้จักกันในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งหลังจากนั้นญี่ปุ่นได้ถือว่าเป็นประเทศที่มีการพัฒนาแบบก้าวกระโดดในด้านอุตสาหกรรมส่วนในด้าน IDTเราจะได้กล่าวต่อไปว่าในญี่ปุ่นมีความเหมือนหรือแตกต่างจากตะวันตกอย่างไร

หลักฐานหนึ่งที่เป็นแนวทางที่แสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นนำเอาเทคโนโลยีการศึกษามาใช้ตั้งแต่อดีตก็คือกฎหมายฉบับแรกในยุคเมจิมีการระบุถึงการให้การศึกษาในแนวคิดของการศึกษาตลอดชีวิต (Lifelong Learning)ซึ่งเป็นหนึ่งในสาระสำคัญของเทคโนโลยีการศึกษา ในปัจจุบันแม้ว่าในระหว่างยุคนั้นจะยังไม่ปรากฏคำว่าเทคโนโลยีการศึกษา แต่เมื่อพิจารณากับปัจจุบันแล้วต้องยอมรับว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีแนวคิดที่ในด้านการศึกษามาตั้งแต่อดีต

ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายพันธมิตรช่วงเวลาหนึ่งที่สำคัญและมีอิทธิพลต่อการจัดการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นและเกี่ยวโยงถึงสาระและแนวคิดทางเทคโนโลยีการศึกษาก็คือ ช่วงการพัฒนาสู่ความเป็นประเทศอุตสาหกรรม ประเทศญี่ปุ่นมีโรงงานเกิดขึ้นมากมาย และต้องการคนงานเป็นจำนวนมากทำให้พลเมืองชาวญี่ปุ่นบางส่วนไม่สามารถศึกษาต่อในระดับที่สูงกว่าขั้นพื้นฐานได้ จึงมีแนวคิดในการจัดระบบการเรียนการสอนที่สามารถเอื้อต่อสภาพการณ์ดังกล่าว จึงเกิดการจัดการศึกษาเพื่ออาชีพ โดยรัฐมุ่งเน้นปรับปรุงเนื้อหาสาระของหลักสูตร อุปกรณ์การเรียนการสอน โรงฝึกงานให้ทันสมัยและเพียงพอต่อความต้องการเรียนของประชาชนและต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ (สำนักงานคณะกรรมการศึกษาแห่งชาติ, 2527:47 และ MEXT. 2004. http//www.mext.go.jp /english/org/formal/13.htm )

สำหรับการใช้เทคโนโลยีที่เป็นสื่อลักษณะเป็นรูปธรรมมีมาตั้งแต่สมัยยุคราชวงศ์เมจิในช่วงต้นทศวรรษที่ 1920 ในรูปแบบสื่อวิทยุกระจายสียงแต่ยังมิได้มีบทบาทในการศึกษา พัฒนาการต่อมาได้แก่การผลิตรายการวิทยุเพื่อการศึกษาโดยออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ. 1925 (กระทรวง ศึกษาธิการ, 2545: 33) และอีก 24 ปีต่อมาในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1959 มีการออกอากาศรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษาเป็นครั้งแรก การนำเทคโนโลยีการศึกษาเข้าไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนในประเทศญี่ปุ่นมีใช้อย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ในปี 1983 Bureau of Social Education กระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Ministry of Education, Culture, Sports, Science and Technology : MEXT) ได้สำรวจปริมาณการใช้โสตทัศนูปกรณ์ประเภทต่าง ๆ ในประเทศญี่ปุ่น พบว่ามีอัตราการใช้และการกระจายประเภทของการใช้สูง โดยเฉพาะเครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ และเครื่องบันทึกเสียงตามลำดับ และข้อมูลที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ การนำเทคโนโลยีการศึกษาไปใช้ในการเรียนการสอนระดับต่าง ๆ มีความแตกต่างกันชัดเจนระหว่างพฤติกรรมของการเรียนรู้กับสื่อ คือ ในระบบอนุบาลจะนิยมใช้เครื่องบันทึกเสียง ระดับประถมศึกษานิยมใช้เครื่องรับโทรทัศน์ ระดับมัธยมต้นนิยมใช้เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ และมัธยมปลายนิยมใช้เครื่องเล่นและบันทึกเทปโทรทัศน์ ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าวน่าจะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าจำเป็นจะต้องมีการสร้าง ทัศนคติภายใต้ทฤษฎีจิตวิทยา เพื่อส่งเสริมและให้ความรู้ในเรื่องของการใช้โสตทัศนูปกรณ์

