Sing me to sleep
Paring: Tao x Lay (Zi Tao x YI XING)
Inspired by: The Smiths — Asleep
Notes: This is one of the story in the “ฟิคดวง” project.

Sing me to sleep
Sing me to sleep
I’m tired and I
I want to go to bed
การพบกันครั้งแรกของฮวางจื่อเทาและจางอี้ชิง เกิดขึ้นที่ร้านเหล้าที่อี้ชิงร้องเพลงประจำอยู่
แต่นั้นก็แค่งานแก้เหงาเท่านั้น ที่จริงแล้วอี้ชิงเป็นนักแต่งเพลงอิสระ น้อยคนนักที่รู้ว่าเพลงดังหลายต่อหลายเพลงในช่วง 3–4 ปีนี้ล้วนแล้วแต่เป็นผลงานที่เกิดมาจากปลายปากกาและการดีดกีต้าร์เพื่อแต่งเนื้อร้องและทำนองของเขา ใช่ งานหลักเลี้ยงชีพของอี้ชิงคือนักแต่งเพลง แต่งานประจำของเขาจริงๆ คือ นักเดินทาง
ส่วนจื่อเทา เขาเป็นหนุ่มโรงงาน มีหน้าที่ประกอบโน้ตบุคและคอมพิวเตอร์ งานแต่ล่ะวันไม่เคยมีอะไรใหม่ ทุกวันผ่านไปอย่างน่าเบื่อหน่าย มีเพียงเสียงเพลงที่เปรียบเหมือนยาชูกำลัง ทำให้เขามีแรงพอจะผ่านพ้นวันคืนอันแสนจืดชืดเหล่านี้ไปได้
และอีกกำลังใจหนึ่งที่สำคัญ คือจางอี้ชิง
Sing me to sleep
Sing me to sleep
And then leave me alone
มีผู้คนมากมายที่รายล้อมอี้ชิง ไม่ใช่แค่เพราะเสียงที่ไพเราะและพรสวรรค์ทางด้านดนตรี แต่หน้าตาเองก็โดดเด่นเกินคนที่จะมาอยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญแบบนี้ เรียกได้ว่ามีทั้งหญิงและชายต่อแถวเรียงหน้าเข้ามาให้อี้ชิงลำบากใจไม่หยุดหย่อน
แต่เขาก็ยังไม่สามารถรักใครได้ มากกว่า ดนตรี
เพราะเขาไม่เชื่อ ไม่เชื่อในความรักของมนุษย์ ไม่เชื่ออีกแล้ว
จื่อเทารู้ ว่าอี้ชิงไม่ใช่คนธรรมดา เขารู้ว่าอี้ชิงเจิดจ้าเกินกว่าที่จะมาหยุดอยู่กับร้านเหล้าเล็กๆ ที่ต่างจังหวัดแบบนี้
เขารู้ดี เขาจึงไม่เข้าไปใกล้ให้มากกว่านี้ เขาพยายามรักษาระยะห่างให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเขาไม่ชอบเสี่ยง
ยิ่งเป็นเรื่องที่เขารู้ดีอยู่แล้ว ว่าเขาไม่มีวันชนะ
เขาจะไม่เสี่ยง ไม่เสี่ยงอีกแล้ว
Don’t try to wake me
In the morning
Cause I will be gone
ที่จริงแล้วอี้ชิงไม่ใช่คนที่นี้ เขาแค่เดินทางผ่านมา ที่นี้เป็นแค่จุดพักของเขาเท่านั้น ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง ซึ่งได้โปรดอย่าถามเขาเลย ว่าที่ที่เป็นจุดหมายปลายทางของเขาคือที่ไหน เพราะเขาก็ตอบคุณไม่ได้เหมือนกัน
แต่จากที่ตั้งใจว่าจะอยู่แค่ไม่กี่วันแล้วจะออกเดินทางต่อ อี้ชิงดันมาติดใจร้านเหล้าเล็กๆ แห่งนี้ ด้วยความที่พี่เจ้าของร้านเรียกได้ว่าเป็นนักเลงเพลงเลยก็ว่าได้ เกิดคุยกันถูกคอ ซึ่งน้อยครั้งนักที่จะเจอคนที่ฟังเพลงจริงๆ จังๆ เหมือนกันกับเขา แถมยังอัธยาศัยดี ที่สำคัญคือไม่เคยละลาบล้วงอยากรู้ที่มาที่ไปอะไรของเขาเลย พอแกชักชวนให้ขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีเล็กๆ นั่นที่ร้างนักร้องประจำมาเนิ่นนาน อี้ชิงเลยไม่ต้องลังเลให้มากความ เขาหยิบกีต้าร์คู่ใจแล้วก็ขึ้นไปบรรเลงเพลงตามที่ใจอยาก