จากการค้นคว้าข้อมูลพบว่ามีการจัดตั้งองค์กรด้านเทคโนโลยีการศึกษาของประเทศญี่ปุ่นคือ Japan Society for Educational Technology (JSET) และรัฐบาลให้การสนับสนุนในลักษณะภาพรวมของประเทศ ในการจัดรูปแบบองค์กร ของกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Ministry of Education, Culture, Sports, Science and Technology : MEXT) ซึ่งประกอบด้วยการประสานงานของ 3 หน่วยงานหลัก คือ 1) การศึกษา 2) วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3) วัฒนธรรม กีฬา ในการที่จะพัฒนาตนเองเข้าสู่ศตวรรษที่21 ประเทศญี่ปุ่นจำต้องปฎิรูประบบการศึกษาโดยนโยบายหลักชาตินิยม คือพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทางด้านการศึกษา ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ภายใต้กระบวนการคิดสร้างสรรค์ ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานการกีฬาอันที่จะส่งผลต่อสุขภาพที่ดีของประชาชน

IDT เข้ามาในประเทศญี่ปุ่นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของการจัดการเรียนการสอนแบบ E-learning

ญี่ปุ่นได้มีการนำระบบอีเลินนิ่งมาใช้ ในปี ค.ศ 2000 ซึ่ง IDT ได้เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากและเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการเรียนการสอนแบบอีเลินนิงในญี่ปุ่นเพื่อให้มั่นใจว่าการเรียนการสอนแบบนี้มีประสิทธิภาพและมีคุณภาพตามมาตรฐาน ในระยะแรกๆ IDT ที่นำมาใช้นั้นจะเกี่ยวข้องกับการออกแบบเลเอ้า การออกแบบหน้าจอ การใช้สีและตัวอักษรที่เหมาะสมหรือแม้กระทั้งเทคนิควิธีต่างๆเพื่อให้สิ่งที่ออกแบบดูมีความเป็นมาตรฐานแต่ก็ยังไม่สามารถแยกได้ว่า IDTกับ Usability design และ Visual design มีความแตกต่างกันอย่างไร

ต่อมาในปีค.ศ 2003 มีการนำ IDTมาใช้เป็นระบบมากขึ้นโดยมีการนำเอารูปแบบหรือโมเดลการสอนต่างๆมาใช้เช่น ADDIE modelมีการทำเวิคชอบในเรื่องต่างๆเช่น เครื่องมือที่มช้ในการออกแบบการเรียนการสอน การออกแบบการเรียนการสอนโดยมช้มัลติมีเดีย แต่ก็ยังไม่สามาถแยกออกได้ว่า IDT และproject management มันแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งการเติบโตของ IDT ญี่ปุ่นขณะนั้นก็มีการขยายวงกว้างไปเรื่อยๆ ซึ่งเห็นได้จากการมีคู่มือการออกแบบการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบของดิคและคาเรย์ จนในปี ค.ศ 2006 ได้เปิดหลักสูตรปริญญาโทออนไลน์สาขา instructional system ที่มหาลัยคูมาโมโตเพื่อให้มีคนที่เชี่ยวชาญในด้านนี้มากขึ้น และในปีค.ศ 2008 ได้มีหลักสูตรประกาศนียบัตรทางด้านอีเลินนิ่ง