และอาจด้วยลึกๆ แล้ว เขาเองก็โหยหาความรู้สึกที่จะได้ขึ้นไปร้องเพลงท่ามกลางแสงไฟอีกครั้ง ถึงแม้จำนวนคนที่ตั้งใจฟังจริงๆ จะไม่ได้มากมายเท่าเมื่อก่อน แต่มันก็ยังคงเป็นความรู้สึกที่ดีอยู่นั่นเอง
แถมงานที่ร้านนี้ก็อย่างกับงานในฝัน อยากจะร้องเพลงอินดี้แค่ไหนก็ร้องได้ เพลงที่ตัวเองแต่งเองก็ร้องได้ ไม่มีใครว่า ไม่มีคนเมาโวยวายขอให้เขาร้องแต่เพลงอกหักรักคุดแบบทั่วๆ ไป รู้ตัวอีกที เขาก็กลายมาเป็นนักร้องประจำของร้านไปเสียแล้ว ความตั้งใจแรกที่จะอยู่แค่ไม่กี่วัน กลับเปลี่ยนไป จนตอนนี้เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าเขาจะออกเดินทางอีกครั้งเมื่อไร เพราะพอเขาคิดว่าจะไปจากที่นี้ทีไร ก็มีคนทำให้เขารู้สึกเสียดายที่จะจากไปทุกที
โดยเฉพาะ คนที่ขอให้เขาร้องเพลง Asleep ของ the smiths
จื่อเทามีปัญหาเรื่องการนอน เขานอนไม่หลับอยู่บ่อยๆ เคยลองนั่งสมาธิ เปลี่ยนที่นอน สารพัดวิธีที่ใครต่อใครบอกมาว่าดี แต่วิธีเหล่านั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย
สุดท้ายคืนไหนที่เขานอนไม่หลับ เขาเลยฆ่าเวลาด้วยการมานั่งฟังเพลงที่ร้านเหล้า พอเริ่มรู้สึกสะลึมสะลือ ซึ่งก็มักจะเป็นเวลาที่ร้านใกล้ปิดพอดี เขาก็จะเดินกลับบ้านนอน แต่ก็มีบางวันเหมือนกันที่ตาสว่างยันเช้า สุดท้ายก็ต้องไปทำงานทั้งๆ ที่ไม่ได้นอนแบบนั้น ไอ้ขอบตาคล้ำของเขาที่กลายมาเป็นจุดเด่นของใบหน้าก็ได้มาเพราะอาการแบบนี้แหละ
แล้วในวันหนึ่ง วันที่เขาไม่ได้นอนมา 2 วัน พอเลิกงานก็เลยตั้งใจว่าจะใช้ไม้ตายขั้นสุดท้าย คือมอมเหล้าตัวเองให้สลบคาร้านไปเลย เพราะไม่อย่างนั้น ถ้าคืนปล่อยไว้เป็นคืนที่ 3 เขาอาจจะได้ช็อตตัวเองตายคาอุปกรณ์อิเลคโทรนิคมากมายที่โรงงานก็เป็นได้
แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อเขาเดินเข้ามาในร้าน พร้อมได้ยินเสียงเพลง There’s a light that never goes out ของ The Smiths วงโปรดของเขา แถมเป็นการร้องเพลงสดเสียด้วย ไม่ใช่การเปิดแผ่นเสียงหรือซีดีเหมือนทุกๆ วัน
แต่น่าแปลกที่มัน เพราะมาก มากเสียจนแทบจะทำให้เขาอยากจะหลับตาแล้วนอนลงไปกับพื้นทั้งอย่างนั้น
เขานั่งลงตรงเก้าอี้ที่ว่างห่างจากเวทีไม่มาก จ้องมองไปยังคนที่นั่งร้องเพลงพร้อมทั้งเล่นกีต้าร์อยู่บนเวทีอย่างไม่วางตา
ไม่ใช่แค่เสียง ไม่ใช่แค่ฝีมือ ไม่ใช่แค่ใบหน้า
ทุกอย่าง มันช่าง…
“ช่วยร้องเพลง Asleep ของ The Smiths ต่อให้อีกเพลงได้ไหมครับ”