Non-IDT characteristics of HRD in Japan

ในขณะที่มีการะพัฒนาด้านการศึกษาและการสอนในประเทศญี่ปุ่น ยังมีส่วนน้อยที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณภาพของการสอนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูลสุด(ROI) จะเห็นได้ในปลายปีค.ศ 1980 บริษัทต่างๆมุ่งที่จะผลิตproduct ออกมายิ่งมากยิ่งดีโดยไม่คำนึงถึงการสอนพนักงานเท่าใดนัก เป็นผลทำให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการสอนเป็นแค่หน่วยหนึ่งซี่งไม่ได้มีความสำคัญอะไรมาก การสอนพนักงานก็ไม่ได้มีการมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิผลและสมรรถนะของพนักงานมากนักเป็นเพียงแค่การสอนกระตุ้นให้พนักงานไม่ลืมความรู้ต่างๆเท่านั้น จากการศึกษาของ Hannum และ Briggs (1982) ได้ให้ข้อคิดเห็นว่า1) เนื้อหามาจากประสบการณ์ตรงของผู้สอน 2) กลยุทธ์ในการสอนนั้นส่วนใหญ่มาจากประสบการณ์ 3)มีการทดสอบ 4) ถ้าการสอนพบว่ามีการตกควรให้ความสำคัญในเรื่องเวลาและความสามาถของผู้เรียน สิ่งต่างๆเหล่านี้ จึงเป็น คุณสมบัติของวิธีการสอนแบบเดิม(traditional approach) จนเป็นที่นิยมใช้จนถึงปัจจุบัน

บริษัทในญี่ปุ่นมองว่าหน่วยงานที่การสอนพนักงานไม่ได้เป็นหน่วยที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการอบรม ทำให้พนักงานที่ทำงานในด้านนี้อยู่ได้ไม่นาน ส่วนน้อยที่มีความรู้เรื่อง IDT ดังนั้นพนักงานในหน่วยนี้จึงใช้วิธีแบบที่เรียกว่า Chalk-and-talk

IDT ในสถานศึกษา

นับว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ IDT มีบทบาทเมื่อมีการนำเอาคอมพิวเตอร์และเครื่องโสตทัศนูปกรณ์มาใช้ในการศึกษาเนื่องจากครูมีความจำเป็นต้องชำนาญในการผนวกเทคโนโลยีที่มีอยู่มาใช้ในด้านการเรียนการสอน ดังนั้นรัฐจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ครูได้มีการอบรมในเรื่องที่เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน ซึ่งจะเห็นได้จากการพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ออนไลน์สำหรับครู (National information center for educational resources, NICER) เพื่อให้ครูมีความรู้ในด้านดังกล่าว นอกจากนี้ยังได้มีการกำหนดให้ครูต้องผ่านรายวิชาพื้นฐานทางด้านไอทีในการที่จะมีประกาศนียบัตรวิชาชีพครูได้ อย่างไรก็ตาม ก็ยังอาจเกิดปัญหาDigital divided ของกลุ่มครูได้ เพราะครูเหล่านี้อาจมีความรู้ด้านไอทีมากน้อยไม่เท่ากัน

แนวทางการปฎิบัติที่ดีในญี่ปุ่น (Good practices)

ครูในญี่ปุ่นนั้นมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการที่จะพัฒนารูปแบบการสอนของตนเอง ยกตัวอย่างเช่น Lesson study (Levis, 2002) ครูมีบทบาทที่จะออกแบบการสอนเองทั้งหมดในวิชาที่ตนสอน นอกจากนี้กระทรวงศึกษาของญี่ปุ่นได้จัดตั้งระบบการเป็นครูพี่เลี้ยงเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ในการสอนจากครูที่มีประสบการณ์มากไปยังครูที่จบมาใหม่ๆ อาชีพครูในญี่ปุ่นส่วนใหญ่ค่อยข้างจะมีการแข่งขันสูง ครูส่วนใหญ่ในองค์กรท้องถิ่นจะมีบทบาทเป็นอย่างมากในการทำกิจกรรมต่างๆ จะเห็นได้ว่าประเทศญี่ปุ่นยังคงพัฒนาคนรุ่นหลังๆให้มีความสามารถในการใช้สื่อและเทคโนโลยีต่างๆเพื่อใหครูได้มีศักยภาพในการที่จะสอนได้อย่างมีคุณภาพ

ประเทศเกาหลี

IDT ในองค์กรต่างๆ

ถ้าจะกล่าวถึงการนำ IDTมาใช้ในองค์กรในประเทศเกาหลีนั้นคนที่จะต้องรู้จักคือ MS. Lee Youngmin ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบทบาทเป็นอย่างมาก เธอจบการศึกษาป.โทด้าน IDT และมีประสบการณ์มากมายเกี่ยวกับการเรียนการสอนโดยใช้อีเลินนิง ลีได้เข้าสู่อาชีพนี้โดยการทำงานกับบริษัทในเกาหลีทำหน้าที่เชียนสตอรีบอร์ด มีหลายคนที่เป็นเพื่อนๆของลีทำงานในบริษัทใหญ่ๆแต่ลี ยังคงทำงานของเธอจนเป็นเติบโตเป็นนักออกแบบการเรียนการสอนในระดับสูงขึ้น สามารถที่จะทำงานเกี่ยวกับโปรเจคต่างๆมากมายโดยการประยุกต์ใช้ทั้งทฤษฎีด้าน IDT มาออกแบบและพัฒนาประเมินผล และนำไปใช้ ถ้ากล่าวถึงการเป็นนักออกแบบการสอนในประเทศเกาหลีนั้นมีความแตกต่างกันไปหลากหลายขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างไม่แน่นอน บริษัทต่างๆที่ทำหน้าที่ผลิตอีเลินนิงคอร์สก็จะจ้างนักออกแบบที่รับออกแบบอิสระและทำงานร่วมกับบุคลากรอื่นๆ ถ้าเป็นนักออกแบบการสอนที่เพิ่งจบมาใหม่ๆ ในระยะแรกๆอาจจะต้องทำงานเกี่ยวกับการวาดสตอรี่บอร์ดไปจนกว่าจะมีประสบการณ์มีความชำนาญจึงจะมีสิทธิ์ที่จะทำงานในระดับที่สูงขึ้น Bonk (2004) ให้ข้อสังเกตไว้ว่าการเจริญเติบโตของการเรียนการสอนแบบอีเลินนิงในองค์กรนั้นเป็นค่อนข้างสูงจึงทำให้การนำ IDT มาใช้ก็มีความจำเป็นมากขึ้นไปตามลำดับจะเห็นได้จากการที่มีบริษัทชั้นนำหลายแหล่งเช่นซัมซุง แอลจี และฮุนไดมีการจ้างตำแหน่งนักออกแบบการสอนมาพัฒนาคอร์สต่างๆร่วมกับสาขาอื่นๆ จะเห็นได้ว่า instructional designersสามารถที่จะทำงานกับหน่วยงานต่างๆได้มากมายเนื่องมาจากความต้องการในตำแหน่งนี้มีสูง เพราะเนื่องจากประเทศเกาหลีนั้นมีการสนับสนุนทั้งในเชิงนโยบายและการปฏิบัติในด้านนี้จึงทำให้บุคลากรที่มีความรู้ด้านIDT สามารถที่จะใช้ความรู้ความสามารถมาพัฒนาระบบให้มีคุณภาพได้มากยิ่งขึ้น

IDT ในการศึกษา

ในการแพร่หลายของการเรียนแบบอีเลินนิ่งในระดับปริญญาทำให้คนที่มีความรู้ด้านIDTมีโอกาสในการที่จะทำงานในบริษัทมากยิ่งขึ้นเนื่องจากมหาลัยมากกว่า 60 เปอร์เซ็นในเกาหลีมีการจัดการเรียนการสอนแบบอีเลินนิง (Leem & Lim, 2007) การนำ IDT มาใช้ทำให้เนื้อหาในการสอนเป็นแบบมีปฏิสัมพันธ์มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามเนื้อหาส่วนใหญ่ที่นำมาใช้จะเป็นวีดีโอเลคเชอร์ แต่อีเลินนิงที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์ในระดับสูงมีค่อนข้างน้อย จนทำให้นักเทคโนโลยีทางการศึกษาได้มีการเสนอแนะให้มีการประเมินมหาลัยที่มีการจัดการเรียนการสอนแบบอีเลินนิ่งเป็นระยะและให้มีการรับรองคุณวุฒิ Lachem et al.(2008) ได้เสนอว่านักเทคโนโยบีการศึกษา นักวิจัยที่เกี่ยวกับอีเลินนิง หรืออื่นๆที่เยวข้องควรจะมีพื้นฐานทางด้านการศึกษาซึ่งต่างจากของญี่ปุ่นที่นักเทคโนโลนีการศึกษาส่วนใหญ่มาจากสายเอ็นจิเนียหรือคอมพิวเตอร์ทำให้มุมมองด้านการศึกษานั่นน้อยลงเนื่องจากไปมุ่งเน้นแต่ทางด้านเทคโนโลยี ในประเทศเกาหลีถ้ามีความรู้ด้าน IDT สามารถทำงานได้ทั้งรัฐบาลและเอกชนมีงานหลากหลายที่รองรับสำหรับผู้ที่จบทางด้านนี้ ตรงกันข้ามกับญี่ปุ่นมีส่วนน้อยที่สนับสนุนในด้านนี้