เขาไม่รู้หรอกว่า การที่เขาตะโกนขอเพลงออกไปนั้นหลังจากเพลงแรกจบหลง มันจะเป็นการขัดจังหวะอีกฝ่ายรึเปล่า แต่เขาก็อดไม่ได้จริงๆ
ผู้ชายบนเวทีชะงักไปเล็กน้อย เงยหน้าจากที่ง่วนอยู่กับการปรับสายกีต้าร์ขึ้นมามองยังต้นตอเสียง อีกฝ่ายพยักหน้าเล็กน้อย อมยิ้ม แล้วจากนั้นก็เริ่มเกากีต้าร์และร้องเพลงนั้น…
จากนั้น กว่าเขาจะรู้ตัวอีกที ก็ตอนที่พี่เจ้าของร้านมาปลุกว่าเช้าแล้วนั้นแหละ
แล้ววันนั้นของจื่อเทา ก็มีแต่ภาพใบหน้าเรียวและแววตาอันเศร้าสร้อย ติดตรึงในใจของเขาไปทั้งวัน
ใบหน้าของคนที่ขับกล่อมเขา
Don’t feel bad for me
I want you to know
Deep in the cell of my heart
I will feel so glad to go
หลังจากวันนั้น จื่อเทาก็ขอให้อี้ชิงร้องเพลง Asleep ให้ฟังทุกคืน
และทุกคืนของจื่อเทานับตั้งแต่นั้น ก็เป็นคืนที่จื่อเทาหลับสนิทและแทบจะไม่ฝันถึงอะไรเลย
ถ้าจะฝัน…ก็คงจะเป็นฝันดี เพราะเห็นแต่หน้าคนที่ร้องเพลงนี้ในฝันตลอดเวลา
เป็นเวลากว่า 2 สัปดาห์ ที่อี้ชิงร้องเพลง Asleep ทุกวัน จนพี่เจ้าของร้านต้องเข้ามาขอร้องแกมบังคับกับผู้ชายที่เขารู้ทีหลังว่าชื่อจื่อเทา คนที่ขอเพลงนี้ ว่าให้นักร้องประจำร้านร้องเพลงอื่นบ้าง เดี๋ยวคนฟังคนอื่นเขาจะเบื่อซะก่อน จื่อเทาจึงได้เลิกขอเพลงนั้นไป แต่ก็ยังมาฟังเพลงที่ร้านทุกวันเหมือนเช่นเดิม
ด้านอี้ชิงก็ได้แต่เฝ้าสงสัย ว่าคนที่ชื่อจื่อเทานั่น นอกจากขอเพลงแล้ว ก็ไม่คิดจะเข้ามาชวนคุยเหมือนคนอื่นๆ บ้างเลยใช่ไหม แถมทุกครั้งที่อี้ชิงร้องเพลงเสร็จ เมื่อลงจากเวทีมา บรรดาคนที่ชอบมาวุ่นวายกับเขาก็จะรอเวลานั้น เพื่อที่จะได้กรูกันเข้ามารบ
กวนและวุ่นวายใจของเขาต่อ แต่เคสนี้ก็ไม่มีคนที่ชื่อจื่อเทานั่นร่วมขบวนการด้วยอีกเช่นเดิม เพราะเมื่ออี้ชิงมองหาทีไร เขาก็ไม่พบร่างของคนคนนั้นอยู่ในร้านแล้ว เล่นเอาอี้ชิงถึงกับงงและไม่เข้าใจจื่อเทาเอามากๆ หรืออี้ชิงจะตีความหมายของการกระทำของอีกฝ่ายผิดไปกันนะ
แต่ที่ไม่เข้าใจยิ่งกว่า ก็คือตัวของเขาเอง ว่าทำไมเขาจะต้องมาคอยสนใจอะไรกับผู้ชายขอบตาคล้ำคนนั้นกันด้วยล่ะ
แล้วจู่ๆ ในคืนหนึ่ง หลังจากที่ถูกสั่งห้ามไม่ให้ขอเพลง Asleep ไปอย่างน้อยก็อีก 2 สัปดาห์ จื่อเทาก็นึกขึ้นได้ว่าทำไมถึงโง่ไม่ยอมอัดเสียงเก็บเอาไว้กันนะ อีกฝ่ายอุตส่าห์ร้องเพลงนั้นให้ฟังมาตั้งหลายคืน คิดแล้วก็ได้แต่นั่งก่นด่าตัวเองไปพลาง ฟังเสียงของคนที่มีอิทธิพลในการขับกล่อมเขาให้หลับสนิทอยู่ทุกคืนร้องเพลงอื่นไปพลาง เอาจริงๆ ขอแค่ได้ฟังเสียงอีกฝ่าย ไม่ว่าจะร้องเพลงอะไร เขากลับบ้านไปเขาก็นอนหลับสบายทุกคืนแล้ว
แต่เสียงอี้ชิงจะเพราะที่สุดก็เมื่อตอนที่ร้องเพลง Asleep
จื่อเทาคิดอย่างนั้น
ที่น่าแปลก เขาคิดอย่างนั้นก่อนที่จะได้ฟังอี้ชิงร้องเพลงนี้สดๆ เสียอีก
Sing me to sleep
Sing me to sleep
I don’t want to wake up
On my own anymore
สุดท้ายก็เป็นอี้ชิงที่ความอดทนต่ำ วันหนึ่ง ขณะที่เห็นว่าจื่อเทากำลังจะลุกออกจากโต๊ะ อี้ชิงรีบตัดจบเพลงแล้ววิ่งลงเวที เพื่อเข้าไปคว้ามือจื่อเทาก่อนที่อีกคนจะเดินออกจากร้านไป
“ใจคอคุณไม่คิดจะเข้ามาทำความรู้จักผมหน่อยหรอครับ คุณแฟนเพลง ฮวางจื่อเทา”
ประโยคที่อี้ชิงเอ่ยออกไป ฟังดูเหมือนพวกพระเอกเกาหลีขี้เก็กหลงตัวเองยังไงยังงั้น แต่นั่นคือสิ่งที่เขาเฝ้าคิดมาตลอด การได้พูดออกไปตรงๆ มันคงดีกว่า อี้ชิงก็แค่ไม่เข้าใจ ในขณะที่ผู้คนมากมายที่มาฟังเขาร้องเพลงในร้าน ต่างพากันอยากรู้จักมักจี่เขา ถึงขั้นตามจีบเขาทั้งวี่ทั้งวันก็มี แต่นี้มันผ่านมา 3 เดือนแล้ว ที่จื่อเทา ผู้ชายขอบตาคล้ำคนนี้ ผู้ที่มาฟังเพลงทุกวัน และจะเว้นระยะทุกสัปดาห์ในการขอเพลง Asleep เท่าที่โอกาสจะอำนวย ก็ไม่เคยแม้แต่จะเข้ามาทักทายเขาเพียงสักครั้งเดียว
อี้ชิงอยากรู้ อยากจะเข้าใจ อยากจะแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้คิดอย่างที่อี้ชิงคิดจริงๆ จนเขาต้องยอมเป็นฝ่ายพังกำแพงของตัวเองลงมาก่อน เพื่อมาทักคนแปลกหน้าที่คุ้นหน้ากันดีแบบนี้
“เอ่อ สวัสดีครับคุณอี้ชิง”
“ครับ ผมจางอี้ชิง”
“ผม ฮวางจื่อเทาครับ”
และนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นจริงๆ ของเขาทั้งคู่
Sing to me
Sing to me
I don’t want to wake up
On my own anymore
มีหลายครั้งที่อี้ชิงอยากจะไปจากเมืองนี้ เขาปล่อยให้เวลามันผ่านมานานเกินไป เขาหยุดพักอยู่ที่นี้มานานเกินไปแล้ว เหมือนกับมีสัญญาณเตือนภัยดังขึ้น ยิ่งนานเสียงของมันก็ยิ่งดังในหัวของเขา เสียงนั่นคอยเตือนให้เขารีบๆ เก็บของและออกเดินทางต่อเสียที ก่อนที่คำว่า “ผูกพัน” จะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเขา…อีกครั้ง
เหมือนที่ผ่าน ๆ มา
และเขายังไม่พร้อม ยังไม่พร้อมที่จะเจ็บเหมือนกับที่เคย
เขามาไกล มาไกลมากๆ จนไม่อยากกลับไปเผชิญหน้าความเจ็บปวดแบบนั้นอีก
แต่เขาก็ยังไม่อยากจากที่นี้ไป
อันที่จริง…ไม่ใช่ที่นี้หรอก
แต่เป็น ฮวางจื่อเทา ต่างหาก
หลายคนทักว่าหน้าตาจื่อเทาสดใสขึ้น คงเป็นเพราะหลังๆ มานี้ เขาไม่มีปัญหาเรื่องการนอนหลับอีกเลย
ยิ่งเขาได้ใกล้ชิดกับอี้ชิงเท่าไร เขาก็สงสัยว่าหรืออี้ชิงจะเป็นยาที่สวรรค์ส่งมารักษาเขา กันนะ แค่เพียงได้ยินเสียง ได้เห็นหน้า เขาก็นอนหลับสนิททุกคืน