IDT ในโรงเรียน

การออกแบบการสอน(instructional design)ได้เข้ามาในเกาหลีประมาณสิบปีที่แล้วเนื่องจากการเจริญเติบโตของอินเตอร์เน็ตที่ได้เปิดกว้างให้มีการอบรบและการเรียนในระดับสูง ซึ่งเทคโนโลยีทางการศึกษาได้เข้ามามีบทบาทประมาณปีค.ศ 1950, โดยการนำโสตทัษนูปกรณ์มาใช้ในโรงเรียน ต่อมาในปี ค.ศ 1960 และ1970 จึงได้มีการนำเอาเทคโนโลยีทางการศึกษาเข้ามาใช้อย่างเป็นระบบตามการรายงานของ Morgan and Chadwick (1971) จากการศึกษาของ Mizukoshi et al.(2000) เกาหลีได้มีการนำเอา ICT เข้ามาใช้ทางการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปี ค.ศ 1980 และ 1990 และได้มีการส่งครูและผู้สนใจไปเรียนในระดับป.โทและป.เอกในต่างประเทศ เพื่อที่จะสนับสนุนให้ มีการนำ IDT มาใช้อย่างเป็นระบบ

จากการพัฒนาและเจริญเติบโตของการนำ ICT มาใช้และมีการจัดการระบบการเรียนแบบออนไลน์ทำให้ครูในเกาหลียอมรับถึงการนำ IDT มาใช้นั้นทำให้กระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนนั้นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลจนเป็นที่ยอมรับกันในวงกว้าง จากการศึกษาขององค์การ UNESCOในกรุงเทพ (2003) พบว่าเกาหลีได้มีการจัดการเรียนการสอนแบบอีเลินนิงในภายในประเทศโดยมีการวางแผนและบริการจัดการ สนับสนุนอย่างเป็นระบบเพื่อที่จะนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยฉพาะหลักสูตรที่จะนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนออนไลน์มีการนำมาปรับแก้ สนับสนุนให้มีจำนวนคอมพิวเตอร์ที่เพียงพอกับนักเรียน นอกจากนี้ถ้าทำงานในสายงานที่เกี่ยวกับครูหรือนักวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาออนไลน์รัฐก็มีการสนับสนุนให้บุคลากรเหล่านี้ได้มีโอกาสที่จะพัฒนาตนเองให้มีความรู้ด้านIDT และ ICT อีกด้วยโดยให้ยกระดับตนเองให้มีความรู้เหล่านี้ทุกๆสามปีและมีการประเมินสมรรถนะด้วย และยังต้องมีการนำเอาICT มาใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างน้อย10เปอร์เซ็นของกิจกรรมในห้องเรียน (Latchem & Jung, 2009) นอกจากการเรียนโดยใช้ e-learning แล้ว blend learning เพื่อที่จะพัฒนาศักยภาพของบุคลากรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

IDT in policy studies and research institutes

ประเทศเกาหลีได้มีความหลากหลายทางด้าน IDT ซึ่งเปิดกว้างสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาหรือทำงานในด้านนี้เป็นอย่างมากซึ่งจะเห็นได้จากการที่มีหน่วยงานสถานศึกษาทั้งระดับป.โทและป.เอกที่มีสาขาต่างๆเหล่านี้จากรัฐที่ให้การสนับสนุนผู้ที่สนใจซึ่งบุคคลเหล่านี้จะสามารถทำงานได้ใน KERIS ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการวางแผนออกแบบและพัฒนาการเรียนการสอนแบบอีเลินนิงสำหรับการศึกษาในทุกระดับของเกาหลี หรือหน่วยงานอื่นเช่น KRIVET เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ติดตามประเมินการใช้อีเลินนิงในระดับองค์กร นอกจากนี้ยังสามารถทำงานในหน่วยงานที่เรียกว่า KEDI ซึ่งทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวกับนโยบายทางด้านการศึกษา