ใช่ ว่าความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้นนี้ เป็นความรู้สึกที่ดีที่สุดในชีวิตตั้งแต่เกิดมา แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกกลัว ยิ่งนานวันเขาก็ยิ่งกลัว เพราะไม่รู้ทำไมเหมือนกัน เขารู้สึกว่า การมีอี้ชิงอยู่ในวันนี้ ไม่ได้เป็นการการันตรีว่าในวันข้างหน้า อี้ชิงจะยังอยู่ แบบนี้ ตรงนี้ เหมือนเช่นวันนี้
เขารู้สึกเหมือนกำลังจะสูญเสียของสำคัญ ทุกครั้ง ที่เห็นหน้าอี้ชิง
แต่เขามาไกล มาไกลเกินกว่าจะกลับไปสร้างระยะห่างให้มากขึ้นเช่นเมื่อก่อน เขาปล่อยตัวและหัวใจให้ใกล้ ใกล้ชิดเกินไป ใกล้จนเกือบจะกลายเป็นคนคนเดียวกันแล้วด้วยซ้ำ
แต่มันดีแล้ว…ดีแล้วที่พวกเขา…ยังหยุดตัวเองกันไว้ทัน
เพราะต่างก็รู้ดี ถึงบาดแผลในใจตน
รู้ดีว่าต่อให้นานเพียงใด แม้อี้ชิงจะสามารถขับกล่อมให้จื่อเทานอนหลับฝันดีได้แค่ไหน
เมื่อจื่อเทาหลับ กลับเป็นอี้ชิงเองที่ตาสว่าง
และเมื่ออี้ชิงหลับ ก็เป็นเวลาที่จื่อเทาจะต้องตื่น
Don’t feel bad for me
I want you to know
Deep in the cell of my heart
I really want to go
แผลในใจคนเรา ไม่ใช่เรื่องที่จะรักษาให้หายได้ง่ายๆ บางคนใช้เวลาทั้งชีวิตก็ยังไม่เพียงพอ
เขา 2 คนก็เช่นกัน
เมื่อมีพบ
จึงต้องมีจาก
“ขอโทษ จื่อเทา ฉันขอโทษ”
“ไม่เป็นไร อี้ชิง ไม่เป็นไร”
“เราจะไม่เป็นไร”
There is another world
There is a better world
Well, there must be
Well, there must be
Well, there must be
Well, there must be
Well
Bye, bye
Bye, bye
“จางอี้ชิง คว้ารางวัลนักแต่งเพลงหน้าใหม่ยอดเยี่ยม ประจำปี 2015”
จื่อเทาอ่านพาดหัวข่าววันนั้นด้วยหน้าตาแจ่มใส รอยยิ้มเล็กๆ บนใบหน้านั้น แววตาที่สว่างไสวเต็มไปด้วยความสุข กับความฝันที่มันกลายมาเป็นความจริง ในที่สุดอี้ชิงก็ทำได้สำเร็จเสียที
เขาพับหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นลงอย่างตั้งใจ เก็บมันไว้ในกล่องความทรงจำที่มีรูปภาพของเขาทั้งคู่ที่เคยได้ถ่ายเคียงกันเพียงรูปเดียว วางทับอยู่บนซองจดหมายจำนวนหนึ่ง
แม้หลายคืนนับจากวันนั้น เขากลับมามีอาการนอนไม่หลับเฉกเช่นเดิม แต่เขาก็ผ่านมันมาได้ พร้อมกับซีดีแผ่นหนึ่ง ที่คนคนหนึ่งทิ้งไว้ให้ก่อนที่เขาจะไป
Asleep — The Smiths cover by ZHANG YI XING
ส่วนคืนนี้ ตัวเขาคงไม่ต้องพึ่งพามันอีกแล้ว
เพราะเขา
จะฝันดี
end.
Author’s note: เป็นฟิคเรื่องที่ 2 ที่ภูมิใจกับมัน ภูมิใจที่แต่งคู่แปลกนี้ได้ ภูมิใจกับโทนของเรื่อง เรื่องนี้ยังไม่เคยลงไว้ที่ไหนเป็นจริงเป็นจังนอกจากในทวิตเตอร์ เลยเอามาประเดิมบล็อกใหม่ ได้แต่หวังว่าตัวเองจะมีเรื่องอื่นๆ ที่แต่งจบและดีพอ (สำหรับตัวเอง) ที่จะเอามาลงไว้ในบล็อกนี้
คำเตือน: เวลาที่ใจอ่อนล้าถึงขั้นดำดึ่ง ไม่ควรเปิดเพลงนี้ฟังด้วยประการทั้งปวง