Bridging the research-practice divide in IDT

ถึงแม้ว่า IDTเป็นที่ยอมรับในประเทศเกาหลีแต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ยังต้องมีการวิจัยและพัฒนาเพราะเนื่องจากยังมีข้อขัดแย้งบางอย่างระหว่างมุมมองด้าน IDTในตะวันตกและของเกาหลี สิ่งเหล่านี้เองเป็นช่องว่างที่จะต้องทำความเข้าใจเพื่อให้เกาหลีสามารถยกระดับการศึกษาที่ดีมากขึ้น จะเห็นได้จากการที่เราพบว่าหน่วยงานส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อว่าการสอนแบบดั้งเดิมจากครูหรือผู้เชี่ยวชาญนั้นดีที่สุด ซึ่งจากการศึกษาของ Lim และคณะ (2003),Jang และคณะ(2003) และ Lim (2007) พบว่าองค์กรที่จัดการศึกษาแบบอีเลินนิงส่วนใหญ่ใช้การนำเสนอข้อมูลแบบทางเดียวด้วยตัวอักษรและวีดีโอเลคเชอร์ และมีส่วนน้อยที่ให้มีการโต้ตอบกับบทเรียน หรือให้แก้ปัญหาสถานะการณ์ที่มีความซับซ้อนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะการเรียนรู้ในขั้นสูง และก็พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ก็ชอบที่จะให้มีการบันทึกคำสอนของอาจารย์แล้วนำเสนอผ่านระบบที่จัดไว้ในรูปออนไลน์หรือ ซีดี ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่านักเรียนสามารถที่จะเห็นภาพของการสอนในขณะนั้นว่าเป็นอย่างไรและสามารถที่จะย้อนกลับไปดูได้จนกว่าจะเข้าใจ (Latchem & Jung, 2009) นอกจากนี้ความแตกต่างในด้านวัฒนธรรมในการสอนก็เป็นจุดหนึ่งที่ยังขาดเพราะว่าเกาหลีนั้นไปมุ่งเน้นการวิจัยในด้านIDT ในเชิงสากลทั่วๆไปต่างกับญี่ปุ่นที่มุ่งเน้นการวิจัยในแบบของตัวเอง Lim และ Yeon (2009) พบว่าในช่วงปี ค.ศ 1994 ถึง 2006 งานวิจัยที่เกี่ยวกับทฤษฎีที่เกี่ยวกับIDTมีเพียง15 เปอร์เซ็นที่เจาะลึกในเรื่องของการพัฒนาเนื้อหาการสอนในรูปแบบต่างๆตีพิมพ์ลงในวารสารเทคโนโลยีทางการศึกษาของประเทศเกาหลี ในขณะเดียวกันอีก 85เปอร์เซ็นเป็นงานวิจัยที่เกี่ยวกับรูปแบบทั่วไปและทฤษฎีที่เกี่ยวกับIDT ดังนั้นประเทศเกาหลีจึงจำเป็นต้องมามองย้อนดูว่าข้อจำกัดตรงนี้ยังเป็นจุดอ่อนของเกาหลีที่ยังต้องมีการวิจัยต่อไป

สรุป

กล่าวได้ว่ามีการพัฒนาและขยายตัวของการนำ IDTไปใช้ในประเทศญี่ปุ่นและเกาหลี ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละสถานที่ซึ่งจะพบว่าหน่วยงานทั้งด้านการศึกษาและองค์กรที่เกี่ยวข้องควรมีต้องกำหนดวิสัยทัศน์ การวางแผนกลยุทธ์เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้IDTมีประสิทธิภาพ การพัฒนาด้านอีเลินนิ่งมีผลต่อการกระตุ้นให้มีการนำ IDT มาใช้เป็นพื้นฐานในการออกแบบในทั้งสองประเทศ ในประเทศเกาหลีนั้น IDT มีการนำมาใช้มากกว่าประเทศญีปุ่นโดยเนื่องมาจากการสนับสนุนของรัฐ

    Akom Phosuwan

    Written by

    Information technology, Education technology, Health informatics, Nursing education

    Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
    Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
    Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade